ความทรงจำที่หายไปของหลิวหลี
ข้อมูลเบื้องต้น
วันหนึ่ง…ท่ามกลางไฟสงคราม เด็กหญิงคนหนึ่งตื่นขึ้นมาในกระท่อมผุๆพังๆและพบว่าตัวเองจำอะไรไม่ได้เลยความทรงจำทั้งหมดของนางเหมือนกับถูกลบออกไปจากสมอง…อันที่จริงก็ไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งเดียวที่นางจำได้คือชื่อเล่นของนาง “หลิวหลี”
หลังจากนั้น หลิวหลีก็ได้พบกับ “เซี่ยไท่หลิน” เด็กชายวัยไล่เลี่ยกัน…โดยที่ไม่รู้ว่า ในอนาคต การได้พบเจอกับเด็กชายคนนี้จะทำให้ชะตาชีวิตของนางเปลี่ยนไป
สวัสดีค่ะ เรื่องนี้ก็เป็นนิยายเรื่องแรกที่แต่ง จะเป็นแนวจีนโบราณที่เกี่ยวกับเด็กผู้หญิงที่มีชื่อว่า หลิวหลี ผู้สูญเสียความทรงจำไปเกือบทั้งหมดค่ะ เรื่องจะเป็นแนวอบอุ่น ครอบครัว ความรัก แล้วก็การสืบหาความทรงจำคืนของหลิวหลีกับเซี่ยไท่หลินค่ะ
ขอฝากนิยายเรื่องแรกนี้ให้นักอ่านทุกท่านได้ลองอ่านดูนะคะ หากมีจุดผิดพลาดก็ขออภัยด้วยค่ะ
เพิ่มเติม
คอมเมนต์ : คอมเมนต์กันมาได้ค่ะ นิยายมีจุดไหนให้ปรับแก้ก็บอกมาได้เลย แต่ของดใช้คำไม่สุภาพและคำหยาบนะคะ การขายนิยาย : ช่วง 15 ตอนแรกจะเปิดให้อ่านฟรีค่ะ ส่วนตอนหลังจากนัั้นจะเป็นการขายตอนอ่านล่วงหน้า ครบกำหนดเวลาก็จะเป็นให้อ่านฟรี ถ้าไม่อยากเสียตังค์ก็รอครบกำหนดเวลาก็ได้ค่ะ ส่วนจะตั้งกำหนดเวลาตอนอ่านล่วงหน้านานเท่าไหร่ก็แล้วแต่ตอนนะคะ สำหรับตอนปกติแล้ว จะตั้งเป็นตอนอ่านล่วงหน้า ส่วนตอนสำคัญอย่างตอนคลายปม ตอนแต่งงาน ขอตั้งเป็นตอนอ่านล่วงหน้าแล้วค่อยย้อนกลับมาติดเหรียญตอนที่ลงจบเรื่องแล้ว และตอนพิเศษท้ายเรื่อง ขอติดเหรียญถาวรนะคะ
***อาจมีการเปลี่ยนแปลง***
ลงนิยาย : วางแผนไว้ว่าจะลงวันละ 1 - 2 ตอนค่ะ แต่ถ้าบางวันยุ่งมากก็อาจจะไม่ได้อัปให้นะคะแนว : เรื่องนี้จะเป็นแนวจีนโบราณค่ะ แต่ไม่ได้อิงตามยุคสมัยหรือเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น ฉากและสมุนไพรหรือยาในเรื่องบางอย่างมาจากจินตนาการล้วนๆ ค่ะ คำศัพท์ : เนื่องจากเพิ่งหัดเขียนนิยายจีนโบราณครั้งแรก อาจจะมีใช้คำไม่ถูกต้องไปบ้าง ถ้าคิดว่าตรงไหนควรแก้ คอมเมนต์บอกกันมาได้นะคะ
ฟื้นขึ้นมา
ในวันที่ฝนตกโปรยปรอยลงมา…อันที่จริงจะใช้คำนี้ก็ไม่ได้ เพราะว่าฝนตกหนักมาก แล้วดันมาตกหนักในบริเวณหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้ภูเขาแถบชายแดน สภาพบ้านแต่ละหลังก็เรียกได้ว่าสะบักสะบอมกันพอสมควร ผ่านฝนผ่านลมมาหลายครั้ง รอดมาได้จนป่านนี้ก็ปาฏิหาริย์แล้ว แต่กลับไม่มีใครสนใจเรื่องนี้แม้แต่น้อย ฝนจะตกก็ตกไปสิ ตอนนี้พวกเขากำลังยินดีกับเรื่องที่แคว้นต้าเหยียนของพวกเขาชนะสงครามกับแคว้นซ่ง ในที่สุดพวกเขาก็มีชีวิตสงบสุขกันเสียที บรรดาคนในหมู่บ้านต่างพากันลืมเรื่องที่พวกเขาเคยวิจารณ์เรื่องที่พวกทหารมารบมาตั้งค่ายแถวหมู่บ้านพวกเขากันอย่างสนุกปากไปจนหมดสิ้น ตอนนี้พวกเขาต่างพากันเฝ้ารอให้พวกทหารยกทัพกลับไป ชาวบ้านแถบชายแดนอย่างพวกเขาจะได้มีชีวิตสงบสุขกันเสียที ดังนั้น เรื่องเล็กๆ อย่างฝนไม่มีทางมาดึงความสนใจพวกเขาได้แม้แต่คนเดียว….ซะที่ไหนล่ะ…. ยังมีคนหนึ่งที่ถูกฝนดึงให้ตื่นจากความฝัน….
เด็กหญิงตัวน้อยวัยหกปีที่นอนขดตัวอยู่ที่พื้นเปื้อนดินเปื้อนฝุ่นในกระท่อมสภาพผุๆ พังๆ ห่างไกลจากบ้านของชาวบ้านคนอื่นพอสมควร เด็กน้อยเพิ่งฟื้นมาเมื่อครู่นี้ตอนที่ฟ้าผ่าลงมา ทันทีที่ตื่นมา เรื่องแรกที่นางนึกคือการกล่าวโทษฟ้าผ่าเปรี้ยงเมื่อกี้ในใจ
‘ทำไมต้องผ่าลงมาด้วยนะ ทำข้าตื่นเลย ว่าจะนอนต่ออีกสักหน่อย’
เด็กน้อยเอื้อมมือออกไป นางพยายามจะคว้าผ้าห่มมากอดตามความเคยชิน ก่อนที่จะพบว่า…ไม่มีผ้าห่ม ต้องมีใครเอาไปซ่อนแน่เลย ถ้าไม่ติดว่าฝนตกนางจะไปตามล่าเจ้าหัวขโมยคนนั้นเดี๋ยวนี้
นางวางแผนสารพัดว่าถ้าเจอตัวจะทำยังไง ให้เขาขอโทษเหรอ..ไม่สิ หรือจะยึดขนมกับของเล่นเขาดี แต่แล้วนางก็หยุดคิดแล้วมองไปรอบตัว
กระท่อมนี้ดูโทรมมาก ผนังเปื้อนฝุ่น เตียงก็ไม่มี มีแค่โต๊ะไม้ผุๆ พังๆ ตัวหนึ่ง กับเก้าอี้ขาหักอีกตัว ผ้าม่านที่หน้าต่างขาด ประตูสีซีดถูกมดปลวกกัดกิน
เหลือเชื่อมากที่มันยังถือเป็น ‘กระท่อม’
นี่บ้านของนางแน่เหรอ เด็กน้อยมองไปรอบด้าน มองแล้วมองอีก แถมยังหยิกตัวเองแรงๆหนึ่งทีเพื่อยืนยันว่านี่ไม่ใช่ความฝัน ที่แห่งนี้เรียกว่ากองขยะยังไม่ถือว่าพูดเกินไปเลยด้วยซ้ำ
เอ๊ะ
ที่นี่ไม่ใช่บ้านนี่
งั้น…ผ้าห่มนั่นคงไม่ได้โดนขโมยสินะ มันไม่ได้อยู่ในกระท่อมนี้มาตั้งแต่ต้นแล้ว
นี่ที่ไหนกัน
ข้ามาที่นี่ได้ยังไงกันนะ
เมื่อพยายามจะนึกย้อนความทรงจำกลับไป นางกลับพบว่า
….นางจำอะไรไม่ได้เลย….
จำไม่ได้สักอย่าง บ้านเป็นยังไง พ่อแม่ชื่ออะไร มีพี่น้องกี่คน สนิทกับใคร อยู่เมืองไหน จะเรื่องอะไรก็จำไม่ได้ไปเสียหมด กระทั่งหน้าตาพ่อแม่เป็นยังไงยังนึกไม่ออก….จะว่าไป นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ไหม
คิดสิ หลิวหลี คิดสิ มันไม่มีทางลืมหมดทุกอย่างหรอก ยังไงก็ต้องจำได้สักเรื่องสิ
อ๊ะ !!
นี่ไง นางจำชื่อเล่นได้
”จำได้แค่นี้เองเหรอเนี่ย” หลิวหลีบ่นอุบก่อนที่จะปลอบใจตัวเอง “ช่างเถอะ ยังดีกว่าจำอะไรไม่ได้เลย”
เมื่อไม่มีอะไรทำ หลิวหลีก็มองมองออกไปข้างนอกแล้วเบ้ปาก ทำไมฝนยังไม่หยุดตกอีก ฟ้ารู้บ้างหรือไม่ว่าข้าเกลียดวันฝนตกที่สุด เชอะ
ดูเหมือนคราวนี้ฟ้าจะรู้ อีกราวๆสองเค่อ* ฝนก็ค่อยๆ ซาลงและหยุดตกไปในที่สุด
ในที่สุดฝนก็หยุดตกเสียที หลิวหลีไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า นางรีบก้าวขาวิ่งออกจากกระท่อม แต่….
โอ๊ย เจ็บชะมัดเลย ขานางไปโดนอะไรมาเนี่ย มีรอยขีดข่วนแล้วยังมีรอยช้ำอีก เมื่อมองดูแขนก็พบว่ามันมีสภาพที่ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่เลย ข้าไปทำอะไรมาเนี่ย เป็นแผลไปทั้งตัวเลย นางคิดทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่านางไม่มีทางนึกออกแน่
ไปหายามาทาแผลดีกว่า หลิวหลีคิดพลางเดินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี นางเดินอย่างไม่รีบร้อน เดินผ่านแปลงนาก็เข้าไปดู เจอหอยทากก็ไปจิ้มกระดองเล่น เจอลำธารก็นั่งมองปลาอยู่นาน หลิวหลีดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไรเลย ตรงกันข้ามกับสถานการณ์ในกองทัพตอนนี้สุดๆ เพราะองค์หญิงที่ชื่อเหมือนนางได้หายตัวไป
………
ในค่ายทหาร
“องค์….ฝ่าบาท มีรายงานจากเมืองหลวงว่า องค์หญิงหลิวหลีหายตัวไปพ่ะย่ะค่ะ” ทหารคนหนึ่งเข้ามารายงานต่อฮ่องเต้ที่เพิ่งนั่งบนบัลลังก์มังกรมาได้ไม่ถึงสัปดาห์
ฮ่องเต้เพียงพยักหน้ารับและเหม่อลอยไม่สนใจอะไร เขาไม่ต้องการราชบัลลังก์แต่แรก แต่เหตุผลที่เหล่าขุนนางยกเขาขึ้นครองบัลลังก์ก็เพราะอดีตฮ่องเต้ที่ตายไปในสงครามเป็นพี่ชายร่วมมารดากับเขา ทั้งก่อนที่ท่านพี่จะจากไป เขาเขียนสั่งเสียไว้ชัดเจนว่าให้ ยกบัลลังก์ให้กับองค์ชายรอง ซึ่งก็คือเขานั่นเอง
