โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดทางรอดอุตสาหกรรม ‘กุ้งไทย’ สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนท่ามกลางวิกฤต

TODAY

อัพเดต 09 ม.ค. เวลา 04.33 น. • เผยแพร่ 09 ม.ค. เวลา 04.32 น. • TODAY

ไทยเคยเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับ 1 ของโลก แต่ภายหลังจากเกิดปัญหาโรคระบาดกุ้ง จากภาวะตายด่วน (EMS) ตั้งแต่ปี 2555 ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตลดลงจาก 6.4 แสนตันต่อปี เหลือเพียง 2.7 แสนตันต่อปี และหลังจากนั้นเกษตรกรไทยยังต้องเผชิญอีกหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวเหลือง (YHV) และโรคตัวแดงดวงขาว (WSSV) ที่เข้ามากระทบจึงทำให้ยังไม่สามารถพลิกฟื้นการเลี้ยงกุ้งกลับมาได้ จนถูกมองเป็นอุตสาหกรรม“ซันเซ็ท”

สถานการณ์โรคระบาด ส่งผลให้ผลผลิตกุ้งของไทยที่หดตัวเฉลี่ยปีละ 1.2% (ในช่วง 2561-2567) แต่ปัจจัยนอกจากโรคระบาดที่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตกุ้ง ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ผันผวน และการปรับแข็งค่าของเงินบาทที่มีผลต่อการแข่งขันราคาส่งออกกุ้ง รวมถึงการถูกตัดสิทธิสิทธิประโยชน์ทางภาษี (GSP) ในตลาดอียู

นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า ไทยสูญเสียรายได้จากการส่งออกุ้งไปกว่า 650,000 ล้านบาทในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา เหลือสัดส่วนการส่งออกเพียง 4% ในตลาดโลกเมื่อปี 2567

[ ชูสัญญานบวก ฟื้นการเลี้ยงกุ้ง ]

อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 นายเอกพจน์ กลับมีมุมมองสวนกระแสว่า ภาวะการส่งออกของกุ้งไทยจะพลิกฟื้นกลับมาค่อยพุ่งสูงขึ้น จากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้ากุ้งจากประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างอินเดีย 60% ขณะที่ไทยที่เสียภาษีนำเข้าสหรัฐเพียง 19% และถึงแม้ว่าผู้ผลิตและส่งออกกุ้งทั้งเอกวาดอร์ และอินโดนีเซียที่มีอัตราภาษีต่ำกว่าไทย แต่อุปสรรคที่สำคัญกว่า คือ “ภาวะขายดีแต่ไม่มีของ” ซึ่งเป็นสาเหตุของการส่งออกลดลง

ทางสมาคมจึงตั้งเป้าให้เร่งเครื่องภาคการผลิตให้ผลิตกุ้ง เพิ่มจาก 2.7 แสนตันในปี 2568 เป็น 4 แสนตันต่อปี ในปี 2569 เพราะสัญญานบวกจากตลาดสหรัฐ และไม่นับรวมสัญญาณบวกจากตลาดส่งออกอื่นที่มีโอกาสเติบโต ทั้งสหภาพยุโรปที่กำลังเจรจาเอฟทีเอกับไทย ตลาดจีน และตลาดญี่ปุ่นซึ่งล้วนแต่มีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะของพรีเมียม

นั่นจึงทำให้ทางสมาคมต้องยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐอีกครั้งเมื่อปลายปี 2568 เพื่อกระทุ้งให้กำหนดการแก้ปัญหากุ้งเป็น “วาระแห่งชาติ” พร้อมขอรับจัดสรรงบประมาณ 5,400 ล้านบาทมาช่วยดำเนินการใน 11 ยุทธศาสตร์ เพื่อเร่งเครื่องภาคการผลิตกุ้งให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นเพียงพอต่อการส่งออก เพราะมั่นใจว่าตลาดส่งออกยังเติบโต ไม่นับรวมตลาดในประเทศซึ่งเติบโตเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด

“ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นฟาร์มเล็กหรือฟาร์มใหญ่จะต้องปรับตัว ทั้งการป้องกันโรค การบำบัดน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้ไปถึงเป้าหมาย 4 แสนตันให้ได้”

พร้อมกันนี้ สมาคมได้เสนอให้เกษตรกรปรับตัวด้าน ESG ด้วยการรับรองมาตรฐาน ASC (Aquaculture Stewardship Council) เพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก เพราะในปัจจุบันมีฟาร์มเลี้ยงกุ้งของไทยที่ได้รับมาตรฐานดังกล่าวมีไม่ถึง 1% ของฟาร์มเลี้ยงกุ้งทั้งหมด แต่เทรนด์ความต้องการของทั่วโลกมุ่งสู่เรื่องนี้

