เปิดแผนทรัมป์ ยึดพลังงานโลก ด้วยยุทธศาสตร์ Energy Dominance
การเปิดปฏิบัติการของสหรัฐอเมริกาในกรุงการากัส พร้อมการจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร และการส่งบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของสหรัฐเข้าไปฟื้นฟูการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลา ไม่ได้เป็นเพียงข่าวความมั่นคงหรือการเมืองระหว่างประเทศ หากแต่กำลังสะท้อน “ยุทธศาสตร์พลังงานเชิงอำนาจ” ที่กำลังปรับโครงสร้างสมดุลเศรษฐกิจโลกอย่างลึกซึ้ง
แม้ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินตรงกันว่า น้ำมันจากเวเนซุเอลายังไม่สามารถไหลเข้าสู่ตลาดโลกได้ในระยะสั้น เนื่องจากต้องใช้เวลาฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน และการจัดการระบบการผลิตที่ทรุดโทรมจากการคว่ำบาตรยาวนาน แต่สัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ได้ถูกส่งออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า สหรัฐฯ กำลังเร่ง “ยึดต้นน้ำพลังงาน” เพื่อกำหนดเกมราคา เสถียรภาพตลาด และอำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว
การเคลื่อนไหวครั้งนี้สอดรับกับเอกสาร National Security Strategy of the United States of America 2025 ที่ยกระดับ “พลังงาน” ขึ้นเป็นหัวใจของความมั่นคงแห่งชาติ ภายใต้แนวคิด Energy Dominance ซึ่งไม่ใช่เพียงการสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ แต่คือการผสานพลังงานเข้ากับเครื่องมือทางการทูต ความมั่นคง และการแข่งขันเชิงอำนาจระดับโลก
เมื่อเวเนซุเอลาถูกดึงเข้าไปอยู่ในกรอบยุทธศาสตร์ดังกล่าว ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มอุปทานน้ำมัน แต่คือการจัดระเบียบใหม่ของห่วงโซ่อำนาจพลังงาน ตั้งแต่ต้นน้ำทรัพยากร ไปจนถึงปลายน้ำของตลาดโลก ซึ่งจะส่งผลต่อการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยในระยะถัดไป
พลังงานฟื้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
หนึ่งในเสาหลักของเอกสาร คือแนวคิด Energy Dominance หรือ “ความเป็นมหาอำนาจด้านพลังงาน” โดยเน้นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และพลังงานนิวเคลียร์ ควบคู่กับการนำส่วนประกอบสำคัญในห่วงโซ่อุปทานพลังงานกลับสู่ประเทศ เอกสารระบุว่า พลังงานที่มีราคาถูกและมีอย่างอุดมสมบูรณ์จะช่วยสร้างงานรายได้ดี ลดต้นทุนให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจ เป็นแรงขับเคลื่อนการฟื้นฟูอุตสาหกรรม และช่วยรักษาความได้เปรียบของสหรัฐฯ ในเทคโนโลยีแนวหน้า เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ในมิติความมั่นคง สหรัฐฯ ต้องการยกระดับภาคพลังงานให้เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมส่งออกหลัก ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานขั้นสูง เพื่อรักษาความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์เหนือประเทศคู่แข่ง
พลังงาน “อาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์”
สหรัฐฯ วางแผนใช้สถานะการเป็น ผู้ส่งออกพลังงานสุทธิ เป็นเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองในเวทีโลก ทั้งในเชิงการทูตและความมั่นคง ทั้งในด้านการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตร ลดการพึ่งพาพลังงานจากคู่แข่ง และลดอิทธิพลของประเทศที่ใช้พลังงานเป็นเครื่องมือกดดันทางการเมือง
ส่วนในตะวันออกกลางเอกสาร ชี้ว่า เมื่อสหรัฐฯ สามารถพึ่งพาพลังงานภายในประเทศได้มากขึ้น บทบาทด้านความมั่นคงเชิงทหารจะลดลง และเปลี่ยนไปสู่การเป็นหุ้นส่วนด้านการลงทุนพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานนิวเคลียร์แทน
ปฏิเสธ Climate Change - Net Zero
อีกประเด็นที่สะท้อนทิศทางเชิงอุดมการณ์อย่างชัดเจน คือ เอกสารยุทธศาสตร์ฉบับนี้ระบุว่าสหรัฐฯ ไม่ยอมรับแนวคิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และนโยบาย Net Zero โดยมองว่าเป็นอุดมการณ์ที่สร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจให้กับสหรัฐฯ และยุโรป แต่กลับเอื้อประโยชน์ต่อคู่แข่งทางเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐให้ความสำคัญกับความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มากกว่าข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมในระดับนโยบาย
ขยายอิทธิพลต่างแดนผ่านการลงทุนพลังงาน
เอกสารยังระบุด้วยว่า ในภูมิภาคแอฟริกา สหรัฐฯ มีแผนลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ ก๊าซหุงต้ม (LPG) และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อสร้างรายได้ให้บริษัทอเมริกัน และใช้เป็นฐานแข่งขันในการเข้าถึงทรัพยากรแร่ธาตุสำคัญ
ขณะที่ในซีกโลกตะวันตก สหรัฐฯ เตรียมร่วมมือกับรัฐบาลและภาคเอกชนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความยืดหยุ่นและขยายตัวได้ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจร่วมกัน และสกัดอิทธิพลจากประเทศนอกภูมิภาค
เอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2025 สะท้อนชัดว่า พลังงานถูกวางบทบาทเป็นทั้ง “โล่” เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ลดต้นทุน และฟื้นอุตสาหกรรมในประเทศ และเป็น “ดาบ” เพื่อขยายอิทธิพลเชิงภูมิรัฐศาสตร์ รุกตลาดพลังงานโลก และลดอำนาจต่อรองของคู่แข่ง โดยไม่ให้ข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและอำนาจของสหรัฐฯ
เกมชิงดำพลังงาน สหรัฐฯ ดึง ‘น้ำมันเวเนซุเอลา’
หลัง“สหรัฐอเมริกา” ตัดสินใจไฟเขียวนำเข้าน้ำมันดิบจาก “เวเนซุเอลา” ล็อตใหญ่จำนวน 30-50 ล้านบาร์เรล มองผิวเผินอาจมองว่าเป็นเพียงการแก้เกมระยะสั้นของสหรัฐฯที่นำพลังงานมาใช้ในประเทศ
ทีมข่าว “ฐานเศรษฐกิจ” กางตัวเลขและเจาะลึกลงไปในไส้ในของข้อมูลจะพบว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่แค่อุปสงค์-อุปทาน (Demand-Supply) ปกติ แต่คือ “หมากรุกกระดานสำคัญ” ที่สหรัฐฯ วางไว้เพื่อรุกฆาตคู่แข่งตลอดกาลอย่าง “จีน” ในสมรภูมิเศรษฐกิจโลก
ตัวเลขลวงตา 50 ล้านบาร์เรล
หากนักลงทุนมองเพียงตัวเลข 30-50 ล้านบาร์เรล อาจดูเหมือนปริมาณมหาศาล แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขนี้แทบจะเป็นเศษเสี้ยวในถังน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ เพราะสหรัฐฯคือผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยตัวเลขเฉลี่ยที่20-20.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งการนำเข้าน้ำมันสูงสุด 50 ล้านบาเรลจากเวเนซุเอลาจะหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้เพียง “2 วัน” เท่านั้น
แล้วทำไมสหรัฐฯถึงต้องการน้ำมันในเวเนซุเอลา คำตอบอยู่ที่ “เกรดน้ำมัน” (Quality) ไม่ใช่ปริมาณ โรงกลั่นในแถบอ่าวเม็กซิโก (US Gulf Coast) ถูกออกแบบมาเพื่อกลั่น “น้ำมันดิบหนัก” (Heavy Crude) การได้น้ำมันส่วนนี้มาผสมกับ Shale Oil (น้ำมันเบา) ที่สหรัฐฯ ผลิตเองได้ล้นตลาด จะช่วยให้โรงกลั่นเดินเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพ (Optimization) และทำกำไรส่วนต่าง (Crack Spread) ได้สูงสุด
ยุทธการ “ตัดท่อน้ำเลี้ยง” จีน
สิ่งที่ลึกซึ้งกว่าเรื่องเทคนิคโรงกลั่น คือเกม “Geopolitics” หรือภูมิรัฐศาสตร์ การที่สหรัฐฯ ดึงเวเนซุเอลากลับเข้าอยู่ในอำนาจของตัวเองนั้น มีเป้าหมายแฝงที่อำมหิต คือการ “ปิดก๊อก” ไม่ให้น้ำมันราคาถูกเหล่านี้ไหลออกไปสู่ “จีน”
จีนในฐานะ “โรงงานโลก” กำลังหิวกระหายทรัพยากรอย่างหนัก โดยบริโภคน้ำมันวันละ 16 ล้านบาร์เรล แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ จีนไม่ได้ต้องการน้ำมันไปแค่เติมรถยนต์แน่นอนเพราะกระแส EV ในจีนมาแรง แต่จีนต้องการน้ำมันไปป้อนอุตสาหกรรม “ปิโตรเคมี” (Petrochemicals) ที่เปลี่ยนน้ำมันเป็นสินค้า จีนแปรรูปน้ำมันดิบเป็นเม็ดพลาสติก, เส้นใยสังเคราะห์, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และยางมะตอย เพื่อส่งออกและใช้ในโครงการ Belt and Road ซึ่งที่ผ่านมาจีนมีความได้เปรียบด้านต้นทุน ที่ได้นำมันราคาถูกจากเวเนซุเอลา รัสเซีย และอิหร่าน
นักวิชาการชี้สหรัฐฯกึ่งล่าอาณานิคม
ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า การเข้าไปฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลาจะทำให้ปริมาณน้ำมันเข้าสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้นในระยะยาว แต่ไม่สามารถเกิดขึ้นทันที ต้องใช้เวลาเป็นปีและเงินลงทุนจำนวนมาก โดยระยะสั้น ราคาน้ำมันอาจอ่อนตัวหรือมีเสถียรภาพมากขึ้นจากความคาดหวังด้านอุปทาน แต่เป้าหมายหลักของสหรัฐฯ ไม่ใช่การลดเงินเฟ้อ หากแต่เป็นการขยายอิทธิพลและการจัดระเบียบอำนาจเชิงพลังงานในลักษณะกึ่งล่าอาณานิคม สำหรับประเทศไทย ผลกระทบโดยตรงยังมีจำกัด นอกจากผลผ่านราคาพลังงานโลกเป็นหลัก
“ทรัมป์เองก็ถือว่ากิจการน้ำมันที่สหรัฐฯเคยไปลงทุนก็โดนยึดไปยังไม่ได้ชดเชย ดังนั้น ส่วนหนึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นการเอาคืน”ดร.พรายพล กล่าว
โลกเสี่ยงย้อนกลับสู่ยุคอนาธิปไตย
เวทีคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ที่นครนิวยอร์ก ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างชัดเจน หลังศาสตราจารย์ เจฟฟรีย์ ดี. แซคส์ ประธานเครือข่าย UN Sustainable Development Solutions Network และผู้อำนวยการศูนย์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ออกแถลงเตือนว่า การใช้กำลังและมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวต่อเวเนซุเอลา กำลังบ่อนทำลายหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ และเสี่ยงนำระบบโลกกลับเข้าสู่ภาวะ “อนาธิปไตยของมหาอำนาจ” ซึ่งอาจจุดชนวนวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์รอบใหม่
แซคส์ย้ำว่า ประเด็นที่คณะมนตรีต้องพิจารณา ไม่ใช่การตัดสินความชอบธรรมหรือธรรมชาติของรัฐบาลเวเนซุเอลา แต่คือคำถามเชิงหลักการว่า รัฐใดมีสิทธิใช้กำลัง การบีบบังคับ หรือแรงกดดันทางเศรษฐกิจ เพื่อกำหนดอนาคตทางการเมืองของประเทศอื่นหรือไม่ ซึ่งขัดต่อมาตรา 2 วรรค 4 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ที่ห้ามการข่มขู่หรือใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของรัฐ
เขาเตือนว่า หากคณะมนตรีปล่อยให้หลักการดังกล่าวถูกละเลย จะสร้างบรรทัดฐานอันตรายต่อระเบียบโลก และเพิ่มความเสี่ยงของความขัดแย้งระหว่างรัฐในระยะยาว พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐยุติการคุกคาม ถอนกำลังทหาร ยกเลิกมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว และเปิดช่องทางการทูตอย่างเร่งด่วน
แซคส์ยังอ้างถึงหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า นับตั้งแต่ปี 1947 สหรัฐมีบทบาทในปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงระบอบในหลายประเทศ ซึ่งมักนำไปสู่ความรุนแรง ความไม่มั่นคง และความสูญเสียของพลเรือนจำนวนมาก โดยกรณีเวเนซุเอลา สหรัฐถูกวิจารณ์ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ความพยายามรัฐประหารในปี 2002 การคว่ำบาตรภาคพลังงานที่กระทบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ไปจนถึงการรับรองผู้นำคู่ขนานในปี 2019
ในช่วงท้าย แซคส์เสนอให้คณะมนตรีความมั่นคงยืนยันบทบาทในการพิทักษ์กฎหมายระหว่างประเทศแต่งตั้ง ผู้แทนพิเศษเพื่อเปิดการเจรจา และกำชับให้รัฐสมาชิกทุกประเทศปฏิบัติตามกฎบัตรอย่างเคร่งครัด พร้อมเตือนว่า ในยุคนิวเคลียร์ ความล้มเหลวของระบบกติกาโลกไม่อาจเกิดขึ้นซ้ำได้ เพราะอาจนำมนุษยชาติไปสู่หายนะที่ไม่สามารถย้อนกลับได.
การที่สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงดีลนี้ เท่ากับเป็นการบีบให้โรงกลั่นอิสระ (Teapots) ในจีนต้องเผชิญภาวะต้นทุนพุ่งสูงขึ้น และอาจต้องหันไปพึ่งพา “รัสเซีย” มากขึ้น ซึ่งจะทำให้จีนตกที่นั่งลำบากในการบริหารความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน
นี่คือสัญญาณเตือนระดับสูงสุดว่า สงครามทรัพยากรรอบใหม่ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว