โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์ (อ่านตอนฟรี 2 วัน ต่อ 1 ตอน)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 29 ต.ค. 2566 เวลา 03.56 น. • เผยแพร่ 29 ต.ค. 2566 เวลา 03.56 น. • Kawebook
รัชทายาทผู้มีชะตาของเทพมังกรแต่กำเนิด ถูกปองร้ายจนไร้ลมปราณฝึกยุทธ ไม่มีทางยอมรับโชคชะตา.. หนี้แค้นทั้งหมดนี้ พวกเราคงได้คิดบัญชีกัน!

ข้อมูลเบื้องต้น

ราชวงศ์ต้าโจวที่อดีตเคยยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า ถูกเหล่ากบฏราชวงศ์อู่ที่เคยไว้ใจดึงให้ร่วงตกลงมาถึงจุดต่ำสุด

ความหวังของราชวงศ์คือ รัชทายาท “โจวหยวน” ผู้ที่ถูกทำนายว่าคือ “เทพมังกรในตำนาน” กลับชาติมาเกิด

ทว่าด้วยแผนการณ์ต่ำช้าของศัตรู ทำให้ดวงชะตาของเขาต้องคำสาป ลมปราณพิการ ไร้หนทางฝึกบำเพ็ญ!

.

การฝึกฝน “อักขระหยวน” จึงเป็นทางออกสุดท้าย ในการยับยั้งพิษมังกรพิโรธได้

ชายหนุ่มผู้ถูกช่วงชิงชะตาอันยิ่งใหญ่ ต้องเผชิญกับหนทางการฝึกบำเพ็ญอันยากลำบาก

.

ภายภาคหน้าเขาจักต้องรุ่งโรจน์สะเทือนฟ้าดิน จักยืนยงเฉกดวงตะวันและจันทรา

เป็นเทพมังกรที่ไม่เคยพบพานในใต้หล้า หนี้แค้นทั้งหมดนี้ ต่อจากนี้พวกเราคงได้คิดบัญชีกัน!

นิยาย อภินิหาร ทายาทมังกรจอมราชันย์

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :Shanghai Weitian Culture Communication.Co.ltd

ประพันธ์โดย :天蚕土豆(Tiāncán tǔdòu)

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย :Glory Forever Public CompanyLimited

บรรณาธิการ:ไพสิฐ ต่วนขำ

แปลและเรียบเรียงโดย : ธนภัทร โคกทอง

พิสูจน์อักษร:สุวพัชร เอื้อรักสกุล

แนะนำนิยายสนุก สุดมันส์ อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย

งูยักษ์ร่วมห่านฟ้าเขมือบมังกร

ภายในท้องพระโรงจุดตะเกียงสว่างไสว แสงเทียนเรืองรองฉายให้เห็นถึงความโอ่อ่างดงามและความยิ่งใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ ณ กลางห้องมีหินสีฟ้าแผดเผาอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงอมตะ ส่งควันสีฟ้าลอยฟุ้งคลุ้งไปทั่วท้องพระโรง

สิ่งนี้คือหินไม้จันทร์คราม เมื่อแผดเผาแล้วจะส่งกลิ่นหอมประหลาดชวนให้จิตสงบตั้งมั่นซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการฝึกตน แต่ทว่าของสิ่งนี้นั้นมีมูลค่าไม่น้อย การที่เอามาใช้เผาได้ย่อมบ่งบอกถึงฐานะของเจ้าของสถานที่แห่งนี้

ภายในท้องพระโรงมีชายวัยกลางคนสวมชุดสีเหลืองทองสว่างยืนเอามือไพล่หลัง เค้าโครงใบหน้าของเขามีความแน่วแน่แววตาน่าเกรงขามบ่งบอกถึงความมีฐานะสูงส่งมานาน แผ่นหลังของเขาผู้นั้นส่งกลิ่นอายราวกับเปลวเพลิงอัสนีบาตแผ่กระจายออกมา พลังอันคลุมเครือเหล่านั้นส่งเสียงคำรามต่ำดังกึกก้องคล้ายเสียงฟ้าผ่า

หากแต่เมื่อมองไปที่แขนขวาของเขาแล้วกลับเห็นเพียงความว่างเปล่า แท้จริงนั้นแขนของเขาขาดไปข้างหนึ่ง

ข้างกายของเขายังมีหญิงงามในชุดราชวงศ์อยู่คนหนึ่ง รูปร่างของนางผอมเพรียว หน้าตาอ่อนช้อยงดงาม ทว่าพวงแก้มกลับเปราะบางซีดขาวอย่างเห็นได้ชัด

ชายหญิงคู่นี้มิได้มีฐานะต่ำต้อย ในเวลานี้คนทั้งคู่ต่างจับจ้องมองไปยังเบื้องหน้าด้วยสีหน้าตึงเครียด เห็นเพียงเด็กหนุ่มอายุราวสิบสามสิบสี่ปีกำลังนั่งสมาธิอยู่บนเตียง หนุ่มน้อยผู้นี้มีร่างกายบอบบาง ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท เดิมทีใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้นี้ควรจะเต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวา ทว่าบัดนี้กลับมีเลือดลมกลุ่มหนึ่งไหลเวียนไปมาอย่างอ้อยอิ่ง

เลือดลมแปลกประหลาดนี้เคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ผิวหนังของเขาอย่างแผ่วเบาคลุมเครือ ประหนึ่งว่ามีมังกรกำลังส่งเสียงหวีดร้องคำรามอาฆาตแค้นออกมา

เส้นเลือดบนหน้าผากเด็กหนุ่มปูดโปนขึ้นตามเสียงมังกรคำรามนั้น เนื้อตัวเขาสั่นระริกไม่หยุด ใบหน้าเปลี่ยนกลายเป็นดุร้ายคล้ายกับอดทนต่อความเจ็บปวดอันยากเกินจะบรรยาย

ข้างกายเด็กหนุ่มมีผู้เฒ่าผมขาวโพลนท่านหนึ่งยืนถือกระจกเคลือบทองสัมฤทธิ์อยู่ บนกระจกทอแสงนุ่มนวลอ่อนโยนส่องสว่างไปบนตัวของเด็กหนุ่ม เลือดลมประหลาดบนใบหน้าของเขาจึงเริ่มสงบลงอย่างช้าๆ

เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป* ในที่สุดเลือดลมที่ไหลเวียนไปมากลุ่มนั้นก็ได้ถอยร่นหดกลับไปยังกลางฝ่ามือของเด็กหนุ่มจนหมดสิ้น

(*หนึ่งก้านธูป เป็นการนับเวลาในสมัยจีนโบราณ 1 ก้านธูปมีระยะเวลาประมาณ 60 นาที)

ผู้เฒ่าผมขาวเห็นภาพเช่นนี้จึงถอนหายใจโล่งอกเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันกลับมากล่าวทูลกับหญิงงามในชุดราชวงศ์และชายวัยกลางคนที่กำลังเฝ้ารออย่างเคร่งเครียดว่า “ขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาทและฮองเฮา อุปสรรคใหญ่หลวงตลอดสามปีนี้องค์ชายทรงรอดชีวิตมาได้ สามปีนับจากนี้ย่อมไร้กังวลพ่ะย่ะค่ะ”

พอชายวัยกลางคนและหญิงงามในชุดราชวงศ์ได้ยินเช่นนี้ต่างก็มีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ฝ่ามือที่กำแน่นจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง

“ปรมาจารย์ฉิน บัดนี้หยวนเอ๋อร์อายุครบสิบสามปีแล้ว เด็กหนุ่มในวัยเดียวกันล้วนมีเส้นลมปราณทั้งแปดมั่นคงจนเริ่มฝึกตนได้ แล้วหยวนเอ๋อร์เล่า” ชายหนุ่มสวมชุดสีเหลืองสว่างตรัสถามด้วยท่าทางน่าเกรงขามพลางมองผู้เฒ่าผมขาวโพลนที่อยู่เบื้องหน้าอย่างคาดหวัง

เมื่อผู้เฒ่าผมขาวได้ยินคำถามนี้สีหน้าจึงหม่นหมองลงทันที เขาส่ายหน้าช้าๆ แล้วทูลว่า “ฝ่าบาท หนนี้กระหม่อมยังตรวจไม่พบลมปราณทั้งแปดในร่างกายขององค์ชายเลยพ่ะย่ะค่ะ…”

ครั้นชายหนุ่มน่าเกรงขามได้ยินคำตอบแววตาก็สิ้นแสงลงมาทันที

วิถีแห่งการฝึกตนบนโลกนี้เริ่มต้นที่ร่างกายมนุษย์ ภายในร่างกายจะมีเส้นลมปราณนับไม่ถ้วนโดยจะมีเส้นลมปราณอยู่แปดเส้นที่เป็นหลักสำคัญ นอกเสียจากกรณีพิเศษบางอย่างแล้ว คนทั่วไปเมื่ออายุราวสิบสองสิบสามปีเส้นลมปราณทั้งแปดจะเริ่มมั่นคงอย่างช้าๆ ในยามนี้จึงจำเป็นจะต้องหาเส้นลมปราณทั้งแปดให้พบก่อน เพียงพบเจอก็จะสามารถเริ่มการฝึกตนได้ และพร้อมที่จะกลืนกินและซึมซับแหล่งพลังฟ้าดินเพื่อทะลวงเปิดเส้นลมปราณทั้งแปดออก

นี่เรียกว่าการเปิดเส้นลมปราณ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการฝึกฝนทั้งหมด

ผู้ฝึกตนจะกลืนกินแหล่งพลังฟ้าดิน ซึมซับ และคายออกมาจนสภาพร่างกายแปรเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะถูกขนานนามว่าปรมาจารย์หยวน

ปรมาจารย์ฉินเหลือบมองใบหน้าสิ้นหวังของชายวัยกลางคน อดถอนหายใจเบาๆ ไม่ได้ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “เดิมทีองค์ชายทรงมีชะตากรรมแห่งเทพมังกร พระองค์ควรจะเป็นบุคคลผู้น่าเกรงขามซึ่งลงมาสั่นสะเทือนแดนมนุษย์แลมองฟ้าเย้ยสรวงสวรรค์ เหตุใดจึงได้ประสบภัยร้ายเช่นนี้…”

ชายวัยกลางคนกำหมัดแน่น หญิงงามในชุดราชวงศ์นัยน์ตาแดงก่ำ จากนั้นเอามือกุมปากพลางกระแอมไออย่างรุนแรงออกมาสองครั้ง

