งานวิจัยใหม่ ชี้ 'ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน' เหมาะสุดยุคนี้!
บทความพิเศษ | จักรกฤษณ์ สิริริน
งานวิจัยใหม่
ชี้ ‘ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน’
เหมาะสุดยุคนี้!
แนวคิด “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในระดับโลก
เนื่องจากหลายองค์กรกำลังตั้งคำถามกับระบบการทำงานแบบเดิม ที่ยึดติดกับการทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งมีรากฐานมาจากยุคอุตสาหกรรม และเริ่มทดลองแนวทางใหม่ที่เน้นความยืดหยุ่น ประสิทธิภาพ และคุณภาพชีวิตของพนักงานมากขึ้น
งานวิจัยในต่างประเทศจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า รูปแบบการ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” ไม่เพียงเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติ
แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพจิต ประสิทธิผลการทำงาน และความสัมพันธ์ในองค์กรอย่างมีนัยสำคัญ
American Psychological Association (APA) ระบุว่า แนวคิดการ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” ได้รับแรงผลักดันจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานทั่วโลก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แนวคิดการทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home ที่ได้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
APA พบว่า เมื่อองค์กรลดวันทำงานลง พนักงานจะมีความพึงพอใจในงานมากขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น และองค์กรสามารถลดต้นทุนบางส่วนได้ เช่น ค่าไฟฟ้า และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างวัฒนธรรมการทำงาน ซึ่งเคยยึดติดกับแนวคิดการทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์มานานนับศตวรรษ
นิตยสาร Forbes ตีพิมพ์ผลการวิจัยเกี่ยวกับการ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” พบว่า พนักงานมีสุขภาพจิตดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลดความตึงเครียด ลดความเหนื่อยล้า และเพิ่มความพึงพอใจในชีวิตส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อถกเถียงจากฝ่ายที่กังวลว่า รูปแบบการทำงานใหม่นี้อาจไม่เหมาะกับทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานในภาคบริการ ที่ต้องมีการดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอดวัน และตลอดสัปดาห์
แม้จะมีข้อท้วงติงอยู่บ้าง แต่แนวโน้มโดยรวมยังคงชี้ไปในทิศทางที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์กรที่สามารถปรับกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในเวลาที่จำกัด
CNBC ออกอากาศรายงานข่าวว่า ในปี ค.ศ.2024 มีองค์กรกว่า 245 แห่ง และพนักงานมากกว่า 8,700 คน จากหลายประเทศ เข้าร่วมโครงการทดลอง “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน”
ผลลัพธ์ที่ได้มีความหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่พบว่าประสิทธิภาพการทำงานไม่ลดลง และบางองค์กรกลับพบว่ามีผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
เพราะการลดวันทำงานทำให้พนักงานมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น ส่งผลให้พวกเขากลับมาทำงานด้วยพลัง และความคิดสร้างสรรค์ที่มากกว่าเดิม
สิ่งนี้เหล่านี้สะท้อนถึงหลักการพื้นฐานของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมที่ว่า “เวลาพักผ่อนไม่ใช่เพียงสิ่งฟุ่มเฟือย” แต่เป็น “ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาว”
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด Liquid Working ซึ่งหมายถึง การทำงานที่ไม่ยึดติดกับเวลาและสถานที่แบบเดิมอีกต่อไป
โดยพนักงานสามารถบริหารเวลาได้ยืดหยุ่นมากขึ้น และองค์กรก็สามารถออกแบบระบบการทำงานที่เน้นผลลัพธ์มากกว่าการควบคุมเวลา
แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากนักจิตวิทยา และนักเศรษฐศาสตร์หลายคน ที่เชื่อว่าการทำงานแบบยืดหยุ่นจะช่วยลดความตึงเครียด และเพิ่มความพึงพอใจในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค การลดวันทำงาน อาจมีผลกระทบต่อการบริโภค และการผลิตในระยะสั้น
แต่ในระยะยาว จะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของประชากร และลดภาระด้านสุขภาพ ทั้งกาย-ใจ ที่เกิดจากการทำงานหนักเกินไป
งานวิจัยจาก University of Cambridge และ Boston College ซึ่งร่วมมือกับ 4 Day Week Global (องค์กรไม่แสวงหากำไร) พบว่า องค์กรที่ทดลองใช้โมเดลนี้ในสหราชอาณาจักร มีอัตราการลาออกลดลงถึง 57% และพนักงานมีความพึงพอใจในชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
รายงานยังระบุด้วยว่า องค์กรยังสามารถรักษาระดับผลผลิตไว้ได้ แถมบางแห่งสามารถเพิ่มผลผลิตได้ด้วยซ้ำ ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจากการทำงานในเวลาที่จำกัดแต่มีเป้าหมายชัดเจน