[ เกษตรกรเร่งปรับตัว สร้างระบบพัฒนาการเลี้ยง ]

ในด้านภาคการผลิต หลายคนอาจจะมองว่า เกษตรกรหยุดเลี้ยงหรือเปลี่ยนอาชีพ แต่ในความเป็นจริง เกษตรกรได้ถอดบทเรียน และปรับวิธีการเลี้ยงเพื่อคงรักษาอาชีพไว้ ยกตัวอย่าง “กลุ่มเกษตรกรทำประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร” เป็นหนึ่งตัวอย่างของกลุ่มเกษตรกรที่ปรับสูตรเลี้ยงกุ้งเป็น “ระบบพัฒนา” เพื่อรับมือความเสี่ยงจากโรคกุ้ง ทำให้การเลี้ยงกุ้งให้ผลผลิตดี สามารถทำกำไรได้ตามเป้าหมาย

นายสนิท แดงพยนต์ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 เคยได้ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันการเลี้ยงกุ้งต้องเผชิญกับความท้าทายมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องโรคระบาดทำให้ผลผลิตเสียหาย กระทบต่อเกษตรกร กลุ่มฯ จึงได้ปรับวิธีการเลี้ยงเป็นรูปแบบพัฒนา ซึ่งมีแนวทางการดูแลจัดการฟาร์มป้องกันโรค ทำให้กุ้งปลอดภัยและให้ผลผลิตอย่างมีประสิทธิผล สามารถรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ ได้ดี

“การจัดการน้ำ การวางระบบกรองน้ำเป็นหัวใจสำคัญ ของระบบพัฒนา ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมน้ำก่อนปล่อยกุ้ง ก็จะมีการกำจัดศัตรูกุ้ง เช่น พวกปลา ก่อนปล่อยน้ำลงบ่อเลี้ยง ป้องกันความปลอดภัยเป็นพิเศษ เพื่อให้ฟาร์มมีความปลอดภัยจากโรคระบาด และสิ่งแปลกปลอมหรือสัตว์อื่นมารบกวนกุ้งในบ่อ ทำให้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สมาชิกที่เลี้ยงกุ้งของกลุ่มสามารถแก้ไขเรื่องโรคระบาดและสัตว์อื่นได้ดี”

ทั้งนี้ ปัจจุบัน กลุ่มเกษตรกรทำประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 มีสมาชิกทั้งหมด 293 ครัวเรือน โดยมีทั้งเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง และเลี้ยงปลาชนิดอื่น ๆ เช่น ปลากะพง ปลาสลิด ปลานิล ด้วย

“แม้ว่าการเลี้ยงกุ้งจะมีความเสี่ยงในเรื่องโรคระบาดก็จริง แต่เกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งมองว่าการลงทุนระบบกรองน้ำ หรือระบบป้องกันการเลี้ยงนั้น ถือว่ามีความคุ้มค่าทำให้ให้รักษาอาชีพไว้ได้ เพราะความเร็วรอบในการเลี้ยงกุ้งมันเร็วกว่า เช่น ในปีหนึ่งอาจจะทำได้ประมาณ 4 รอบ และสามารถจำกัดความเสียหายได้ เช่น ถ้าหากกุ้งตายหรือโดนระบาดก็อาจจะเสียหายแค่รอบนี้แล้วลงใหม่” นายสนิทกล่าว

[ เดินหน้าปักหมุดกุ้งคาร์บอนต่ำ – กุ้งยั่งยืน ]

นอกจากนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งส่วนหนึ่งกำลังปรับตัวไปสู่การเลี้ยงกุ้งยั่งยืน หรือกุ้งคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่ลูกค้าหันมาให้ความสนใจสั่งซื้อมากขึ้น เพราะช่วยสร้างสมดุลการเลี้ยงและดูแลสภาพแวดล้อมไปพร้อมกัน

ทั้งหมดนี้หากทุกฝ่ายทั้งภาคเอกชน เกษตรกร และภาครัฐเลิกบั่นทอนกำลังใจ และหันมาทำความเข้าใจสถานการณ์ปัญหา และประสานความร่วมมือกัน ก็มั่นใจได้เลยว่าเกษตรกรจะสามารถรักษาอาชีพเลี้ยงกุ้ง สร้างรายได้ที่มั่นคง สร้างความยั่นยืน และช่วยสร้างรายได้กลับสู่ประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไปในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...