“ฮองเฮาโปรดรักษาพระวรกายด้วยพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ทรงเสียเลือดเป็นจำนวนมากให้องค์ชาย อย่าได้ทรงกระวนกระวายใจไปเลยพ่ะย่ะค่ะ” ปรมาจารย์ฉินเห็นท่าทีเช่นนี้จึงรีบเอ่ยขึ้นทันที

หญิงงามในชุดราชวงศ์กลับโบกมือบอกไม่ต้องกังวล นางเฝ้ามองเด็กหนุ่มที่นั่งสมาธิอยู่บนเตียงด้วยแววตาเศร้าสร้อยแล้วตรัสถามว่า “พิษในร่างกายของหยวนเอ๋อร์จะปะทุขึ้นทุกๆ สามปี ในแต่ละครั้งรุนแรงยิ่งกว่าครั้งก่อน หากคิดกำจัดต้องหวังพึ่งเพียงตัวขององค์ชายเองเท่านั้น ตอนนี้ไม่พบเส้นลมปราณทั้งแปด แล้วสามปีให้หลังเล่าจะเป็นเช่นไร”

ปรมาจารย์ฉินนิ่งงันไปชั่วครู่หนึ่ง ก่อนจะทูลตอบอย่างเชื่องช้าว่า “อีกสามปีให้หลังการควบคุมพลังจากภายนอกจะไร้ผล หากยังเป็นเช่นนี้อยู่ เกรงว่าชีวิตขององค์ชายจะน่าเป็นกังวลอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”

ทันทีที่ถ้อยคำเอ่ยออกมาในท้องพระโรงก็พลันเงียบกริบไปชั่วขณะ ชายวัยกลางคนกำหมัดแน่น ตัวสั่นระริก ส่วนหญิงงามในชุดราชวงศ์เอามือกุมปากพลางร้องไห้เบาๆ

“หากพูดเช่นนี้…หมายความว่าชีวิตของข้าเหลืออีกแค่สามปีเช่นนั้นหรือ” ท่ามกลางความเงียบงัน จู่ๆ เสียงอ่อนโยนแต่นิ่งสงบกลับดังขึ้นมา

คนทั้งสามในพระตำหนักเมื่อได้ยินต่างก็ตกตะลึงรีบเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเพียงเด็กหนุ่มบนเตียงลืมตาขึ้นจ้องมองมาที่พวกเขา

ทั้งสามคนมองหน้ากัน นึกไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มจะฟื้นขึ้นมาเร็วกว่าปกติ เท่าที่รู้จากในอดีตที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้เขาจะหลับไปยาวนานกว่าสองสามวันถึงจะฟื้นขึ้นมา

“หยวนเอ๋อร์…”

เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าหยวนเอ๋อร์มีนามว่าโจวหยวน ส่วนชายวัยกลางคนและหญิงงามที่อยู่เบื้องหน้าเขานั้นก็คือฮ่องเต้และฮองเฮาแห่งราชวงศ์ต้าโจวซึ่งมีนามว่าโจวฉิงและฉินอวี้

โจวหยวนเม้มปากแน่น ใบหน้าอ่อนเยาว์ดูซีดขาวอยู่บ้าง บางทีคงเป็นเพราะด้วยร่างกายที่ผอมบางตั้งแต่ยังเล็ก จึงทำให้เขาได้แต่หมกหมุ่นอยู่กับการอ่านตำราจนดูคล้ายกับหนอนหนังสือ เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วค่อยยื่นมือออกมาช้าๆ

เห็นเป็นรอยเลือดคล้ำปรากฏขึ้นใจกลางฝ่ามือ รอยเลือดนี้คล้ายกับได้ประทับตราไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของเลือดเนื้อ มันเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าประดุจมังกรกำลังแยกเขี้ยวคำราม ราวกับมีพลังความแค้นแผ่กระจายออกมาจนผู้อื่นต้องสั่นกลัว

“เสด็จพ่อ เสด็จแม่…ครานี้พวกท่านต้องบอกข้า เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของข้ากันแน่”

โจวหยวนจ้องมองสิ่งที่คล้ายกับมังกรกำลังเคลื่อนไหวอยู่บนฝ่ามือ เขาฝืนทนกัดฟันแน่น สิ่งนี้ทำให้เขารู้ว่าสิ่งใดที่เรียกว่าความเจ็บปวดราวกับตายทั้งเป็น

ทุกๆ สามปีสิ่งนี้จะเริ่มปั่นป่วนคล้ายกับกำลังกลืนกินเลือดเนื้อทั่วทั้งร่างของเขาทีละนิดๆ นำพามาซึ่งความเจ็บปวดเหลือทน

เมื่อได้ยินถ้อยคำของโจวหยวน ใบหน้าของโจวฉิงและฉินอวี้ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ด้านหน้ายิ่งกำหมัดแน่น สีหน้าของเขาฉายแววสำนึกผิดและตำหนิตัวเอง

นิ่งเงียบไปชั่วครู่ บรรยากาศเริ่มตึงเครียด ในที่สุดโจวฉิงก็สูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่แล้วกล่าวด้วยเสียงแหบแห้งว่า “นี่เป็นพิษมังกรพิโรธ”

“พิษมังกรพิโรธหรือ” โจวหยวนขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

ฝ่ามืออันสั่นเทาของโจวฉิงลูบหัวโจวหยวนพลางบอกว่า “ตอนนี้เจ้าสมควรรับรู้เรื่องเหล่านี้แล้ว โจวหยวน เจ้ารู้หรือไม่ เจ้าคือเทพมังกรของตระกูลโจวเรา!”

โจวหยวนอดยิ้มขื่นไม่ได้ เทพมังกรที่อาภัพเช่นนี้น่ะหรือ แม้แต่เส้นลมปราณทั้งแปดก็ยังหาไม่พบ

โจวฉิงนั่งลงข้างกายโจวหยวนพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หยวนเอ๋อร์ ตอนนี้ราชวงศ์ต้าโจวของเราอาจจะเป็นเพียงแค่แคว้นเล็กๆ บนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่นี้ แต่เจ้าไม่เคยรู้ว่าต้าโจวของเราเมื่อสิบห้าปีก่อนเป็นแคว้นที่ยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม ชื่อเสียงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกหนทุกแห่ง”

สีหน้าโจวหยวนประหลาดใจ บนแผ่นดินกว้างใหญ่นี้มีราชวงศ์และอาณาจักรมากมาย ราชวงศ์ต้าโจวของเขาไม่เคยอยู่ในสายตา นึกไม่ถึงว่าในอดีตจะยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้

“เจ้ารู้จักราชวงศ์ต้าอู่หรือไม่” โจวฉิงพูดชื่อนี้ออกมาทีละคำ ประหนึ่งว่าจดจำมิรู้ลืม

“ราชวงศ์ต้าอู่หรือพ่ะย่ะค่ะ” โจวหยวนพยักหน้า ราชวงศ์ต้าอู่เป็นราชวงศ์ระดับสูงที่อยู่ในผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่นี้ มีความเจริญรุ่งเรืองและมีปรมาจารย์หยวนนับไม่ถ้วน เมื่อเทียบกับต้าโจวของเขาแล้วย่อมเปรียบได้เป็นคนยักษ์กับคนแคระ

ในยามนี้ดวงตาของโจวฉิงแดงก่ำเล็กน้อย ทว่าแววตากลับแผ่รังสีโกรธแค้นอย่างลึกล้ำออกมา “เจ้ารู้หรือไม่ เมื่อสิบห้าปีก่อนราชวงศ์ต้าอู่ในตอนนี้เคยอยู่ภายใต้การควบคุมของราชวงศ์ต้าโจว”

แววตาของโจวหยวนเปล่งประกายด้วยความตื่นตกใจ ราชวงศ์ต้าอู่ในตอนนี้เคยอยู่ภายใต้การควบคุมของราชวงศ์ต้าโจวเช่นนั้นหรือ ต้าโจวของเราเมื่อสิบห้าปีก่อนยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเชียวหรือ

“แล้ว…เหตุใดถึงเปลี่ยนไปเป็นเช่นนี้เล่าพ่ะย่ะค่ะ” โจวหยวนอดถามไม่ได้

“ตลอดหลายร้อยปีนับตั้งแต่ก่อตั้งต้าโจว ตระกูลอู่คอยติดตามตระกูลโจวร่วมรบไปทั่วทุกหนแห่งด้วยความจงรักภักดี ต่อมาเมื่อเราสถาปนาต้าโจว เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีของตระกูลอู่จึงมอบบรรดาศักดิ์ให้เป็นอู่อ๋องจนได้รับอำนาจมากมาย ตระกูลอู่ปกป้องเขตแดนต้าโจวและสร้างความหวาดกลัวให้ทุกสารทิศมากว่าหนึ่งร้อยปี”

ร่างกายโจวฉิงเริ่มสั่นระริก เส้นเลือดในดวงตาค่อยๆ ปูดโปนขึ้น “จากนั้น โดยไม่มีใครคาดคิด เมื่อสิบห้าปีก่อนจู่ๆ ตระกูลอู่ก็ก่อกบฏขึ้น ในยามนั้นเชื้อสายราชวงศ์โจวของเราพบว่าตระกูลอู่ซ่อนเร้นความสามารถมาหลายปีจนมีพลังยิ่งใหญ่และสร้างสัมพันธไมตรีกับแคว้นเล็กๆ มากมาย”

“เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึงปี สกุลโจวของพวกเราพ่ายแพ้จนต้องหลบหนีลงทางตอนใต้ไปยังดินแดนบรรพบุรุษที่สกุลโจวเคยรุ่งเรือง ซึ่งก็คือพื้นที่ต้าโจวในปัจจุบันนี้“

“ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดตระกูลอู่จึงคิดก่อกบฏขึ้น ยศถาบรรดาศักดิ์ที่พวกเรามอบให้พวกเขานั้นมิได้ด้อยไปกว่าเชื้อพระวงศ์เลย…”

“จวบจนในเวลาต่อมาหน่วยสอดแนมก็ได้สืบเจอความลับบางอย่างของตระกูลอู่ มันเป็นคำทำนายที่สืบทอดต่อกันมาในตระกูลอู่หลายร้อยปี…”

“คำทำนายรึ” โจวหยวนตกใจเล็กน้อย

โจวฉิงกัดฟัน พูดเน้นย้ำทีละคำว่า “งูยักษ์ร่วมห่านฟ้าเขมือบมังกร แดนต้าอู่จักรุ่งเรือง!”

“งูยักษ์ร่วมห่านฟ้าเขมือบมังกร แดนต้าอู่จักรุ่งเรือง?” โจวหยวนท่องทวนเบาๆ แต่ไม่เข้าใจความหมาย จึงร้องถามว่า “หมายความว่าเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ”

ดวงตาของโจวฉิงพลันเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ จ้องมองโจวหยวนด้วยแววตาเศร้าสร้อย “ตอนแรกข้าก็ไม่ทราบความหมายของมัน จนกระทั่งวันนั้น…”

“เมื่อพวกเราต้าโจวพ่ายแพ้ข้าจึงนำคนที่เหลือถอยทัพหนี ตระกูลอู่ยังคงไล่ติดตามไม่ปล่อยจนตามมาถึงเมืองต้าโจวในยามนี้ แต่พวกมันกลับทำการโอบล้อมไม่บุกโจมตีเข้ามาราวกับว่ากำลังรอคอยอะไรบางอย่าง”

“รออะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” โจวหยวนกระวนกระวาย

โจวฉิงจ้องมองโจวหยวน สีหน้าเหมือนจะร้องไห้แต่ไม่แสดงออกมา ความสิ้นหวังและความโกรธแค้นเช่นนี้ส่งผลให้จิตใจของโจวหยวนสั่นสะท้าน

“พวกเขากำลังรอการกำเนิดของเจ้า”

ถ้อยคำของโจวฉิงทำให้จิตใจโจวหยวนกระตุกสั่นโดยไม่ทันตั้งตัว

พระมารดาของโจวหยวนที่อยู่ข้างกายเอามือกุมปาก ฉินอวี้พยายามอดกลั้นมิให้ส่งเสียงสะอื้นออกมา

“เจ้าทราบหรือไม่ว่าตอนที่เจ้าเกิดมาเป็นเช่นไร” โจวฉิงมองโจวหยวนพลางกล่าวด้วยดวงตาแดงก่ำ “หยวนเอ๋อร์ ตอนที่เจ้าเกิดมานั้นท้องฟ้าวิปลาส เกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์หมู่เมฆเปล่งประกายเป็นแสงสีม่วงลอยขึ้นเหนือท้องฟ้าเบื้องบน ปราณมังกรโอบล้อมม้วนตัวขึ้นฟ้าส่งเสียงคำรามสะท้านไปทั่วทั้งผืนพิภพ และนั่นย่อมเป็นเทพมังกร”

“ลมปราณทั้งแปดเปิดออกตั้งแต่ตอนที่เจ้าถือกำเนิด ข้ามผ่านสภาวะเปิดรับลมปราณย่างก้าวเข้าสู่สภาวะหล่อเลี้ยงพลังลมปราณในทันที”

“นี่คือโชคชะตาแห่งเทพมังกรในตำนาน แม้แต่หนึ่งในพันล้านคนก็หาพบไม่ ภายภาคหน้าจะเข้าสู่ภพภูมิอันยิ่งใหญ่ จักรุ่งโรจน์เช่นฟ้าดิน จักยืนยงเฉกดวงตะวันและจันทรา เจ้าเป็นเทพมังกรที่ไม่เคยพบพานในตระกูลโจวมาก่อน!”

โจวฉิงน้ำเสียงตื่นเต้น เนื้อตัวสั่นระริก นึกออกเลยว่าเขาตื่นเต้นเพียงใดในยามที่โจวหยวนถือกำเนิดขึ้นมา ตระกูลโจวไม่เคยสูญสิ้น สวรรค์มิเคยทอดทิ้งพวกเขา ในช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้ยังให้ตระกูลโจวของเราต้อนรับการกำเนิดของเทพมังกร

โจวหยวนดวงตาเบิกกว้าง ไม่คาดคิดว่าตอนที่เขาถือกำเนิดจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

“แล้ว…แล้วเหตุใด…” เขาลูบคลำร่างกายของตนเองด้วยฝ่ามืออันสั่นเทา ในเมื่อเขาเปิดลมปราณทั้งแปดได้แล้ว เหตุใดตอนนี้กลับไม่พบลมปราณในร่างกายเล่า

น้ำเสียงตื่นเต้นของโจวฉิงหยุดชะงักลง ประกายในแววตาเขาราวกับหายวับไปทันที เหลือเพียงสีหน้าเศร้าสร้อย เขากล่าวด้วยสีหน้าหม่นหมอง “เพราะในตอนที่เจ้าเกิด พระชายาของฮ่องเต้อู่ก็ได้ให้กำเนิดชายหญิงคู่หนึ่งเช่นกัน ร่างของเด็กทารกชายมีปราณงูยักษ์พันรอบกาย ส่วนทารกหญิงมีปราณพญานกห่านฟ้าโบยบิน นับเป็นเรื่องที่ดี”

“จากข้อมูลที่เราได้รับมา พระชายาของฮ่องเต้อู่ตั้งครรภ์มาได้สามปีเต็มแล้วแต่ก็ยังไม่คลอดออกมาสักที ทว่าวันนั้นกลับคลอดอย่างกะทันหัน… ”

“ข้าไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่กลับเข้าใจได้ในทันที ตามคำบอกเล่าได้กล่าวเอาไว้ว่าคนที่เกิดวันเดียวเดือนเดียวปีเดียวกันจะมีดวงชะตากัดกินกัน ด้วยเหตุนี้ตระกูลอู่จึงวางอุบายไว้หลายปี ไม่ใช่เพื่อเล่นงานต้าโจว แต่เป็นมังกรของตระกูลโจว!”

โจวหยวนอ้าปากค้าง ความหนาวเหน็บแผ่ซ่านจากปลายเท้าจรดขึ้นกลางกะโหลกศีรษะ “นี่มันกลอุบายชั่วช้า!”

บนโลกนี้ไหนเลยจะมีเรื่องบังเอิญ นี่ย่อมเตรียมการมานับร้อยปี พุ่งเป้ามาที่ตระกูลโจว แม้กระทั่ง…พุ่งเป้าอุบายต่ำช้านี้มาที่เขาเป็นการเฉพาะ!

ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงพยายามอย่างเต็มที่ไม่ให้พระชายาคลอดจนกว่าเขาจะเกิด

โจวฉิงพยักหน้า พูดเสียงแหบแห้งว่า “นับเป็นกลอุบายชั่วช้าอย่างแท้จริง ตระกูลอู่อดทนรอนับร้อยปีในต้าโจว ร่วมรบเหนือจรดใต้จนได้รับความเชื่อใจ จากนั้นใครเล่าจะคาดคิด พวกเขาอดทนรอคอยนับร้อยปีก็เพื่อการนี้”

“ในวันนั้นฮ่องเต้อู่เข้าเมืองมาขู่เข็ญประชาชนนับร้อยล้านคนของต้าโจว ช่วงชิงเอาโชคชะตาแห่งเทพมังกรไปต่อหน้าข้าและแม่ของเจ้า…” พอพูดถึงจุดนี้ น้ำตาเจือหยาดเลือดก็ไหลรินออกมาจากดวงตาของโจวฉิง

ปรมาจารย์ฉินที่อยู่ด้านข้างก็มีสีหน้าเศร้าสลดเช่นกัน เขากล่าวเสียงตึงเครียดว่า “ในวันนั้นเพื่อปกป้องพระองค์ ฝ่าบาทจึงสู้รบกับฮ่องเต้อู่บนเขาต้าโจว แต่กลับพ่ายแพ้และถูกตัดแขนข้างหนึ่ง หากมิใช่ว่าฮ่องเต้อู่หวาดกลัวคนอื่นจะทำลายโชคชะตาแห่งเทพมังกรของพระองค์ไปด้วยเช่นกัน เกรงว่าฮ่องเต้คงต้องสิ้นพระชนม์เป็นแน่พ่ะย่ะค่ะ”

“และเพื่อได้รับโชคชะตาของพระองค์อย่างราบรื่น ฮ่องเต้อู่จึงตั้งคำมั่นต่อบรรพบุรุษว่า ภายในหนึ่งร้อยปีต่อจากนี้ต้าอู่จะไม่มาเหยียบย่ำต้าโจวแม้เพียงครึ่งก้าว”

ภาพอันน่ากลัวในยามนั้นผุดขึ้นมาในหัว ฉินอวี้ที่อยู่ด้านข้างเก็บอารมณ์เอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป นางคุกเข่าลงต่อหน้าโจวหยวนแล้วโอบกอดเขาแนบแน่นพลางร่ำไห้ราวหัวใจแตกสลาย

“หยวนเอ๋อร์! ลูกที่น่าสงสารของแม่! แม่ขอโทษ!”

ความทรงจำอันโหดร้ายในวันนั้นถูกฉีกขาดนองเลือดอีกครั้ง นางจดจำได้อย่างแม่นยำว่าตอนที่โจวหยวนกำเนิดได้ถูกกระทำเป็นค่ายกลบนแท่นบูชาตามที่ฮ่องเต้อู่จัดเอาไว้

ที่แท่นบูชายังมีทารกชายหญิงคู่หนึ่งของฮ่องเต้อู่ที่เพิ่งถือกำเนิด

เพียงแต่คนหนึ่งถูกช่วงชิงมา อีกสองคนเป็นผู้นำมาเอง

ช่วงชิงโชคชะตาราวกับขูดเลือดขูดเนื้อ เจ็บปวดจนไม่อาจบรรยาย

ฉินอวี้ในเวลานั้นเพิ่งได้รับความสุขจากการมีลูกชาย แต่กลับทำได้เพียงเฝ้ามองลูกของตนอยู่บนแท่นบูชา แบกรับความเจ็บปวดสุดจะทนพร้อมร่ำไห้จนน้ำเสียงแหบแห้ง

ความสิ้นหวังและไร้อำนาจเพียงนั้นเกือบทำให้นางในตอนนั้นเป็นลมล้มสิ้นพระชนม์จากไป

พรวด

แต่เนื่องจากจิตใจปั่นป่วน สีหน้าฉินอวี้พลันซีดขาวทันที เลือดพุ่งออกมาจากปากเลอะเปรอะเปื้อนผมของโจวหยวน

“เสด็จแม่! เป็นอะไรไปพ่ะย่ะค่ะ” โจวหยวนตกตะลึง รีบช่วยฉินอวี้เช็ดรอยเลือดบนมุมปาก

ปรมาจารย์ฉินที่อยู่ด้านข้างรีบรุดเข้ามาทันที ฝ่ามือปล่อยพลังอ่อนโยนผ่านกลางกะโหลกศีรษะเข้าไปช่วยเลือดลมให้ไหลเวียนมั่นคง เขามองฉินอวี้ที่มีใบหน้าซีดขาว จากนั้นถอนหายใจทูลกับโจวหยวนว่า “องค์ชาย พระองค์โปรดอย่าได้กล่าวโทษฝ่าบาทและฮองเฮาที่ทรงปกป้องพระองค์มิได้เลยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงต่อสู้สุดชีวิตจนเกือบสิ้นพระชนม์กลางสนามรบ”

“หลังจากพระองค์ถูกช่วงชิงโชคชะตาไป ฮองเฮาจึงถ่ายเลือดบริสุทธิ์ให้พระองค์ทุกปี พระองค์จึงรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ เพียงแต่ฮองเฮาต้องแลกมาด้วยสิ่งที่ยิ่งใหญ่ การถ่ายเลือดในแต่ละครั้งอายุขัยของพระนางจะสั้นลงสามปี ตลอดสิบสองปีมานี้อายุขัยลดลงไปสามสิบหกปี เส้นลมปราณบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้อายุขัยของพระนางเหลือเพียงไม่ถึงสิบปีเท่านั้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“อะไรนะ! เจ้าว่าอย่างไร!”

ทันทีที่โจวหยวนได้ยินเช่นนั้นเส้นเลือดในดวงตาก็ปูดขึ้นอย่างคลุ้มคลั่งราวกับสายฟ้าฟาดทันที แม้กระทั่งในยามที่ได้ยินเรื่องโชคชะตาของตนถูกช่วงชิงไปเขาก็ยังไม่ได้มีอารมณ์แปรปรวนรุนแรงเช่นนี้ เป็นเพราะว่าเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นในตอนที่เขายังจำความไม่ได้ เขาจึงไม่ได้มีความรู้สึกรุนแรงกับคำว่า ‘โชคชะตาแห่งเทพมังกร’ แม้ถูกช่วงชิงไปก็แค่ตกตะลึงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ตระกูลอู่วางแผนมานับร้อยปี แม้นมีอุปสรรคปัญหาถาโถมเข้ามาก็ยังระงับไว้ได้ แต่ทว่าพวกเขาบีบให้พระมารดาผู้เป็นที่รักของเขาสูญสิ้นอายุขัย นี่เป็นครั้งแรกที่โจวหยวนสัมผัสได้ถึงแรงอาฆาตที่ไม่อาจรับไหว

เมื่อได้ยินถ้อยคำของปรมาจารย์ฉินโจวหยวนจึงไม่อาจสงบสติอารมณ์ได้อีก เลือดลมทั่วร่างหลั่งไหลไปยังสมองอย่างบ้าคลั่งจนใบหน้าแดงก่ำเป็นสีโลหิต ใบหน้าอ่อนโยนไร้เดียงสาแปรเปลี่ยนเป็นดุร้ายทันที

“ตระกูลอู่ พวกเจ้ากล้าดีบีบบังคับข่มเหงเสด็จแม่! สมควรตาย!”

โจวหยวนตัวสั่นระริก สองตาแดงฉาน ความโกรธเกรี้ยวจำนวนมหาศาลและจิตสังหารปรากฏขึ้นในใจ

โจวฉิงโอบอุ้มฉินอวี้ขึ้นมาพิงไว้บนเตียง คราวนี้เส้นผมของเขาราวกับซีดขาวลง พลังน่าเกรงขามสลายหายไป เขากล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งทื่อว่า “สวรรค์และโลกล้วนมีโชคชะตา ตระกูลอู่ภูมิหลังอ่อนแอ หากคิดจะสถาปนาเมืองจะต้องสืบทอดลูกหลานเสริมสร้างความน่ายำเกรงไปทั่วทุกทิศ ซึ่งนั่นจำเป็นจะต้องใช้โชคชะตาเพียงพอคอยสนับสนุน และโชคชะตาแห่งเทพมังกรของเจ้าก็นับว่าเป็นสิ่งที่สุดยอดที่สุด”

“ฮ่องเต้อู่ช่วงชิงโชคชะตาเจ้าไปมอบให้ลูกชายและลูกสาว นับแต่วันนั้นราชวงศ์ต้าอู่จึงมีชื่อเสียงโด่งดังเจริญรุ่งเรือง ความเฟื่องฟูของราชวงศ์ต้าอู่ล้วนเป็นเพราะแย่งชิงเอาโชคชะตาของเจ้าไป”

“โชคชะตาแห่งเทพมังกรในตัวเจ้าถูกชะตาแห่งงูยักษ์และห่านฟ้าช่วงชิงไป ย่อมเกิดพลังความแค้นรุนแรง ฮ่องเต้อู่จึงให้พลังความแค้นนี้ผนึกในร่างกายของเจ้าจนเกิดพิษมังกรพิโรธขึ้นมา มันจะคอยกลืนกินเลือดบริสุทธิ์ที่คอยหล่อเลี้ยงเจ้าจนกระทั่งตัวมันเติบโตเต็มที่เมื่อใดก็จะกลืนกินชีวิตเจ้าอย่างสมบูรณ์”

“ในขณะเดียวกันรากปราณเทพมังกรของเจ้าก็ถูกทำให้แตกสลายไปด้วย เส้นลมปราณทั้งแปดจึงจางหายไป จวบจนถึงบัดนี้เส้นลมปราณทั้งแปดไม่ปรากฏขึ้นมาอีก เส้นทางแห่งการฝึกย่อมเป็นไปได้ยาก…”

น้ำเสียงเยือกเย็นของโจวฉิงแฝงด้วยความไร้เรี่ยวแรง นึกไม่ถึงว่าถ้อยคำที่กล่าวกับตระกูลโจวในวันนั้นจะสิ้นหวังได้ถึงเพียงนี้

ในวันนั้นงูยักษ์และห่านฟ้ากรีดร้องนอกเมือง แสงยามอรุณรุ่งทอส่องเต็มผืนฟ้านับหมื่นจั้ง* ฉกฉวยพลังแปลงกายขึ้นสู่ชั้นฟ้าเบื้องบน

(*จั้ง คือหน่วยวัดความยาวของจีน 1 จั้ง เท่ากับ 10 ฉื่อ หรือประมาณ 3.33 เมตร)

ในวันนั้นเทพมังกรร้องคำรามภายในเมือง ร่างกายแหลกสลายกลายเป็นกลุ่มควันสีคราม ร่วงหล่นแตกกระจายไปทั่วอาณาบริเวณ

นี่ก็คือ งูยักษ์ร่วมห่านฟ้าเขมือบมังกร

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

อักขระหยวน

ภายในท้องพระโรงอันเงียบสงัดบังเกิดบรรยากาศอึดอัดชวนให้หายใจลำบากขึ้นมา

โจวหยวนมองโจวฉิงที่นั่งอยู่ข้างกาย ใบหน้าที่ดูน่าเกรงขามเช่นในยามปกติขณะนี้เต็มไปด้วยความสิ้นหวังไร้ซึ่งหนทาง สำหรับเรื่องครานั้นเห็นได้ชัดว่าส่งผลอย่างใหญ่หลวง

ลูกชายของตนโดนศัตรูช่วงชิงเอาโชคชะตาไปต่อหน้าต่อตา ทว่าตนเองกลับไร้ความสามารถ พอนึกดูก็นับเป็นเรื่องอัปยศสำหรับพ่อคนหนึ่ง

โจวหยวนกัดริมฝีปาก เขาทราบนิสัยของโจวฉิงเป็นอย่างดี ช่วงเวลานั้นหากไม่ใช่เพื่อชาวเมืองต้าโจวนับล้าน เกรงว่าเขาคงยอมสู้จนตัวตายไปพร้อมกับฮ่องเต้อู่แล้ว

“นี่คงเป็นเหตุผลที่ข้าไม่พบลมปราณทั้งแปดจนยากต่อการฝึกตน เจ้าฮ่องเต้อู่งผู้นี้ นับเป็นแผนชั่วช้าเสียจริง” โจวหยวนจ้องมองเลือดสีแดงคล้ำที่เคลื่อนกายช้าๆ บนฝ่ามือเขา แววตาโกรธแค้นฉายวาบขึ้นในดวงตา

ฮ่องเต้อู่ช่วงชิงโชคชะตาและทำลายรากปราณเทพมังกรของเขาไป ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าคนผู้นั้นยังวางกลอุบายถอนรากถอนโคนบีบให้เขาค่อยๆ อับจนหนทางด้วยพิษมังกรพิโรธอีก

ทว่าสิ่งที่ทำให้โจวหยวนฉุนเฉียวเป็นที่สุดก็คือ ลมปราณของเสด็จแม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนอายุขัยเหลือไม่ถึงสิบปี

โจวหยวนสูดลมหายใจเข้าลึกหวังระงับความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นในจิตใจ เขาเหลียวมองฉินอวี้ที่ผล็อยหลับไป พอเห็นแก้มที่ซีดขาวของนางก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับโดนมีดกรีดแทง เอ่ยถามขึ้นว่า “เสด็จพ่อ แล้วเสด็จแม่จะเป็นเช่นไรเล่า อายุขัยของนาง…”

โจวฉิงนิ่งเงียบครู่หนึ่งแล้วกล่าวตอบอย่างเชื่องช้า “บนโลกใบนี้มีของล้ำค่าจากสวรรค์ที่สามารถนำมาใช้ฟื้นฟูอายุขัย หากได้มาย่อมยืดอายุขัยของเสด็จแม่เจ้าได้ เพียงแต่ว่า…”

พูดถึงจุดนี้ โจวฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้มเจื่อน “ของล้ำค่าจากสวรรค์หาได้ธรรมดาไม่ ข้าเคยทุ่มเทกำลังพลของต้าโจวเพื่อเสาะหาอย่างเต็มที่แล้ว แต่ช่างยากเย็นเกินกว่าจะหาพบเจอนัก”

“กองกำลังต้าโจวของเราไม่เหมือนเช่นแต่ก่อน เวลานี้ทำได้เพียงหดหัวปกป้องตัวเองอยู่ในกระดอง”

โจวหยวนกำหมัดแน่น ชั่วขณะนั้นในที่สุดเขาก็ทราบถึงข้อดีของการมีพลังแล้ว หากมีพลังเพียงพอ ต่อให้อยู่ในสถานการณ์อันตรายเพียงใดเขาก็จะสามารถเสาะแสวงหาของล้ำค่าจากสวรรค์ที่ยืดอายุขัยนี้มาได้

อย่างไรก็ตาม หากลมปราณทั้งแปดยังคงไม่ปรากฏขึ้นในร่างกาย แม้แต่พลังในการปกป้องตัวเองก็ยังไม่มี

โจวหยวนกัดฟันฝืนทนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “เสด็จพ่อ ข้าไม่สามารถกลายเป็นปรมาจารย์หยวนได้จริงๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ”

เสด็จแม่ของเขาสูญเสียเลือดบริสุทธิ์จนอายุขัยลดทอนลง เสี่ยงชีวิตเพื่อลูกชาย แล้วจะให้เขาทนนิ่งดูดายได้อย่างไร อีกอย่างหนึ่ง…เรื่องทั้งหมดที่ตระกูลอู่ทำกับเขารวมไปถึงเมืองต้าโจว หากไม่รับรู้ก็คงเท่านั้น แต่ในเมื่อตอนนี้ทราบกระจ่างแจ้งแล้ว หนี้ครานี้เห็นทีคงไม่อาจสะสางได้โดยง่าย

ทว่าทั้งหมดนี้ต้องอาศัยพลังที่มากพอของเขา

บนโลกนี้กลุ่มคนที่ควบคุมพลังกล้าแกร่งที่สุดย่อมเป็นปรมาจารย์หยวน

พอได้ยินโจวหยวนพูดจบ โจวฉิงจึงขมวดคิ้วแน่นคล้ายกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ครู่หนึ่งต่อมาจึงกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “เจ้ายังไม่ยอมแพ้จริงๆ หรือ”

โจวหยวนส่ายหน้าเบาๆ แม้เขาจะทนทุกข์ทรมานมาตลอดหลายปี แต่ความทุกข์ทรมานนั้นก็ทำให้เขาหนักแน่นมั่นคงและสุกงอมเกินวัย

เขาทราบว่าตระกูลอู่ก่อกบฏและช่วงชิงโชคชะตาเขาไป ความสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูลหากไม่ตายย่อมไม่มีวันเลิกรา

ในยามนี้ที่ต้าโจวยังกระเสือกกระสนรอดมาได้ล้วนเป็นเพราะคำสาบานต่อบรรพบุรุษของฮ่องเต้อู่ในครานั้น ลองนึกภาพดู หากถึงวันกำหนดครบร้อยปีเมื่อใดราชวงศ์อู่จักต้องมากวาดล้างต้าโจวจนสิ้นซากจมกองเลือดเพื่อตัดต้นตอปัญหาเป็นแน่แท้

ฉะนั้น ถ้าคิดจะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์เช่นนั้น ร่างกายของเขาจะต้องมีพลังมากพอ

โจวฉิงปลาบปลื้มในความแน่วแน่ของโจวหยวนอยู่บ้าง เขานิ่งเงียบไปชั่วครู่จึงยกฝ่ามือตบไหล่โจวหยวนอย่างแรงพลางกล่าวว่า “ดี! อย่าได้ยอมแพ้ง่ายๆ สมเป็นลูกของข้า! ในเมื่อเจ้ายืนหยัดต่อสู้ข้าก็พร้อมช่วยเจ้าสุดกำลัง! ”

“เสด็จพ่อทรงมีวิธีอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อได้ยินโจวฉิงกล่าวเช่นนี้โจวหยวนจึงทักถามขึ้นด้วยแววตาประหลาดใจ

โจวฉิงพยักหน้าเบาๆ พลันกล่าวด้วยรอยยิ้มฝืดเฝื่อนว่า “อย่าได้รีบดีใจไป เพราะกระทั่งตัวข้าเองก็ยังไม่อาจแน่ใจว่าวิธีนี้จะได้ผล”

“วิธีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” โจวหยวนมีท่าทีร้อนรน และยังแฝงด้วยความมีชีวิตชีวาของคนวัยหนุ่มอยู่บ้างเล็กน้อย

“อีกสามวันให้หลังจะเป็นพิธีไหว้บรรพบุรุษ หนนี้เจ้ากับข้าจะไปสุสานบรรพชนด้วยกัน”

โจวฉิงยิ้มไม่กล่าวอธิบาย จากนั้นก็พลันหยุดนิ่งและกล่าวต่อว่า “แต่ข้ามีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง”

“เงื่อนไขอะไรอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” โจวหยวนแปลกใจจึงถามด้วยความฉงน

โจวฉิงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่ว่าเจ้าจะเปิดลมปราณได้หรือไม่ เจ้าจงอย่าได้ละทิ้งการเรียนอักขระหยวนเป็นอันขาด ต้องรู้ไว้ว่าหากเจ้ายังเปิดลมปราณไม่ได้ การฝึกฝนอักขระหยวนจะเป็นทางออกสุดท้ายของเจ้า แต่ถึงฝึกจนได้ระดับสูงก็ยังไม่แน่ว่าจะยับยั้งพิษมังกรพิโรธได้”

บนโลกนี้มีปรมาจารย์หยวนเป็นเส้นทางหลัก แต่ไม่ได้มีเพียงแค่นั้น ยังมีดอกไม้อีกนับร้อยคอยเบ่งบานเปิดเส้นทางสู่พลังมากมาย ดังเช่นอักขระหยวนที่ลึกซึ้งและกว้างใหญ่ที่สุด

ช่วงเวลาที่ลมปราณทั้งแปดยังไม่ปรากฏ โจวหยวนได้รับคำชี้แนะจากโจวฉิงให้ฝึกฝนอักขระหยวน การรู้วิชามากกว่าย่อมเป็นเรื่องที่ดี อันที่จริงปรมาจารย์หยวนหลายคนล้วนผ่านการร่ำเรียนอักขระหยวนมาบ้างแล้ว

เมื่อโจวหยวนได้ยินจึงพยักหน้าตอบรับเบาๆ อันที่จริงเขาเข้าใจในความหมายลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ภายในคำพูดของโจวฉิงดี ด้วยกังวลว่าพอถึงตอนนั้นหากยังไม่พบลมปราณทั้งแปดจะหมดอาลัยตายอยากไม่อาจเป็นปรมาจารย์หยวนและละทิ้งหนทางสุดท้ายไป

โจวฉิงพยักหน้าน้อยๆ รอยยิ้มภาคภูมิใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา

“เจ้าพักผ่อนเสียเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องไปเรียนที่สำนักศึกษาต้าโจว อีกสามวันให้หลังข้าจะพาเจ้าไปที่สุสานบรรพชน”

“พ่ะย่ะค่ะ! ” เสียงของเด็กหนุ่มเต็มเปี่ยมด้วยความคาดหวัง

โจวฉิงยิ้มพลางลูบหัวโจวหยวน จากนั้นจึงอุ้มฉินอวี้ที่ผล็อยหลับไปเดินออกจากท้องพระโรงพร้อมกับปรมาจารย์ฉิน

โจวหยวนมองเงาร่างด้านหลังของโจวฉิง เงาร่างอันทรงพลังน่าเกรงขามอยู่เป็นนิจในยามนี้กลับเซื่องซึมและไร้พลังจนน่าเศร้า เขารู้ว่าเสด็จพ่อเป็นคนทะเยอทะยาน แต่ถูกความจริงอันโหดร้ายกำลังกัดกินทีละเล็กทีละน้อย

จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดมาจากฮ่องเต้อู่

โจวหยวนเม้มปากแน่น ใบหน้าอ่อนเยาว์ที่บอบบางกลับเปล่งประกายเยือกเย็นขึ้นมา

“ตระกูลอู่ ฮ่องเต้อู่…หนี้แค้นทั้งหมดนี้ ต่อจากนี้พวกเราคงได้คิดบัญชีกัน! ”

เช้าวันรุ่งขึ้น โจวหยวนออกจากพระราชวังพร้อมกองกำลังทหารอารักขาตรงไปยังจวนต้าโจวที่ตั้งอยู่ทางเขตตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองต้าโจว

จวนต้าโจวสร้างขึ้นโดยคำสั่งของโจวฉิงเมื่อหลายปีก่อน ในขณะนั้นได้รวบรวมไพร่พลยอดฝีมือมาถ่ายทอดวิชาให้ ตอนที่สำนักศึกษาอย่างจวนต้าโจวประกาศรับอาสาสมัครจำนวนมากไม่ได้มีการแบ่งแยกชนชั้น ต่อให้เป็นชาวบ้านก็ได้รับอนุญาตให้เข้ามาฝึกฝนในจวนต้าโจวได้ขอเพียงแค่เป็นคนมีพรสวรรค์

หลายปีมานี้จวนต้าโจวบ่มเพาะผู้มากพรสวรรค์ไว้ไม่น้อย ที่แห่งนี้จึงยิ่งมีฐานะสูงขึ้นในราชวงศ์ต้าโจว ต่อให้เป็นองค์รัชทายาทอย่างโจวหยวนก็ยังมาร่ำเรียนที่นี่

ประตูทางเข้าจวนต้าโจวมีทหารรักษาการณ์คุ้มกันแน่นหนาสวมชุดเกราะคอยตรวจสอบป้ายชื่อของผู้เข้าเรียนอย่างเข้มงวด ทว่าโจวหยวนไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการนี้ ในเมืองต้าโจวคงไม่มีผู้ใดไม่รู้จักองค์รัชทายาท

“ถวายบังคมฝ่าบาท”

เหล่าทหารรักษาการณ์ต่างค้อมกายคารวะเมื่อเห็นโจวหยวนปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าประตูทางเข้า

“องค์ชาย” ศิษย์ของจวนต้าโจวจำนวนไม่น้อยที่ผ่านไปมาต่างส่งรอยยิ้มให้โจวหยวนด้วยความเคารพนอบน้อม

โจวหยวนยิ้มพลางประสานกำปั้นขึ้นตอบรับการถวายความเคารพเหล่านั้น เขาทราบดีว่าบรรดาศิษย์ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกชาวบ้าน พวกเขาจึงแสดงความเคารพต่อเขา ที่ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเพราะว่าเสด็จพ่อได้สร้างจวนต้าโจวไว้จนชาวบ้านเหล่านี้มีฐานะที่ดีขึ้นและได้เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตน

ณ หอเรียนทิศตะวันตกในจวนต้าโจว

ภายในห้องเรียนที่กว้างขวางสว่างไสวมีโต๊ะเรียนตั้งเรียงรายอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เบื้องหน้าโต๊ะเรียนมีหนุ่มสาวจำนวนมากนั่งคุกเข่าตัวตรงอยู่ภายใต้บรรยากาศเงียบสงบ

โจวหยวนกำลังนั่งทำสมาธิอย่างสงบอยู่ด้านหน้าแถวแรกของโต๊ะเรียน บนโต๊ะของเขามีแผ่นหยกเงาวาวพร้อมพู่กันสีแดงเข้มวางนอนเคียงข้าง

ตัวพู่กันหล่อด้วยหยกแดง ขนพู่กันทำจากขนหนูส่วนหน้าท้องที่อ่อนนุ่มที่สุด ตัวด้ามมีลักษณะเรียวยาวและเปล่งประกาย นี่ก็คือพู่กันหยวน

หากให้อธิบายว่าสิ่งสำคัญที่สุดของอักขระหยวนคืออะไร ทุกผู้คนต่างพูดคำสามคำพร้อมกันว่า ‘พู่กันหยวน’

อักขระหยวนทุกตัวอักษรล้วนต้องใช้พู่กันหยวนเป็นตัวกลางจึงจะสามารถวาดอักขระหยวนอันลึกลับออกมาได้ โดยการดึงพลังหยวนจากฟ้าดินและส่งอานุภาพที่ยิ่งใหญ่ออกมา

ด้วยเหตุนี้ความสำคัญของพู่กันหยวนล้วนเป็นที่เข้าใจกันดี หากไม่มีพู่กันหยวน ต่อให้บรรลุขั้นสูงแค่ไหนก็เกรงว่าพลังหยวนที่ถ่ายทอดออกมาจะถูกลดทอนความสามารถลง

โจวหยวนจับพู่กันหยวนลายหยกแดง สายตาจับจ้องไปด้านหน้า ที่ตรงนั้นมีอาจารย์ชายวัยกลางคนกำลังอธิบายเนื้อหาอย่างเรียบง่าย

“อักขระหยวนจะต้องสมานจิตไว้ที่ปลายพู่กันพร้อมตวัดวาดลวดลาย ทุกการตวัดวาดเส้นแต่ละเส้นล้วนใช้จิตวิญญาณแทนน้ำหมึกวาดอักขระหยวน เช่นนี้จึงจะดึงพลังหยวนจากฟ้าดินออกมาได้”

“ทุกคนจงจำไว้ให้ดี ยามตวัดวาดออกมาจิตจะต้องนิ่งดุจน้ำ สติอย่าได้เตลิด ให้พู่กันในมือเป็นดั่งเช่นส่วนหนึ่งของร่างกายแล้วสมานจิตไว้ที่ปลายพู่กัน ตวัดวาดตามจิตใจอย่างรวดเร็ว ”

“ต่อไป จงฝึกฝนอักขระหยวนทั้งสามแบบที่ข้าเคยสอนไปเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว หวังว่าวันนี้จะมีใครสักคนทำสำเร็จเล่า” เมื่อท่านอาจารย์อธิบายเสร็จจึงกล่าวทิ้งท้าย

ทันทีที่ถ้อยคำถูกเอ่ยขึ้นเสียงโอดครวญก็ดังขึ้นมาทันที หนุ่มสาวหลายคนต่างมีสีหน้าขื่นขม การฝึกอักขระหยวนนี้ดูเหมือนง่าย แต่หลังจากการฝึกทุกครั้งจะต้องใช้จิตวิญญาณจนเหนื่อยล้า

“หึ โอดครวญอะไรกัน ข้าสอนอักขระหยวนไปสามแบบ อักขระกระทิง อักขระตัวเบา และอักขระกายเหล็ก ต่างเป็นเพียงระดับเริ่มต้นเท่านั้น” พอได้ยินเสียงโอดครวญเหล่านั้นอาจารย์วัยกลางคนจึงแผดร้องดุเดือดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์

หนุ่มสาวทั้งหลายเห็นท่านอาจารย์โมโหจึงทำคอย่นไม่กล้าส่งเสียง จากนั้นหยิบพู่กันเริ่มตวัดวาดบนแผ่นหยกที่อยู่ด้านหน้า

โจวหยวนยิ้มเล็กน้อยแล้วจับพู่กันพร้อมตั้งสมาธิเพื่อปิดกั้นเสียงวุ่นวายทันที จิตใจสงบนิ่งราวบ่อน้ำไร้การกระเพื่อม นัยน์ตาจับจ้องแผ่นหยกเงางาม แสงสว่างปรากฏขึ้นบนกลางระหว่างคิ้ว ทันทีที่ตวัดปลายพู่กันก็มีแสงสีแดงส่องประกายขึ้นมาเล็กน้อย

โจวหยวนตวัดวาดบนแผ่นหยกอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกบางอย่างส่งผ่านมาตามเส้นหยวนที่สลับซับซ้อน พอลวดลายทั้งหมดประกอบรวมตัวกันก็ดูคล้ายกับมีพลังลึกลับบางอย่าง

ทุกอักขระหยวนล้วนประกอบด้วยเส้นหยวนมากน้อยแตกต่างกัน หรือก็คือ ยิ่งมีเส้นหยวนซับซ้อนมากเท่าใด ระดับพลังก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น

สิ่งที่โจวหยวนวาดตอนนี้คืออักขระกายเหล็ก เป็นหนึ่งในสามอักขระหยวนระดับเบื้องต้นที่มีเส้นหยวนกว่าร้อยเส้น ทว่าหากคิดอยากจะวาดเส้นหยวนที่ซับซ้อนกว่าร้อยเส้นนี้ให้ออกมาอย่างสมบูรณ์ได้จำเป็นจะต้องฝึกฝนอย่างหนัก

ปลายพู่กันของโจวหยวนประหนึ่งสายน้ำ ไหลเรื่อยอย่างเชื่องช้าไม่มีหยุด ให้ความงดงามราวกับหมู่เมฆเคลื่อนคล้อยสายน้ำหลั่งริน

ด้วยเหตุที่ในหนึ่งปีมานี้ลมปราณทั้งแปดไม่ปรากฏ เวลาแทบทั้งหมดของเขาจึงทุ่มเทไปให้กับการฝึกอักขระหยวน ดังนั้นการวาดครั้งนี้จึงล้ำลึกยิ่งกว่าศิษย์คนอื่นๆ

สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเขาสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของตนเองจึงมีชัยเหนือคนทั่วไป ดูท่าแม้ว่าเขาจะโดนช่วงชิงโชคชะตาไปจนเทพมังกรสิ้นสลาย แต่ยังดีที่จิตวิญญาณไม่เสียหาย พอลองคิดดูแล้วในตอนนั้นด้วยอายุที่ยังน้อยจิตวิญญาณยังไม่เริ่มก่อตัวเลยทำให้รอดพ้นมาได้

ปลายพู่กันตวัดผ่านไปหลายนาที ฝ่ามือเรียวยาวของโจวหยวนตวัดวาดอย่างเชื่องช้าบนแผ่นหยกเบื้องหน้าเขา ทันใดนั้นก็มีแสงปรากฏขึ้น แลเห็นอักขระหยวนที่สลับซับซ้อนและเปี่ยมด้วยพลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา

“ดี ยอดเยี่ยม ตวัดวาดได้อย่างสมบูรณ์ ภายใต้พู่กันมีจิตวิญญาณ อักขระกายเหล็กตัวนี้นับว่าเป็นผลงานชิ้นเอก” ชั่วขณะที่โจวหยวนวาดเสร็จ เสียงชื่นชมก็ดังแว่วขึ้นมาจากด้านข้าง

โจวหยวนเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าเป็นอาจารย์ซึ่งไม่รู้ว่ามายืนอยู่ข้างกายเขาตั้งแต่เมื่อใด อาจารย์กำลังมองอักขระหยวนบนแผ่นหยกของเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มชื่นชม

เหล่าหนุ่มสาวในห้องเรียนต่างเงยหน้าขึ้นมองโจวหยวนด้วยแววตาประหลาดใจ พวกเขายังไม่ทันตวัดวาดพู่กันเสร็จ โจวหยวนกลับทำสำเร็จแล้ว

อาจารย์สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่งแล้วถอนหายใจต่อเหล่าลูกศิษย์ทั้งหลาย “หากพวกเจ้าร่ำเรียนได้ดีเช่นนี้ก็คงจะดีไม่น้อย”

เหล่าหนุ่มสาวพอได้ยินต่างหัวเราะพลางส่ายหัว องค์รัชทายาทอย่างโจวหยวนมีพรสวรรค์ติดตัวอย่างเห็นได้ชัด จะให้ทุกคนเรียนดีแบบนี้ได้เช่นไร

ทว่าท่ามกลางเสียงขบขันจู่ๆ ก็มีเสียงหัวเราะแปลกประหลาดดังขัดขึ้น

“ฮ่าๆ ถ้อยคำของอาจารย์นั้นผิดเพี้ยน เป้าหมายหลักของเราคือการเปิดลมปราณ ย่อมเทียบไม่ได้กับองค์ชายโจวหยวนที่ทุ่มเทจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนอักขระหยวน ไม่เช่นนั้นละก็ จะมิใช่เรียกว่าเป็นการจัดลำดับความสำคัญสลับกันหรอกหรือ”

เสียงหัวเราะนี้ทิ่มแทงเข้าโสตประสาท ทั่วทั้งห้องเรียนพลันนิ่งเงียบลงทันที ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังต้นทางของเสียง

โจวหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางกวาดสายตามอง เห็นเป็นเด็กหนุ่มในชุดเสื้อแพรคนหนึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป คนผู้นั้นจ้องมองเขาด้วยท่าทีคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มพร้อมหมุนควงพู่กันในมือด้วยท่าทางเกียจคร้าน

รอยแสยะยิ้มบนมุมปากของเขาแฝงความเย้ยหยันเล็กน้อย

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

ซูโย่วเวย

ภายในห้องเรียนพลันเงียบกริบทันทีจากการพูดแทรกของเด็กหนุ่มเสื้อแพร เมื่อเหล่าหนุ่มสาวเหลือบมองเห็นใบหน้าของชายหนุ่มก็ต่างพากันถอนสายตาหนีเนื่องด้วยคนที่พูดนั้นมีฐานะไม่ธรรมดา

เด็กหนุ่มในชุดแพรมีนามว่าสวีหลิน บิดาของเขาเป็นจวิ้นโส่ว*ที่ปกครองเมืองเจิ้นซีของราชวงศ์ต้าโจว แน่นอนว่าแม้ในแง่ของฐานะจะต่ำต้อยกว่าองค์รัชทายาทอย่างโจวหยวนแห่งราชวงศ์ต้าโจว แต่ทว่าทุกคนล้วนทราบกันดีว่าคนที่อยู่เบื้องหลังสวีหลินคือฉีเยวี่ย อ๋องน้อยแห่งจวนฉีอ๋อง

(*จวิ้นโส่ว เป็นขุนนางปกครองเมืองคอยดูแลชาวบ้าน ในปัจจุบันเทียบได้กับผู้ว่าราชการจังหวัด)

โจวหยวนจ้องมองสวีหลินแวบหนึ่ง เขาเคาะนิ้วบนโต๊ะเบาๆ จากนั้นชักสายตากลับไม่สนใจ คนผู้นี้ทำทุกอย่างเพื่อเอาใจฉีเยวี่ย

“สวีหลินเอาใจฉีเยวี่ยเช่นนี้…ดูท่าบิดาของเขาคงเข้าร่วมฝ่ายเดียวกับฉีอ๋องแล้ว…”

โจวหยวนดวงตาเบิกกว้าง เขาเคยได้ยินเสด็จพ่อเล่าว่าฉีอ๋องได้รับการสนับสนุนจากราชวงศ์ต้าอู่ ด้วยเหตุนี้ตลอดหลายปีมานี้จึงคอยยุยงปลุกปั่นราชวงศ์ต้าโจวไม่ให้อยู่อย่างเป็นสุข

ด้วยความหวาดระแวงต้าอู่กลัวพวกเขาจะใช้ข้ออ้างในการจัดการราชวงศ์ต้าโจว โจวฉิงจึงไม่กล้าลงมือกับฉีอ๋องตรงๆ ได้แต่แอบทำสงครามระหว่างกันอยู่ในที่มืด

ฉีเยวี่ยที่เข้ามาเรียนในจวนต้าโจวย่อมไม่ถูกคอกับโจวหยวนเพราะความสัมพันธ์เช่นนี้

สวีหลินเห็นโจวหยวนไม่มีท่าทีอะไรจึงแสยะยิ้มมุมปาก ขณะที่เขากำลังจะอ้าปากพูดต่อกลับเห็นท่านอาจารย์คนนั้นจ้องตาเขม็งจนเขาต้องหุบปากเงียบไป

หากถูกขับไล่ออกจากจวนต้าโจวจะถือเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงสำหรับเขา

เมื่อทั้งสองคนสงบลงบรรยากาศในห้องเรียนจึงค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ อาจารย์ยังคงสอนเนื้อหาต่อไป ครั้นเวลาผ่านไปได้สองก้านธูปเสียงระฆังจึงดังขึ้น

“เอาละ วันนี้พอเท่านี้ พรุ่งนี้เราค่อยเริ่มกันต่อ” ท่านอาจารย์เก็บข้าวของแล้วเดินออกจากห้อง

พออาจารย์เดินออกไปบรรยากาศตึงเครียดภายในห้องจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง เหล่าหนุ่มสาวต่างจับกลุ่มพูดคุยกันสนุกสนาน

โจวหยวนเองก็เก็บข้าวของที่กระจัดกระจายบนโต๊ะ เตรียมตัวออกไป

“องค์ชาย”

ขณะที่เขากำลังเก็บของพลันได้ยินเสียงอ่อนโยนดังขึ้น โจวหยวนเงยหน้าขึ้น มองเห็นเป็นหญิงสาวนางหนึ่งจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มอยู่ข้างโต๊ะ

หญิงสาวสวมชุดเรียนของจวนต้าโจว แม้จะดูหลวมไปบ้างแต่ยังคงเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน ชายกระโปรงสั้นชวนให้เห็นท่อนขาเรียวยาวเหยียดตรง

นางมีผิวขาวนุ่มละมุน จมูกโด่งเด่นชัดเป็นสัน เรียวคิ้วโค้งงามราวกิ่งหลิว ดวงตากลมโตดั่งผลซิ่ง นับเป็นหญิงงามที่หาได้ยาก โดยเฉพาะไฝบริเวณมุมตานั้นยิ่งปรุงแต่งให้หญิงสาวผู้นี้งดงามเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน

นางกัดปากสีแดงอมชมพูเบาๆ แม้บนร่างกายจะไม่ได้ประดับตกแต่งด้วยของหรูหราดูคล้ายของธรรมดาทั่วไปแต่เผยให้เห็นรสนิยมที่ดี ผมยาวรวบเป็นหางม้าของนางพริ้วไหวตามจังหวะการขยับตัวอย่างมีชีวิตชีวา

เพียงนางยืนอยู่นิ่งๆ ตรงนี้ก็ดึงดูดสายตาของเด็กหนุ่มจำนวนไม่น้อยในห้องเรียนให้หันมามอง

โจวหยวนมองดูหญิงสาวทรงเสน่ห์ที่อยู่เบื้องหน้า รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าคงแก่เรียนของเขา “โย่วเวยนี่เอง”

หญิงสาวผู้นี้แซ่ซู มีนามว่าโย่วเวย

พอหญิงสาวนามซูโย่วเวยสบตากับโจวหยวนใบหน้าจึงแดงก่ำ จากนั้นเบนสายตามองไปยังกองหนังสือบนโต๊ะของโจวหยวนแล้วคุกเข่านั่งลง นางเม้มปากกล่าวว่า “องค์ชาย ข้าช่วยเก็บให้นะเพคะ”

โจวหยวนยิ้มรับไม่ปฏิเสธ ความสัมพันธ์ระหว่างสองคนย่อมไม่ธรรมดา

ดังนั้นหญิงสาวจึงเริ่มจัดการกับของรกๆ บนโต๊ะของโจวหยวน เก็บกวาดจนสะอาดเรียบร้อย การกระทำนี้ดึงดูดสายตาเหล่าเด็กหนุ่มจำนวนมากในห้องเรียน พวกเขาต่างจ้องมองโจวหยวนด้วยแววตาอิจฉาตาร้อน

“อาการป่วยของปู่เจ้าเป็นเช่นไรบ้าง” โจวหยวนเอามือเท้าคางมองไปยังหญิงสาวที่กำลังยุ่งพลางเอ่ยถาม

เมื่อได้ยินถ้อยคำของโจวหยวน ซูโย่วเวยก็เงยหน้าขึ้น นางเอามือปัดเส้นผมที่อยู่ด้านหน้า รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าทันที

“สบายดีแล้วเพคะ ท่านปู่บอกว่าหากมีเวลาอยากจะเชิญองค์ชายไปที่บ้าน แต่สภาพบ้านทรุดโทรม ข้ากลัวว่า…”

“ดี วันหยุดคราหน้าข้าจะไป” โจวหยวนกล่าวด้วยรอยยิ้ม พอโจวหยวนได้ยินเช่นนั้นจึงตอบรับอย่างไม่ลังเล ซูโย่วเวยเอาฟันกัดปากอันบอบบางเบาๆ ดวงตาจ้องมองไปที่เขา แววตาสั่นไหว จากนั้นจึงรีบก้มหัวกลัวถูกจับได้

นางยังจำวันแรกที่เจอโจวหยวนเมื่อหนึ่งปีก่อนได้

บางทีวันนั้นอาจจะเป็นวันที่สิ้นหวังที่สุดของนาง แต่ก็เป็นวันแห่งการเริ่มต้นเปิดรับความหวังของนางเช่นกัน

ในวันนั้น ปู่ที่อยู่กับนางมาตั้งแต่เด็กเกิดล้มป่วย จู่ๆ บ้านที่ทรุดโทรมก็พังทลายลง นางแบกคุณปู่ฝ่าพายุฝนไว้บนหลังอันบอบบาง ด้วยความยากแคลนเงินทองนางจึงคุกเข่าร้องไห้อ้อนวอนไม่หยุดอยู่เบื้องหน้าร้านขายยาท่ามกลางพายุฝน หวังให้หมอช่วยชีวิตปู่ของนาง

นางในตอนนั้นเนื้อตัวเปียกปอนกระเซอะกระเซิงไปหมด

ร้านขายยาทุกแห่งต่างพากันปิดประตูใส่ด้วยความเย็นชา ท่ามกลางพายุพัดโหมกระหน่ำ นางสัมผัสได้ถึงโลกทั้งใบที่มืดมิดลง จิตใจของนางรู้สึกเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง

ในขณะที่นางสิ้นหวังจนแทบหมดสิ้นความรู้สึก นางกลับรับรู้ได้ว่ามีใครบางคนเดินมาจากด้านหลัง คนผู้นั้นยื่นร่มในมือให้นางแล้วเดินตรงไปโดยที่ไม่เห็นนางในระยะสายตา เขาตวัดเท้าเตะประตูร้านขายยาด้วยท่าทีเกกมะเหรกจนเปิดออก

เวลานั้น ราวกับมีเสียงเยือกเย็นดังแว่วขึ้นมา

“เปิดประตู ช่วยคนเดี๋ยวนี้!”

คนที่เตะประตูร้านยาย่อมเป็นโจวหยวน ในเวลานั้นซูโย่วเวยมองแผ่นหลังเขาด้วยความตกตะลึง เมื่อก่อนนางเกลียดผู้ลากมากดีเช่นนี้เป็นที่สุด แต่ทว่าในตอนนั้นนางกลับรู้สึกว่าเงาร่างเบื้องหลังของเด็กหนุ่มที่ถีบประตูผู้นี้ บางที นางคงจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต…

นับแต่วันนั้นเป็นต้นมานางจึงรู้จักโจวหยวนและรู้ว่าโจวหยวนเป็นองค์รัชทายาทของราชวงศ์ต้าโจวในภายหลัง

ต่อมาโจวหยวนได้สังเกตเห็นว่านางมีพรสวรรค์ด้วยความบังเอิญ ด้วยเหตุนี้จึงแนะนำนางให้เข้าเรียนในจวนต้าโจว และนับจากนั้นเป็นต้นมาชีวิตของนางจึงพลิกผันกลับตาลปัตรดุจพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน…

เข้าจวนต้าโจวได้เพียงเดือนแรกนางก็เปิดลมปราณเส้นแรกได้สำเร็จ สร้างสถิติเป็นคนที่เปิดเส้นลมปราณเร็วที่สุดในจวนต้าโจว กลายเป็นอัจฉริยะในหมู่ศิษย์ของจวนต้าโจว

จากที่ไม่มีใครสนใจกลับกลายเป็นจุดสนใจทันที ซูโย่วเวยเองก็รู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย ในบางคราวก็มีใครบางคนที่ไม่ชอบความสัมพันธ์ระหว่างโจวหยวนกับนางพากันแอบไปซุบซิบนินทาลับหลัง ว่าที่โจวหยวนช่วยเหลือก็เพียงแค่สนใจในความงามของนางเท่านั้น

แต่ซูโย่วเวยกลับยิ้มรับไม่สะทกสะท้าน เพราะนางจำได้ว่าตอนที่รู้จักโจวหยวนนางเป็นแค่เด็กผู้หญิงร่างผอมบางเนื้อตัวสกปรกคนหนึ่ง…

“นี่ เจ้าจะวางหนังสือสูงไปอีกแค่ไหน” โจวหยวนจ้องมองซูโย่วเวยอย่างหน่ายใจ เวลานี้เห็นชัดว่านางเผลอไผลวางหนังสือที่อยู่บนโต๊ะของเขาจนตั้งสูงตระหง่าน

“เอ๊ะ” ซูโย่วเวยดึงสติกลับมาจ้องมองผลงานเบื้องหน้าของนาง ใบหน้าพลันแดงขึ้นมาทันที รีบแก้ต่างว่า “ขออภัยเพคะ ข้าจะจัดเรียงให้ใหม่!”

ท่าทางเช่นนี้ของนางกลับยิ่งน่ารัก สายตารอบข้างที่จับจ้องโจวหยวนพลันเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียมขึ้นมาทันที คิดดูว่าหากไม่หวาดเกรงฐานะของโจวหยวนก็คงรีบรุดเข้ามาช่วยนางไปแล้ว

“ยามนี้งดงามแล้ว ไม่กล้าเรียกใช้เจ้าเลย” รับรู้ได้ถึงสายตาเหล่านั้น โจวหยวนจึงส่ายหน้าแล้วกระซิบกล่าว

พอซูโย่วเวยได้ยินก็แอบหัวเราะคิกคักพลางร้องท้วงว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องหาอะไรมาป้ายหน้า จะได้น่าเกลียดลงไปบ้างเพคะ”

โจวหยวนทำได้เพียงกลอกตา

“จริงสิ…” โจวหยวนเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ ทักถามว่า “ตอนนี้เจ้าเปิดลมปราณได้กี่เส้นแล้ว”

ซูโย่วเวยตกตะลึง มองโจวหยวนแวบหนึ่งแล้วตอบอย่างระมัดระวัง “เปิดได้สามเส้นแล้วเพคะ

นางทราบว่าด้วยเหตุผลบางอย่าง ราวกับว่าโจวหยวนไม่อาจเปิดลมปราณได้ ดังนั้นเมื่อทั้งสองได้พบเจอกันนางจึงมักจะไม่กล่าวถึงเรื่องการเปิดเส้นลมปราณและไม่ได้โอ้อวดพัฒนาการของนาง กลัวว่าหากพูดออกไปจะกระทบต่อจิตใจของโจวหยวน

“เปิดได้สามเส้นแล้ว ด้วยความเร็วเช่นนี้ อีกปีสองปีก็คงเปิดลมปราณได้หมดทั้งแปดเส้น” โจวหยวนกล่าวชมเชย ซูโย่วเวยมีพรสวรรค์ด้านการฝึกฝนโดดเด่นยิ่งกว่าคนอื่น ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปีกลับประสบความสำเร็จไปไกลกว่าคนอื่นที่ฝึกฝนมานานนับปี

สิ่งนี้ทำให้เขาพอใจเป็นอย่างมาก ดูเหมือนเขาจะเผลอเก็บของล้ำค่าขึ้นมาได้ชิ้นหนึ่ง

“อีกสองเดือนจะมีการสอบไล่ครั้งใหญ่ประจำปี เจ้าจงพยายามเปิดลมปราณเส้นที่สี่แล้วติดสิบอันดับแรกในการสอบไล่ให้ได้ อันดับของเจ้าเป็นสิ่งที่ข้าทุ่มเทอย่างมาก เพียงติดสิบอันดับแรกก็จะได้รับการสอนจากเหล่าท่านเจ้าสำนักโดยตรง จะยิ่งส่งผลดีต่อเจ้า” โจวหยวนกล่าว

ซูโย่วเวยมือไม้แข็งทื่อขณะเก็บของบนโต๊ะ ก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาโจวหยวน

“มีอะไรหรือ” โจวหยวนสังเกตท่าทีที่เปลี่ยนไปของนาง จึงถามด้วยความสงสัย

ใบหน้าซูโย่วเวยก้มต่ำจนติดหน้าอก พูดเสียงแผ่วเบาว่า “ข้า…ข้าไม่มีอันดับแล้วเพคะ”

โจวหยวนแปลกใจ จากนั้นขมวดคิ้วขึ้นแล้วถาม “เกิดเรื่องอะไรขึ้น”

น้ำเสียงของเขาไม่ได้รุนแรง แต่กลับทำให้ซูโย่วเวยจิตใจเต้นสั่นระรัว เรียวฟันขบกัดลงบนริมฝีปากแน่น ผ่านไปเนิ่นนานก็ยังไม่ยอมพูดออกมา ผู้หญิงนางหนึ่งที่สนิทกับซูโย่วเวยจึงพูดแทรกขึ้นว่า “ก็เป็นเพราะว่าสวีหลินอย่างไรเล่าเพคะ หลายวันก่อนเขากล่าวว่าร้ายท่านในสำนัก โย่วเวยจึงโต้เถียงกลับบอกให้เขาขอโทษ เจ้านั่นบอกว่าหากชนะเขาได้ก็จะยอมขอโทษ แต่หากพ่ายแพ้ อันดับในการสอบไล่จะต้องยกให้เขา”

โจวหยวนขวมดคิ้วกล่าวว่า ”สวีหลินเปิดลมปราณได้แค่สองเส้น จะสู้กับซูโย่วเวยได้อย่างไร”

ผู้หญิงนางนั้นจึงเบ้ปากแล้วตอบกลับว่า “โย่วเวยมีพรสวรรค์จนเพิ่งจะเปิดลมปราณได้สามเส้นเมื่อไม่กี่วันก่อน แต่สวีหลินไร้ยางอายใช้ประโยชน์จากอาวุธหยวนเอาชนะโย่วเวยมาได้อย่างโชคดีเพคะ”

โจวหยวนมีสีหน้าตึงเครียด เขาจ้องมองซูโย่วเวยที่ก้มหน้าก้มตาพลางกล่าวตำหนิ “ทำไมถึงไม่รีบบอกข้าล่ะ”

ซูโย่วเวยบิดมือเข้าหากันแล้วพูดเบาๆ ว่า “ข้าไร้ความสามารถ ไม่อยากเพิ่มภาระให้องค์ชายเพคะ”

เมื่อเห็นท่าทีของนางโจวหยวนก็เจ็บปวดใจ สาวน้อยนางนี้บางครั้งก็ดื้อรั้นจนต้องปวดหัว จากนั้นเขาจึงเพ่งมองไปที่สวีหลินที่กำลังหัวเราะครื้นเครงด้วยสายตาเยือกเย็น

“จัดฉากรังแกเด็กผู้หญิง สวีหลิน เจ้าคิดดีแล้วหรือ” โจวหยวนยกยิ้มเย็นชา เจ้านี่จ้องอันดับการสอบไล่ในมือของซูโย่วเวย จึงตั้งใจจัดฉากยั่วยุซูโย่วเวย ใช้อันดับมาเป็นข้อต่อรองในการประลองกับนาง

สวีหลินกล่าวอย่างเกียจคร้าน “ข้าไม่รู้ว่าองค์ชายพูดเรื่องอะไร คนตั้งมากมายต่างเห็นว่าข้าใช้พลังความสามารถเอาชนะมาได้ ด้วยเหตุนี้ต่อให้องค์ชายมาร้องขอ ข้าก็ไม่อาจคืนให้ได้”

โจวหยวนกล่าวอย่างเยือกเย็น “เจ้ากล้าประลองอีกครั้งหรือไม่”

สวีหลินหัวเราะร่อแล้วกล่าว “ไม่สนใจ”

คราวที่แล้วเขาโชคดีเอาชนะมาได้ แต่ตอนนี้ซูโย่วเวยเปิดลมปราณเส้นที่สามได้อย่างสมบูรณ์แล้ว เขาจะเป็นคู่ต่อกรของนางได้อย่างไร

โจวหยวนกวาดสายตามองสวีหลินแวบหนึ่งแล้วยิ้มหยัน “ไม่ใช่กับซูโย่วเวย ข้าบอกว่าให้ประลองกับข้า”

ขณะที่พูดเขาก็ล้วงหยิบหยกพกที่เปล่งประกายระยิบระยับเล็กน้อยออกมาจากอกเสื้อพลางวางไว้บนโต๊ะแล้วกล่าวว่า ”หากเจ้าชนะได้ หยกหยวนชิ้นนี้จะเป็นของเจ้า”

ในห้องเรียนส่งเสียงร้องฮือทันที ผู้คนต่างจับจ้องที่หยกชิ้นนั้นด้วยสายตาเป็นประกาย หยกหยวนนี้มีผลดีต่อการฝึกตน ประดับติดตัวไว้จะช่วยเปิดลมปราณทั้งแปดได้เร็วขึ้น มูลค่าย่อมล้ำค่า

“องค์ชาย!” ซูโย่วเวยส่งเสียงร้อนรน

ไม่ใช่เพราะหยกหยวนชิ้นนี้ แต่เป็นเพราะโจวหยวนต้องท้าสู้กับสวีหลิน โจวหยวนยังเปิดเส้นลมปราณไม่ได้ แล้วจะเป็นคู่ต่อสู้กับสวีหลินที่เปิดไปแล้วสองเส้นได้อย่างไร

โจวหยวนยกมือขึ้นห้ามซูโย่วเวย เขาหยิบหยกขึ้นมาโยนเล่นแล้วยิ้มให้สวีหลินด้วยความประชดประชัน

“คราวนี้ เจ้ากล้าหรือไม่”

แววตาสวีหลินลุกโชนจ้องมองหยกหยวนชิ้นนั้นพลางแลบเลียปาก จากนั้นยิ้มหยันให้โจวหยวน แล้วกล่าวว่า “ในเมื่อองค์ชายยืนกรานจะมอบหยกหยวนชิ้นนี้ให้ ข้าก็คงปฏิเสธไม่ได้”

“แต่หากเตะต่อยออกไปจนองค์ชายบาดเจ็บ ก็อย่าได้กล่าวโทษข้าเลย

แม้การกระทำของโจวหยวนจะแปลกประหลาด แต่สวีหลินกลับไม่คิดว่าคนที่เปิดลมปราณได้สองเส้นอย่างเขาจะเอาชนะคนที่กระทั่งเปิดก็ยังเปิดไม่ได้!

“หวังว่าเจ้าจะมีความสามารถมากพอ” โจวหยวนกล่าวเชื้อเชิญ

สวีหลินหัวเราะร่วน ทว่าโจวหยวนกลับนิ่งเฉย เขาสะบัดชายเสื้อเชื้อเชิญอีกฝ่ายให้ออกไปด้านนอกแล้วหัวเราะเบาๆ สัมผัสได้ถึงความหยอกล้อ

“ได้ ข้าจะประลองกับองค์ชาย อยากดูเสียจริงว่าวันนี้องค์ชายจะทวงคืนอันดับกลับไปได้หรือไม่!”

----------------------------------

เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร

กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _

ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ

⁠⁠⁠⁠

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...