“ยัสปาล” คาด 5 ปี อุตฯเสื้อผ้า-รองเท้า มูลค่าพุ่ง 4.2 แสนล.หวังรัฐปลุกเศรษฐกิจ ดึงนักช้อปปั๊มกำลังซื้อ
“ยัสปาล” คาด 5 ปี อุตฯเสื้อผ้า-รองเท้า มูลค่าพุ่ง 4.2 แสนล. หวังรัฐปลุกเศรษฐกิจ ดึงนักช้อปปั๊มกำลังซื้อ
เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่โรงแรมเรเนซองส์ ราชประสงค์ นายจรัญ สิงห์สัจจเทศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “JPC”) เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทฯ คาดการณ์ถึงยอดขายรวมในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและรองเท้าปี 2565 อยู่ที่ 302,751 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% จากปี 2564 คาดการณ์ว่าปี 2570 ยอดขายรวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 420,423 ล้านบาท โดยระหว่างปี 2566-2570 คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมอยู่ปีละ 6.8% ขณะเดียวกัน ปี 2566 อุตสาหกรรมที่นอน เครื่องนอน และผ้าปูที่นอนในประเทศไทย คาดการณ์จะมีมูลค่าอยู่ที่ 5,863 ล้านบาท โดยระหว่างปี 2566-2570 คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมอยู่ปีละ 4.3%
นายจรัญ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมจะเติบโตมากขึ้นในอีก 5 ปีต่อจากนี้ เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวค่อนข้างสูง ซึ่งนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญ และชอบสินค้าที่เป็นแบรนด์ไทย ขณะที่ยัสปาลก็เป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญในการสร้างแบรนด์ ด้วยศักยภาพและเสน่ห์ของเมืองไทยจะเป็นตัวดึงให้ยอดขายสินค้าเติบโตขึ้นได้ ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวเป็นส่วนที่ทำให้ยอดขายเติบโตขึ้น หลังจากหมดวิกฤตโควิดก็เห็นสัญญาณการกลับมาของนักท่องเที่ยว รวมถึงกำลังซื้อในประเทศไทย
“ดังนั้น การที่ประเทศไทยมีรัฐบาล และสถานการณ์ทางการเมืองมีความชัดเจนขึ้น ซึ่งคาดหวังว่าจะมีงบประมาณที่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลายด้านมากขึ้น”นายจรัญกล่าว
นายจรัญ กล่าวว่า ขณะที่บริษัทและบริษัทย่อย (กลุ่มบริษัท) เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ของภูมิภาคอาเซียน จากการเป็นผู้ดำเนินธุรกิจผลิต จัดหาและจัดจำหน่ายเสื้อผ้า สินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์อื่น ๆ (กลุ่มธุรกิจสินค้าแฟชั่น) รวมทั้งเป็นผู้ผลิต จัดหาและจำหน่ายที่นอนและเครื่องนอน ของตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ (กลุ่มธุรกิจที่นอนและเครื่องนอน) ที่ดำเนินงานภายใต้บริษัท ยัสปาล แอนด์ ซันส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ภายใต้แบรนด์สินค้าที่กลุ่มบริษัทฯ เป็นเจ้าของ (In-house Brand)
รวมทั้งแบรนด์ที่บริษัทได้รับสิทธิ์ให้ผลิตและเป็นตัวแทนจำหน่าย ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ หรือได้รับสัญญาแฟรนไชส์ (Import Brand) รวมกันกว่า 25 แบรนด์ชั้นนำ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่มทุกไลฟ์สไตล์ด้วยคุณภาพ และมาตรฐานระดับสากล สร้างการยอมรับจากลูกค้าทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
โดยกลุ่มบริษัทเป็นบริษัทสัญชาติไทยที่มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าและรองเท้าเฉพาะอย่างของประเทศไทย (อ้างอิงจาก Euromonitor International) โดยมีส่วนแบ่งการตลาดในช่วงปี 2563 อยู่ที่ 8.4% ปี 2564 อยู่ที่ 10% และปี 2565 อยู่ที่ 10.5% และมีความสามารถในการทำกำไรใกล้เคียงกับบริษัทระดับโลก โดยปี 2565 กลุ่มบริษัทฯ มีอัตราการทำกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 51.7%
“กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวมไตรมาส 1/2566 อยู่ที่ 2,932.56 ล้านบาท กำไรสุทธิ 242.99 ล้านบาท ขณะที่ปี 2565 รายได้รวมอยู่ที่ 11,854 ล้านบาท กำไรสุทธิ 914.50 ล้านบาท”นายจรัญกล่าว
นายจรัญ กล่าวว่า นอกจากนี้ ในปี 2567 มีแผนเปิดสาขาเพิ่มในประเทศมาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา และฟิลิปปินส์ จำนวน 44 สาขา จากที่กลุ่มบริษัทฯ นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้อย่างครอบคลุม ผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายสาขาหน้าร้าน และจุดจำหน่ายภายในศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และศูนย์ค้าปลีกชั้นนำทั่วประเทศ รวม 970 สาขา ทั้งในและต่างประเทศ ในประเทศไทย จำนวน 888 สาขา และต่างประเทศ 82 สาขา
ทั้งนี้ ณ วันที่31 มีนาคม2565 สินค้าในกลุ่มธุรกิจแฟชั่น มีด้วยกัน19 แบรนด์ แบ่งเป็นIn-house Brand จำนวน10 แบรนด์ เช่นJASPAL (ยัสปาล), CC DOUBLE O (ซีซี ดับเบิ้ลโอ), CPS CHAPS (ซีพีเอส แชปส์), LYN (ลิน), lyn around (ลิน อะราวนด์) เป็นต้น ส่วนImport Brand เช่นFRED PERRY (เฟร็ด เพอร์รี่), DIESEL (ดีเซล), Superdry (ซุปเปอร์ดราย) เป็นต้น
โดยเป็นสินค้าแฟชั่นที่มีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีคุณภาพสูงในราคาที่เหมาะสม มีความทันสมัยและหลากหลายมากกว่า113,000 SKUs ครอบคลุมสินค้าตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า กระเป๋า เครื่องสำอางและแว่นตา เป็นต้น
ขณะที่กลุ่มธุรกิจที่นอนและเครื่องนอน ภายใต้In-house Brand และImport Brand รวม6 แบรนด์มีสินค้ามากกว่า21,500 SKUs ภายใต้แบรนด์SANTAS, SANTAS HOME, STEVENS, Sealy, TEMPUR และETHAN ALLEN