โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หอศิลป์แห่งชาติ แห่งใหม่ เปิดให้ชมแล้ว (บางส่วน) กับงานสะสมประจำปี 65

Sarakadee Lite

อัพเดต 14 ธ.ค. 2565 เวลา 06.46 น. • เผยแพร่ 13 ธ.ค. 2565 เวลา 10.44 น. • เกษศิรินทร์ ผลธรรมปาลิต

หลังจากดำเนินการจัดสร้างมาตั้งแต่ ปี 2560 ในที่สุด หอศิลป์แห่งชาติ แห่งใหม่ของกระทรวงวัฒนธรรม ได้เปิดพื้นที่จัดแสดงงานบางส่วนให้ผู้สนใจได้เข้าชมเป็นครั้งแรก กับนิทรรศการนำร่องที่นำเสนอผลงานสะสมประจำปีงบประมาณ 2565 ของสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) จำนวน 97 ชิ้นจาก 20 ชุดผลงานของ 16 ศิลปินไทยร่วมสมัย

หอศิลป์แห่งชาติ

ตัวอาคาร 3 ชั้นซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในย่านรัชดา กรุงเทพฯ มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 19,000 ตารางเมตร โดดเด่นด้วยประติมากรรมขนาดใหญ่รูปสุนัข “ไอ้จุด” โดย วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ตั้งอยู่บริเวณลานสนามหญ้าด้านหลังอาคารซึ่งเป็นหนึ่งในงานสะสมของ สศร. ในงบประมาณปี 2564 แม้ภายนอกตัวอาคารมีความเสร็จสมบูรณ์พร้อมแต่คาดหมายว่าจะมีการเปิดใช้งานจริงแบบเต็มพื้นที่ได้ภายในปี 2566

ทั้งนี้เพื่อเป็นการทดลองระบบและการปฏิบัติการ ในเบื้องต้นทางกระทรวงวัฒนธรรมจึงได้เปิดห้องจัดแสดงหมายเลข 4 บริเวณชั้น 1 เพื่อนำเสนอผลงานสะสมของ สศร. ประจำปีงบประมาณ 2565 ที่ได้งบจัดซื้อผลงานศิลปะราว 17 ล้านบาทให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมเป็นระยะเวลา 1 เดือนระหว่างวันที่ 23 พฤศจิกายน – 25 ธันวาคม 2565

หอศิลป์แห่งชาติ

ผลงานสะสมสร้างสรรค์จากหลากหลายเทคนิคทั้งภาพถ่าย ศิลปะจัดวาง วิดีโอ สื่อผสม จิตรกรรม และประติมากรรมและส่วนใหญ่เป็นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2554-2565 โดยศิลปินร่วมสมัยของไทย เช่น ผลงานศิลปะจัดวางของ สาครินทร์ เครืออ่อน งานวิดีโอและสื่อผสมของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ภาพชุดสีน้ำมันบนผ้าใบและวิดีโอจัดวางของ อริญชย์ รุ่งแจ้ง และชุดภาพถ่ายของ เล็ก เกียรติศิริขจร

“ในการคัดเลือกผลงานนั้นงานต้องเป็นตัวแทนของยุคศิลปะร่วมสมัยของไทยโดยในครั้งนี้ได้กำหนดพีเรียดนับตั้งแต่ ค.ศ.1980 จนถึงปัจจุบัน เพื่อให้ส่งเสริมและสอดคล้องกับบทบาทของ สศร. แต่อย่างไรก็ตามควรมีการกำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องช่วงเวลาในครั้งต่อไป ในการคัดเลือกทางคณะกรรมการขอดูคอลเลกชันสะสมเก่าเพื่อวิเคราะห์ว่ามีจิ๊กซอว์อะไรที่ควรเติมเต็มเพื่อให้ภาพไทม์ไลน์ของศิลปะร่วมสมัยไทยสมบูรณ์ขึ้น” ลักขณา คุณาวิชยานนท์ หนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือกประจำปี 2565 และอดีตผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ให้ข้อมูล

หอศิลป์แห่งชาติ

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 จนถึงปัจจุบัน ทาง สศร. ได้สะสมผลงานศิลปะร่วมสมัยที่สร้างสรรค์โดยศิลปินไทยกว่า 500 ชิ้นงาน สำหรับปี 2565 มีคณะกรรมการสรรหาซึ่งประกอบไปด้วย ปกรณ์ กล่อมเกลี้ยง, ปรมพร ศิริกุลชยานนท์, ปราณีนุช นิยมศิลป์ และ แมรี่ ปานสง่า ในการสรรหาศิลปินและผลงานและทำข้อมูลประกอบเช่น ศิลปินคนไหนมีความสำคัญอย่างไร ผลงานชิ้นไหนมีความสำคัญ สภาพของชิ้นงาน และการเปรียบเทียบราคา ส่วนคณะกรรมการคัดเลือกนอกจากลักขณาแล้วยังประกอบไปด้วย ปัญญา วิจินธนสาร, เยาวณี นิรันดร, อรรฆย์ ฟองสมุทร, ศุภกรณ์ ดิษฐพันธุ์ และ วรพันธ์ เย็นทรัพย์

“คณะกรรมการคัดเลือกต้องมาพิจารณาว่าศิลปินคนไหนและงานชิ้นหรือชุดไหนที่ควรเก็บสะสมและเราจัดซื้อได้ไหมตามงบประมาณที่ได้ เลือกงานที่เป็นไอโคนิกซึ่งบางชิ้นช่วยเติมเต็มในคอลเลกชันเดิมที่มีอยู่หรือเติมเต็ม archive ให้สมบูรณ์ขึ้น และต้องมองด้วยว่าจะนำงานสะสมไปใช้ต่อได้อย่างไรบ้าง โชคดีว่าปีนี้ในระเบียบการจัดซื้อนั้นเราสามารถซื้อจากแกลเลอรีที่เป็นตัวแทนศิลปินได้ทำให้การซื้องานเปิดกว้างมากขึ้น เราอยากให้มีการวางนโยบายที่ชัดเจน 1-2-3-4-5 ในการคัดเลือกผลงานเพื่อเป็นแนวทางในการทำงานให้สอดคล้องกันสำหรับคณะกรรมการในปีต่อๆ ไป” ลักขณาให้ความเห็น

เมื่อเข้าสู่ห้องจัดแสดงงานผลงานที่โดดเด่นสะดุดตาคือประติมากรรมสื่อผสมแบบศิลปะจัดวางเฉพาะที่ (site specific installation) เป็นรูปศีรษะมนุษย์ขนาดราว 2 เมตรทำจากไฟเบอร์กลาสที่มีลักษณะคล้ายเศียรพระพุทธรูปและเคลือบด้วยผงสีเหลืองและผงขมิ้นในชื่อ “Yellow Simple No.1” โดย สาครินทร์ เครืออ่อน งานชิ้นนี้เคยจัดแสดงในนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของสาครินทร์ในชื่อ “Yellow Simple” เมื่อ พ.ศ. 2544 ณ Open Art Space กรุงเทพฯ โดยเล่นกับตัวพื้นที่แกลเลอรีซึ่งตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงในการค้าขายวัตถุโบราณและเป็นการตั้งคำถามเรื่องความเชื่อแบบสังคมพุทธที่สะท้อนผ่านชิ้นงาน

“งานชิ้นนี้เป็นหนึ่งในงานไอโคนิกของสาครินทร์ เขาเป็นศิลปินที่ศึกษางานไทยประเพณีแต่งานของเขามาไกลกว่าการทำตามแพตเทิร์นแบบไทยประเพณีและมองไปถึงแก่นของพุทธศาสนา เขากล้าแตะเรื่องต้องห้ามต่างๆ อย่างงานชิ้นนี้เป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อว่าพระพุทธรูปต้องตั้งบูชาอยู่บนที่สูง แต่หากถูกจับวางในแนวราบบนพื้นแล้วจะเป็นอย่างไร ศรัทธาที่เรามีนั้นเป็นการยึดติดกับรูปแบบหรือไม่” ลักขณากล่าว

“Space Shift” โดย มิติ เรืองกฤตยา

บนผนังยังจัดแสดงผลงานชุดภาพถ่ายของหลายศิลปิน เช่น ภาพถ่าย 4 ชิ้นในชุด “หลงสวรรค์” (Lost in Paradise) ของ เล็ก เกียรติศิริขจร ที่บันทึกซากสิ่งก่อสร้างและสถานที่รกร้างในกรุงเทพฯที่สะท้อนถึงการพัฒนาเมืองและคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ล้มเหลวกับเรื่องราวของคนงานต่างจังหวัดที่จำต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเพื่อเข้ามาหางานทำในเมืองกรุง

ถัดมาเป็นชุดภาพถ่าย 5 ชิ้นของ มิติ เรืองกฤตยา ในชื่อ “Space Shift” ซึ่งบันทึกเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 บริเวณชานเมืองกรุงเทพฯ ใกล้กับทางด่วนมอเตอร์เวย์ และผู้ประสบภัยต้องย้ายมาอาศัยชั่วคราวในโครงสร้างคอนกรีตก่อสร้าง ภาพถ่ายชุดนี้จึงเป็นการตั้งคำถามถึงวิธีการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและการจัดการกับปัญหาดังกล่าวอย่างยั่งยืนของภาครัฐ

“ปีนี้เราเก็บสะสมงานที่เป็นภาพถ่ายมากขึ้นเพราะเป็นสื่อที่คนรุ่นใหม่ใช้กันเยอะขึ้น นอกจากนี้เราจะไม่ซื้องานแบบสะเปะสะปะ แต่พยายามให้ได้งานที่สมบูรณ์ทั้งเซตเพื่อส่งอิมแพกของงานได้ชัดเจน เช่น ชุดผลงานภาพถ่ายของอำพรรณี สะเตาะ เราสะสม 2 ชุดเพราะเป็นศิลปินหญิงมุสลิมที่ทำงานภาพถ่ายได้อิมแพกมากที่พูดถึงเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการอพยพถิ่นฐาน ซึ่งไม่ค่อยเห็นคนที่ทำงานในฟอร์มแบบนี้เท่าไรนัก”

“Burqa01” โดย อำพรรณี สะเตาะ

ภาพถ่าย 3 ชิ้นในชื่อชุด “Burqa01” ของ อำพรรณี สะเตาะ แสดงภาพถ่ายตนเองสวมชุดคลุมร่างกายแบบมิดชิดของชาวอิสลามหรือชุดบุรกาที่สั่งตัดจากบ้านเกิดของเธอ ณ อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ในโทนสีน้ำเงิน ขาว และแดงตามสีของธงชาติประเทศฝรั่งเศสกับฉากหลังที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของฝรั่งเศสคือประตูชัยและหอไอเฟล เพื่อต่อต้านที่รัฐบาลฝรั่งเศสประกาศใช้กฎหมายห้ามผู้หญิงสวมผ้าคลุมหน้าและศีรษะในที่สาธารณะใน ค.ศ.2010 อันขัดกับหลักการเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ ซึ่งเป็นปณิธานแสดงความเป็นประชาธิปไตยของฝรั่งเศส ส่วนอีกชุดหนึ่งเป็นภาพถ่าย 7 ชิ้นในชื่อ “Lost Motherland” แสดงภาพกลุ่มผู้หญิงสวมชุดบุรกาสีขาวยืนสวดภาวนาบนเกาะและชายหาดเวิ้งว้างเพื่อสื่อให้เห็นถึงการอพยพพลัดถิ่นและความแปลกแยกบนผืนดินที่ไม่ใช่มาตุภูมิ

“My Father’s Pillow (Nightmare)” โดย อิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์

เป็นเวลากว่า 15 ปีที่ อิ่มหทัย สุวัฒนศิลป์ ใช้เส้นผมที่หลุดร่วงตามธรรมชาติทั้งของตัวเอง ของบุคคลในครอบครัวและคนอื่นๆ มาสร้างสรรค์งานศิลปะที่โดดเด่นด้วยการใช้เทคนิคการถักโครเชต์จนกลายเป็นซิกเนเจอร์เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบาง ความเสื่อมสลาย วัฏจักรของชีวิตและปัญหาของสังคม หนึ่งในผลงานสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อร่างศิลปะเฉพาะตัวโดยใช้เส้นผมเป็นวัสดุหลักคืองานที่ชื่อว่า “My Father’s Pillow (Nightmare)” ในปี 2551

เส้นผมสำหรับอิ่มหทัยหมายถึงเลือดเนื้อและชีวิต โดยมีจุดเริ่มต้นจากพ่อของเธอที่รู้ตัวว่าเป็นมะเร็งเมื่อ พ.ศ. 2546 จากนั้นพ่อจึงเริ่มไว้ผมยาวและเมื่อยาวจนถึงระดับเอวเขาได้ถักผมเปียเป็น 4 เส้นและแบ่งให้ลูกสาวทั้ง 4 คน เพื่อเป็นตัวแทนเลือดเนื้อของพ่อยามเมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว ในนิทรรศการชื่อ DNA เมื่อ พ.ศ. 2550 ที่ White Space Gallery เธอได้จัดแสดงหมอนที่พ่อใช้หนุนขณะรักษาอาการป่วยในโรงพยาบาลและใช้เส้นผมที่ร่วงของตัวศิลปินเองมาถักเป็นปลอกหมอนเพื่อสื่อถึงสายใยในครอบครัว การพลัดพราก และการระลึกถึง

“ผลงานหมอนของพ่อของอิ่มหทัยถือเป็นสารตั้งต้นการทำงานในรูปแบบเฉพาะตัวของศิลปินที่ควรต้องจัดหามาสะสมให้ได้ โชคดีว่าทางศิลปินเขายินยอมที่จะแชร์สมบัติส่วนตัวชิ้นนี้ให้กับทาง สศร.”

“ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย ภาค 1&2” โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

ส่วนศิลปินที่ลักขณาเน้นว่า “ชื่อนี้ต้องมีในงานสะสม” คือ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล โดยเฉพาะผลงานชุด “ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อย ภาค 1&2” ซึ่งเป็นผลงานวิดีโอจัดวางในช่วงปี 2564-2565 ที่อภิชาติพงศ์บันทึกบทสัมภาษณ์ ภาพถ่าย และมุมมองต่าง ๆ ที่เขาค้นพบระหว่างเดินทางเลียบแม่น้ำโขง เริ่มต้นจากขอนแก่นบ้านเกิด ไปจนถึงหนองคาย กาฬสินธุ์ สกลนคร มุกดาหาร และอุบลราชธานี ระหว่างการล็อกดาวน์ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อช่วงต้นปี 2564

“ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อยคือประวัติศาสตร์ของคนธรรมดาโดยเฉพาะคนในภาคอีสานที่โดนกดทับจากส่วนกลาง ความไม่เท่าเทียมและไม่มีโอกาสพบความรุ่งเรืองเช่นคนในเมืองใหญ่รวมไปถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สังคมและการเมืองที่ทับซ้อนอยู่” ลักขณากล่าว

ประวัติศาสตร์กระจ้อยร่อยภาคแรกนำเสนอวิดีโอจัดวาง 3 จอ ฉายภาพโรงภาพยนตร์ร้างที่เหลือแต่โครงผุพังในจังหวัดกาฬสินธุ์และนำเสนอเทียบเคียงกับภาพลำน้ำโขงยามค่ำคืนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนและการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาโดยมีฉากหมอลำอยู่เบื้องหลัง ส่วนภาค 2 ในชื่อว่า Beautiful Things (สิ่งสวยงาม) นำเสนอผ่านวิดีโอและภาพถ่ายสองมิติประกอบด้วยฉากภายในห้องพักโรงแรม ซากโรงภาพยนตร์ และฉากหมอลําที่วาดและลงสีเป็นภาพท้องพระโรงอันว่างเปล่าสะท้อนความทรงจำของสถานที่ที่เคยรุ่งโรจน์

“Missing Person” โดย ตะวัน วัตุยา

นอกจากนี้ยังมีผลงานภาพวาดสีน้ำชุด “Missing Person” จำนวน 16 ชิ้นโดย ตะวัน วัตุยา ที่บันทึกภาพอันเลือนรางของใบหน้าบุคคลผู้สูญหายไปจากสังคมในสภาวการณ์ต่างๆ เพื่อสะท้อนเรื่องสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรมทั้งยังสอดรับกับการประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เพื่อให้ความคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงที่ไม่อาจกระทำได้ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆ

“งานของตะวันเป็นการวิพากษ์เชิงสังคม ประวัติศาสตร์และการเมือง และถือว่าทางกระทรวงวัฒนธรรมใจกว้างที่ให้มีงานพูดเรื่องนี้ได้ซึ่งถือว่าเป็นงานที่บันทึกประวัติศาสตร์ระดับหนึ่ง งานสีน้ำของตะวันมีความพิเศษเฉพาะตัว สีน้ำที่ซึมลงบนกระดาษให้ภาพที่เลือนหายไม่ชัดเจนเป็นเทคนิคที่เหมาะสมกับเรื่องราวที่นำเสนออย่างมาก”

“And then there were none… Tomorrow we will become Thailand” โดย อริญชย์ รุ่งแจ้ง

ผลงานที่สะท้อนประวัติศาสตร์การเมืองอีกชิ้นหนึ่งคือชุดสีน้ำมันบนผ้าใบและวิดีโอจัดวางชื่อ “And then there were none… Tomorrow we will become Thailand” โดย อริญชย์ รุ่งแจ้ง ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากเมื่อครั้งที่ศิลปินได้รับเชิญให้ร่วมแสดงผลงานในมหกรรมศิลปะร่วมสมัย documenta ครั้งที่ 14 เมื่อปี 2560 ซึ่งในครั้งนั้นจัดแสดง 2 แห่งคือที่เมืองคาสเซล ประเทศเยอรมนี และกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ อริญชย์จึงมีโอกาสได้ไปเยือนอนุสรณ์ต่อต้านเผด็จการ (Anti-dictatorial Memorial) ที่รำลึกถึงการเดินขบวนประท้วงรัฐบาลเผด็จการทหารของนักศึกษาสถาบันโปลีเทคนิคในกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ค.ศ.1973 ซึ่งการประท้วงครั้งนั้นได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินขบวนของนักศึกษาไทยขับไล่รัฐบาลเผด็จการทหารเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 1973 (พ.ศ. 2516)

ในหอจดหมายเหตุยังมีหนังสือพิมพ์กรีกที่นำเหตุการณ์เดินขบวนทั้ง 2 เหตุการณ์จากไทยและกรีซมาเปรียบเทียบกันแล้วพาดหัวข่าวว่า “Tomorrow we will become Thailand” (วันพรุ่งนี้เราจะกลายเป็นแบบประเทศไทย) อริญชย์จึงหยิบยกภาพจากหนังสือพิมพ์กรีกนั้นมานำเสนอใหม่ผ่านสื่อสีน้ำมันบนผ้าใบ 17 ชิ้น ร่วมกับวิดีโอที่นำเสนอความทรงจำส่วนตัวของป้าบุญช่วง เด่นดวง นักร้องหมอลำ สลับกับความทรงจำของชายสูงวัยชาวกรีกซึ่งทั้งสองเคยเข้าร่วมกับกลุ่มคอมมิวนิสต์ในประเทศของตนในช่วงสงครามเย็น

ลักขณา คุณาวิชยานนท์

ศิลปินอื่นที่มีผลงานในคอลเลกชันสะสมปี 2565 ประกอบด้วย จักรพันธ์ วิลาสินีกุล, ดุษฎี ฮันตระกูล, ทัศนัย เศรษฐเสรี, ประทีป สุธาทองไทย, แพร พู่พิทยาสถาพร, มิตร ใจอินทร์, ฤทัยรัตน์ คำศรีจันทร์ และ อธิษว์ ศรสงคราม

“งานชุดสำคัญในประวัติศาสตร์ศิลปะร่วมสมัยที่ยังขาดและไม่สามารถหาซื้อได้คืองานศิลปะจัดวางของอาจารย์มณเฑียร บุญมา ในคอลเลกชันมีแต่ภาพสเกตช์ซึ่งถือว่าจิ๊กซอว์ตรงส่วนนี้ยังไม่สมบูรณ์ รวมไปถึงงานวิดีโอจัดวางของอาจารย์อารยา ราษฎร์จำเริญสุข เป็นต้น” ลักขณากล่าว

Fact File

• หอศิลป์แห่งชาติ เปิดพื้นที่ให้ชมเพียงบางส่วน โดยนิทรรศการล่าสุดเปิดให้เข้าชมวันอังคาร-อาทิตย์ (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) โดยไม่มีค่าเข้าชม ระหว่างวันที่ 23 พฤศจิกายน ถึง 25 ธันวาคม 2565 เวลา 10.00- 18.00 น. ณ ห้องนิทรรศการ 4 ชั้น 1 อาคารหอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ถนนเทียมร่วมมิตร เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ (ใกล้กับศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย)

The post หอศิลป์แห่งชาติ แห่งใหม่ เปิดให้ชมแล้ว (บางส่วน) กับงานสะสมประจำปี 65 appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...