ในสหรัฐอเมริกา รัฐ Massachusetts และรัฐ California กำลังพิจารณาออกกฎหมายสนับสนุนการ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน”
โดยมีการเสนอให้บริษัทที่เข้าร่วมโครงการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย ที่เริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของแรงงานมากขึ้น
ที่ผ่านมา มีองค์กรที่ประสบความสำเร็จจากนโยบายนี้ ตัวอย่างเช่น Atom Bank ในสหราชอาณาจักร ได้เปลี่ยนมาใช้ระบบการ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” โดยไม่ลดเงินเดือน ซึ่งพบว่า พนักงานมีความสุขมากขึ้น อัตราการลาออกลดลง และผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
ที่แคนาดา Software House หลายแห่ง ที่เริ่มใช้รูปแบบเดียวกัน พบว่า การลดวันทำงานช่วยคลายความเหนื่อยล้า และเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ของทีมงาน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อบริษัท ที่ต้องพึ่งพานวัตกรรม และการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง
ในออสเตรเลีย Unilever ได้ทดลองใช้วิธีการ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” กับพนักงานกว่า 500 คน พบว่า ประสิทธิภาพการทำงานไม่ได้ลดลงเลย ในทางกลับกัน พนักงานมีความสุขมากขึ้น และสามารถจัดการชีวิตส่วนตัวได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ในทีม และความร่วมมือในองค์กร
นอกจากนี้ การ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” ยังส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในครอบครัวที่มีภาระดูแลบุตร
งานวิจัยจากสหราชอาณาจักรพบว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้มากกว่าผู้ชาย เนื่องจากสามารถจัดการภาระในบ้านได้ดีขึ้น และมีโอกาสในการพัฒนาตนเองมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อการลดช่องว่างทางเพศในระยะยาว
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยระดับโลกหลายแห่งชี้ตรงกันว่า องค์กรที่ใช้รูปแบบนี้มีอัตราการลาออกที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และพนักงานมีความผูกพันกับองค์กรมากขึ้น
นอกจากนี้ การ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” ยังช่วยลดภาวะ Burnout ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในองค์กรยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน หรือ Work-Life-Balance
ในแง่นวัตกรรม การลดวันทำงานอาจดูขัดแย้งกับแนวคิดการเพิ่มผลผลิต แต่ในทางกลับกัน งานวิจัยจากหลายประเทศพบว่า การมีเวลาว่างมากขึ้นช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ที่ดีมาก
เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้พนักงานได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นอกเหนือจากงานประจำ ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ในการพัฒนางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างเช่น บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมาก ที่อนุญาตให้พนักงานใช้วันหยุดเพื่อทดลองสร้าง Project ใหม่ๆ ซึ่งพบว่า มีการพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำมาใช้ในองค์กรได้จริง และบางครั้งกลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สร้างรายได้ให้กับบริษัท
อย่างไรก็ตาม นโยบายในบางประเทศ อาจยังไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา แม้จะมีการทดลองใช้ในหลายรัฐ แต่ “กฎหมายแรงงานกลาง” ยังไม่ได้ปรับให้รองรับการ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” อย่างเป็นทางการ
ขณะที่ในไอซ์แลนด์ และนิวซีแลนด์ รัฐบาลกลางได้ทดลองใช้ระบบนี้ และพบว่า มีผลลัพธ์เป็นบวกอย่างชัดเจน
ในแง่ความท้าทาย องค์กรที่ต้องให้บริการตลอดเวลา เช่น โรงพยาบาล ธนาคาร หรือสายการบิน อาจต้องใช้วิธีการจัดเวร หรือแบ่งทีม เพื่อให้สามารถให้บริการได้ครบถ้วนตลอดสัปดาห์
ซึ่งอาจเพิ่มความซับซ้อนในการบริหาร แต่ก็มิใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หากมีการวางแผนอย่างรอบคอบ และนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุปแล้ว การ “ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน” ต้องอาศัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้พนักงานเข้าใจเป้าหมายอย่างรัดกุม โดยสื่อสารวิธีการดำเนินงานใหม่ให้ชัดเจน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องมีการตั้งเป้าหมายที่วัดผลได้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใหม่มีความราบรื่น ทำให้เวลาในการทำงานลดลง แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณภาพได้นั่นเอง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : งานวิจัยใหม่ ชี้ ‘ทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน’ เหมาะสุดยุคนี้!
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly