โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

Data Center AI ดันความต้องการใช้ไฟฟ้า พุ่ง2เท่าใน5ปี กระทบภาพใหญ่ ต้นทุนเศรษฐกิจ-ความมั่นคงพลังงาน

Thairath Money

อัพเดต 25 ธ.ค. 2568 เวลา 07.17 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2568 เวลา 06.30 น.
ภาพไฮไลต์

ปีนี้ภาพใหญ่การเติบโตของ AI ไม่ได้ท้าทายแค่ขีดความสามารถของเทคโนโลยี แต่กำลังท้าทาย “ระบบพลังงานของโลก” อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ข้อมูลล่าสุดจาก Gartners บริษัทชั้นนำด้านข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจและเทคโนโลยี ชี้ชัดว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นถึง 16% และจะพุ่งขึ้นเป็น 2 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จาก 448 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ในปีนี้ เป็น 980 TWh ในปี 2030 สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังกลายเป็นผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่ของโลกและอาจกลายเป็น “คอขวดใหม่” ของเศรษฐกิจดิจิทัล หากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไม่ทันเกม

ทำความเข้าใจการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์

โดยพื้นฐาน ดาต้าเซ็นเตอร์คือโรงงานดิจิทัลที่ต้องใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อขับเคลื่อนเซิร์ฟเวอร์ระบบจัดเก็บข้อมูล อุปกรณ์เครือข่ายและระบบทำความเย็น การใช้พลังงานมักวัดเป็น “กิโลวัตต์-ชั่วโมง” (kWh) หรือ “เมกะวัตต์” (MW) ซึ่งสะท้อนการใช้ไฟในระดับรายเดือนและรายปี

ในเชิงขนาดดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดเล็กอาจใช้ไฟเพียงหลัก 10 กิโลวัตต์ (kWh) แต่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่หรือ Hyperscale สามารถใช้ไฟ 10 เมกะวัตต์ (MW) ขึ้นไป เทียบเท่าการใช้ไฟของเมืองขนาดเล็กทั้งเมือง นี่คือเหตุผลว่าทำไมการขยายดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อรองรับ AI จึงไม่ใช่แค่เรื่องอสังหาริมทรัพย์หรือระบบ IT อีกต่อไป แต่เป็นโจทย์ระดับโครงข่ายไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงาน

ทั้งนี้ในโลกดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ได้ดูแค่ใช้ไฟมากหรือน้อย แต่ดูว่าใช้คุ้มแค่ไหน โดยมีตัวชี้วัดสำคัญ คือ Power Usage Effectiveness (PUE) ยกตัวอย่าง

  • PUE = 1.0 หมายถึง ไฟฟ้าทั้งหมดถูกใช้ไปกับการประมวลผลจริง
  • PUE = 1.2 ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงมากในอุตสาหกรรม
  • PUE สูงกว่า 1.5 สะท้อนว่าพลังงานจำนวนมากสูญเสียไปกับระบบสนับสนุน เช่น การทำความเย็นและการจ่ายไฟ

ในยุค AI ที่เซิร์ฟเวอร์มีความหนาแน่นสูงและปล่อยความร้อนมากกว่าปกติ ค่า PUE จึงกลายเป็นตัวชี้วัดความสามารถในการแข่งขัน ไม่ต่างจากต้นทุนแรงงานหรือราคาพลังงาน ดังนั้นสิ่งที่แตกต่างจากดาต้าเซ็นเตอร์ยุคคลาวด์ทั่วไป คือ ลักษณะงานของ AI ที่เพิ่มมิติของการใช้พลังงานต่อเนื่อง ซึ่งต้องการเซิร์ฟเวอร์เฉพาะทาง เช่น GPU หรือ AI-Optimized Servers

Data Center AI กินไฟหนักกว่าเดิม

จากข้อมูลระบุว่า AI-Optimized Servers จะเป็นต้นตอของเกือบสองในสามของการเพิ่มขึ้นของการใช้ไฟฟ้าในดาต้าเซ็นเตอร์ภายในปี 2030 โดยข้อมูลประเมินไว้ว่า การใช้ไฟฟ้าของ AI-Optimized Servers จะเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า จาก 93 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ในปี 2568 เป็น 432 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ในปี 2030 นั่นหมายความว่า ต่อให้ดาต้าเซ็นเตอร์มีประสิทธิภาพดีขึ้น แต่ “ความหิวไฟของ AI” ก็ยังดันความต้องการพลังงานรวมให้เพิ่มขึ้นอยู่ดี

ในปีนี้บริการ AI Servers มีอัตราการใช้ไฟฟ้าราว 21% ของดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมด แต่ในปี 2030 ตัวเลขจะพุ่งเป็น 44% และจะเป็นต้นตอของ 64% ของการเพิ่มขึ้นของการใช้พลังงานทั้งหมด กล่าวคือ ดาต้าเซ็นเตอร์ AI กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่กินไฟหนักกว่ายุคอินเทอร์เน็ตหลายเท่า

สรุปการบริโภคพลังงานไฟฟ้าในดาต้าเซ็นเตอร์ ช่วงปี 2025-2030

สหรัฐฯ vs จีน แข่งกันสร้าง AI แต่จีนได้เปรียบเชิงโครงสร้าง

นอกจากนี้รายงานระบุว่า เมื่อมองในระดับภูมิภาค มากกว่าสองในสามของความต้องการพลังงานดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกกระจุกตัวอยู่ที่ “สหรัฐอเมริกา” และ “จีน” การใช้ไฟฟ้าจากดาต้าเซ็นเตอร์ในฝั่งสหรัฐฯจะเพิ่มจาก 4% เป็น 7.8% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งภูมิภาคภายในปี 2030 ฝั่งของยุโรปจะเพิ่มจาก 2.7% เป็น 5 แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ จีนกลับอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบมากกว่า แม้การเติบโตเชิงปริมาณจะไม่หวือหวาเท่าสหรัฐฯ โดยมีเหตุผลสำคัญคือ

  • จีนมีเซิร์ฟเวอร์ที่ประหยัดพลังงานมากกว่า ทั้งจากการออกแบบฮาร์ดแวร์เอง การปรับแต่งชิปและการเพิ่มประสิทธิภาพระดับระบบ (System-level optimization)
  • การวางแผนโครงสร้างพื้นฐานแบบรวมศูนย์ ทำให้การเชื่อมโยงระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ โครงข่ายไฟฟ้า และแหล่งพลังงานใหม่ ทำได้มีประสิทธิภาพกว่า
  • การบริหารพลังงานเป็นนโยบายระดับรัฐ ไม่ใช่แค่การตัดสินใจของเอกชนรายบริษัทเหมือนในหลายประเทศตะวันตก

สำหรับปัญหาใหญ่ที่กำลังตามมา แม้ AI จะถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต แต่แหล่งพลังงานที่หล่อเลี้ยงมันกลับยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ซึ่ง Gartners มองว่าเป็นแนวทางที่ไม่ยั่งยืน ทำให้ทางเลือกพลังงานใหม่เริ่มถูกดึงเข้ามาในสมการ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานไฮโดรเจน พลังงานความร้อนใต้พิภพ และเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์โมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMRs)

ทั้งหมดนี้ถูกคาดหมายว่าจะเริ่มใช้งานจริงในระดับ “ไมโครกริด” ของดาต้าเซ็นเตอร์ ภายในช่วงปลายทศวรรษ ทั้งนี้ในระยะสั้นก๊าซธรรมชาติยังเป็นแหล่งพลังงานหลัก แต่ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System หรือ BESS) จะมีบทบาทสำคัญในการรับมือกับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน

ตัวเลขจากรายงานฉบับนี้กำลังส่งสัญญาณชัดว่า เกม AI ต่อจากนี้ นอกจากแข่งกันที่โมเดลแล้วกำลังแข่งกันที่ “กำลังไฟฟ้า” โดยประเทศและองค์กรที่มีพลังงานเพียงพอ ราคาถูก และเสถียรที่สุดจะได้เปรียบ และในสมการนี้ “จีน” กำลังขยับขึ้นมาเป็นคู่แข่งสหรัฐฯ

ความได้เปรียบของจีนจึงไม่ได้อยู่แค่จำนวนดาต้าเซ็นเตอร์ แต่คือต้นทุนพลังงานต่อหน่วยการประมวลผลที่ต่ำกว่า ด้วยเซิร์ฟเวอร์ที่ประหยัดพลังงานกว่า การออกแบบระบบให้รองรับโหลดสูงได้โดยไม่ทำให้ PUE พุ่ง และการวางผังโครงสร้างพื้นฐานพลังงานควบคู่กับดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งแต่ต้น ในขณะที่หลายประเทศต้องเร่งแก้ปัญหาไฟฟ้าขาดแคลนตามหลังการเติบโตของ AI จีนกลับเริ่มคิดโจทย์นี้เป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติไปแล้ว

ปี 2025 การทำความเข้าใจการใช้พลังงานของดาต้าเซ็นเตอร์จึงไม่ใช่เรื่องเทคนิคเฉพาะทางอีกต่อไป ในโลกที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ต้นทุนเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงาน จำเป็นต้องถูกนำมาพิจารณาร่วมด้วยเพื่อสะท้อนผลกระทบและภาพรวมระดับประเทศ

อ่านเพิ่มเติม

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Data Center AI ดันความต้องการใช้ไฟฟ้า พุ่ง2เท่าใน5ปี กระทบภาพใหญ่ ต้นทุนเศรษฐกิจ-ความมั่นคงพลังงาน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...