โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

งานวิจัยใหม่ ชี้ 'ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน' เหมาะสุดยุคนี้!

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 พ.ย. 2568 เวลา 01.59 น. • เผยแพร่ 26 พ.ย. 2568 เวลา 01.59 น.

บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน

งานวิจัยใหม่

ชี้ ‘ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน’

เหมาะสุดยุคนี้!

แนวคิด “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในระดับโลก

เนื่องจากหลายองค์กรกำลังตั้งคำถามกับระบบการทำงานแบบเดิม ที่ยึดติดกับการทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งมีรากฐานมาจากยุคอุตสาหกรรม และเริ่มทดลองแนวทางใหม่ที่เน้นความยืดหยุ่น ประสิทธิภาพ และคุณภาพชีวิตของพนักงานมากขึ้น

งานวิจัยในต่างประเทศจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า รูปแบบการ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” ไม่เพียงเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติ

แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพจิต ประสิทธิผลการทำงาน และความสัมพันธ์ในองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ

American Psychological Association (APA) ระบุว่า แนวคิดการ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” ได้รับแรงผลักดันจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานทั่วโลก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวคิดการทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home ที่ได้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

APA พบว่า เมื่อองค์กรลดวันทำงานลง พนักงานจะมีความพึงพอใจในงานมากขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น และองค์กรสามารถลดต้นทุนบางส่วนได้ เช่น ค่าไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างวัฒนธรรมการทำงาน ซึ่งเคยยึดติดกับแนวคิดการทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์มานานนับศตวรรษ

นิตยสาร Forbes ตีพิมพ์ผลการวิจัยเกี่ยวกับการ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” พบว่า พนักงานมีสุขภาพจิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลดความตึงเครียด ลดความเหนื่อยล้า และเพิ่มความพึงพอใจในชีวิตส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อถกเถียงจากฝ่ายที่กังวลว่า รูปแบบการทำงานใหม่นี้อาจไม่เหมาะกับทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานในภาคบริการ ที่ต้องมีการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอดวัน และตลอดสัปดาห์

แม้จะมีข้อท้วงติงอยู่บ้าง แต่แนวโน้มโดยรวมยังคงชี้ไปในทิศทางที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรที่สามารถปรับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในเวลาที่จำกัด

CNBC ออกอากาศรายงานข่าวว่า ในปี ค.ศ.2024 มีองค์กรกว่า 245 แห่ง และพนักงานมากกว่า 8,700 คน จากหลายประเทศ เข้าร่วมโครงการทดลอง “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน”

ผลลัพธ์ที่ได้มีความหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่พบว่าประสิทธิภาพการทำงานไม่ลดลง และบางองค์กรกลับพบว่ามีผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

เพราะการลดวันทำงานทำให้พนักงานมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ส่งผลให้พวกเขากลับมาทำงานด้วยพลัง และความคิดสร้างสรรค์ที่มากกว่าเดิม

สิ่งนี้เหล่านี้สะท้อนถึงหลักการพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่ว่า “เวลาพักผ่อนไม่ใช่เพียงสิ่งฟุ่มเฟือย” แต่เป็น “ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว”

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด Liquid Working ซึ่งหมายถึง การทำงานที่ไม่ยึดติดกับเวลาและสถานที่แบบเดิมอีกต่อไป

โดยพนักงานสามารถบริหารเวลาได้ยืดหยุ่นมากขึ้น และองค์กรก็สามารถออกแบบระบบการทำงานที่เน้นผลลัพธ์มากกว่าการควบคุมเวลา

แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากนักจิตวิทยา และนักเศรษฐศาสตร์หลายคน ที่เชื่อว่าการทำงานแบบยืดหยุ่นจะช่วยลดความตึงเครียด และเพิ่มความพึงพอใจในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค การลดวันทำงาน อาจมีผลกระทบต่อการบริโภค และการผลิตในระยะสั้น

แต่ในระยะยาว จะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของประชากร และลดภาระด้านสุขภาพ ทั้งกาย-ใจ ที่เกิดจากการทำงานหนักเกินไป

งานวิจัยจาก University of Cambridge และ Boston College ซึ่งร่วมมือกับ 4 Day Week Global (องค์กรไม่แสวงหากำไร) พบว่า องค์กรที่ทดลองใช้โมเดลนี้ในสหราชอาณาจักร มีอัตราการลาออกลดลงถึง 57% และพนักงานมีความพึงพอใจในชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

รายงานยังระบุด้วยว่า องค์กรยังสามารถรักษาระดับผลผลิตไว้ได้ แถมบางแห่งสามารถเพิ่มผลผลิตได้ด้วยซ้ำ ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากการทำงานในเวลาที่จำกัดแต่มีเป้าหมายชัดเจน

ในสหรัฐอเมริกา รัฐ Massachusetts และรัฐ California กำลังพิจารณาออกกฎหมายสนับสนุนการ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน”

โดยมีการเสนอให้บริษัทที่เข้าร่วมโครงการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย ที่เริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของแรงงานมากขึ้น

ที่ผ่านมา มีองค์กรที่ประสบความสำเร็จจากนโยบายนี้ ตัวอย่างเช่น Atom Bank ในสหราชอาณาจักร ได้เปลี่ยนมาใช้ระบบการ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” โดยไม่ลดเงินเดือน ซึ่งพบว่า พนักงานมีความสุขมากขึ้น อัตราการลาออกลดลง และผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ที่แคนาดา Software House หลายแห่ง ที่เริ่มใช้รูปแบบเดียวกัน พบว่า การลดวันทำงานช่วยคลายความเหนื่อยล้า และเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ของทีมงาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อบริษัท ที่ต้องพึ่งพานวัตกรรม และการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง

ในออสเตรเลีย Unilever ได้ทดลองใช้วิธีการ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” กับพนักงานกว่า 500 คน พบว่า ประสิทธิภาพการทำงานไม่ได้ลดลงเลย ในทางกลับกัน พนักงานมีความสุขมากขึ้น และสามารถจัดการชีวิตส่วนตัวได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ในทีม และความร่วมมือในองค์กร

นอกจากนี้ การ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” ยังส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในครอบครัวที่มีภาระดูแลบุตร

งานวิจัยจากสหราชอาณาจักรพบว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้มากกว่าผู้ชาย เนื่องจากสามารถจัดการภาระในบ้านได้ดีขึ้น และมีโอกาสในการพัฒนาตนเองมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการลดช่องว่างทางเพศในระยะยาว

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยระดับโลกหลายแห่งชี้ตรงกันว่า องค์กรที่ใช้รูปแบบนี้มีอัตราการลาออกที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และพนักงานมีความผูกพันกับองค์กรมากขึ้น

นอกจากนี้ การ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” ยังช่วยลดภาวะ Burnout ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในองค์กรยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน หรือ Work-Life-Balance

ในแง่นวัตกรรม การลดวันทำงานอาจดูขัดแย้งกับแนวคิดการเพิ่มผลผลิต แต่ในทางกลับกัน งานวิจัยจากหลายประเทศพบว่า การมีเวลาว่างมากขึ้นช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ที่ดีมาก

เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นอกเหนือจากงานประจำ ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ในการพัฒนางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างเช่น บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมาก ที่อนุญาตให้พนักงานใช้วันหยุดเพื่อทดลองสร้าง Project ใหม่ๆ ซึ่งพบว่า มีการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำมาใช้ในองค์กรได้จริง และบางครั้งกลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างรายได้ให้กับบริษัท

อย่างไรก็ตาม นโยบายในบางประเทศ อาจยังไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา แม้จะมีการทดลองใช้ในหลายรัฐ แต่ “กฎหมายแรงงานกลาง” ยังไม่ได้ปรับให้รองรับการ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” อย่างเป็นทางการ

ขณะที่ในไอซ์แลนด์ และนิวซีแลนด์ รัฐบาลกลางได้ทดลองใช้ระบบนี้ และพบว่า มีผลลัพธ์เป็นบวกอย่างชัดเจน

ในแง่ความท้าทาย องค์กรที่ต้องให้บริการตลอดเวลา เช่น โรงพยาบาล ธนาคาร หรือสายการบิน อาจต้องใช้วิธีการจัดเวร หรือแบ่งทีม เพื่อให้สามารถให้บริการได้ครบถ้วนตลอดสัปดาห์

ซึ่งอาจเพิ่มความซับซ้อนในการบริหาร แต่ก็มิใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หากมีการวางแผนอย่างรอบคอบ และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ

สรุปแล้ว การ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” ต้องอาศัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้พนักงานเข้าใจเป้าหมายอย่างรัดกุม โดยสื่อสารวิธีการดำเนินงานใหม่ให้ชัดเจน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องมีการตั้งเป้าหมายที่วัดผลได้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใหม่มีความราบรื่น ทำให้เวลาในการทำงานลดลง แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณภาพได้นั่นเอง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : งานวิจัยใหม่ ชี้ ‘ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน’ เหมาะสุดยุคนี้!

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...