ก่อนที่อดีตฮ่องเต้จะจากไปก็ได้ทิ้งองค์หญิงน้อยไว้องค์หนึ่ง ในฐานะน้องชาย เขาไม่มีทางเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ได้
ท่านพี่ ข้าสัญญา ข้าจะดูและหลิวหลีให้ดีที่สุด
ฮ่องเต้องค์ใหม่ให้คำสัญญากับพี่ชายผู้จากไป สายลมรอบตัวเขาพัดผ่านไปเบาๆ ราวกับว่าพี่ชายคนนี้ของเขารับรู้แล้ว
“นางคงไม่ได้หนีออกไปเที่ยวเล่นอีกแล้วใช่ไหม พาตัวองค์หญิงหลิวหลีกลับวัง ช่วงนี้บ้านเมืองเพิ่งสงบ อย่าเพิ่งให้นางออกมาจะดีที่สุด”
“พะย่ะค่ะ แล้วจะให้พวกกระหม่อมรายงานองค์หญิงเลยหรือไม่ว่าพระบิดาขององค์หญิง….” ทหารนายนั้นเก็บคำพูดประโยคสุดท้ายว่า สิ้นพระชนม์แล้ว กลับเข้าไป เรื่องนี้เป็นปมในใจของฝ่าบาท ไม่พูดจะดีที่สุด
“ไม่ต้อง เดี๋ยวกลับวังแล้วข้าบอกนางเอง” ฮ่องเต้บอกปัด ในมือกำกระดาษสีซีดไว้แน่น นี่เป็นจดหมายที่ท่านพี่ฝากให้หลิวหลี เดี๋ยวกลับเมืองแล้วเขาจะเอามันให้นาง…ไม่สิ ให้ไปก็ทำนางร้องเปล่าๆ เขาไม่ชอบดูนางร้องไห้ รอนางโตหน่อยแล้วค่อยให้ก็แล้วกัน
สงครามครั้งนี้มีความสูญเสียเยอะเหลือเกิน ทั้งเหล่าทหารที่ร่วมรบ ชาวบ้านแถบชายแดน อดีตฮ่องเต้…ท่านพี่ ฮ่องเต้องค์ใหม่หวังเหลือเกินว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้นกับหลิวหลี ถ้าไม่นับพี่สะใภ้ นางเป็นคนคนเดียวที่ท่านพี่ของเขาทิ้งไว้ให้
ฮ่องเต้ยืนเหม่ออยู่ตรงนัั้นอีกราวๆหนึ่งชั่วยาม** ก่อนที่จะมีรายงานจากทหารนายเดิม
“ฝ่าบาท พวกกระหม่อมพบตัวองค์หญิงแล้วพะย่ะค่ะ องค์หญิงเดินไปเที่ยวเล่นแถวจวนเสนาบดีในเมืองหลวงจินหลิง ท่านเสนาบดีได้พานางกลับวังเป็นที่เรียบร้อยแล้วพะย่ะค่ะ แต่ว่า…” ทหารนายนั้นเกิดลังเลขึ้นมา ไม่รู้ว่าควรกล่าวอะไรต่อไป
ฮ่องเต้เพิ่งได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แต่กลับชะงักที่คำว่า ‘แต่ว่า’ เห็นทีคงเป็นเรื่องร้ายมากกว่าดี“แต่ว่าอะไร”
“ระหว่างที่องค์หญิงเสด็จออกไปนอกวัง ฮองเฮาได้สิ้นพระชนม์ลงแล้วพะย่ะค่ะ นางกำนัลในตำหนักรายงานว่าเพราะฮองเฮาอารมณ์แปรปรวนหนัก จนกระทบกระเทือนถึงทารกในครรภ์ สิ้นพระชนม์ไปพะย่ะค่ะ”
ฮองเฮาสิ้นพระชนม์ก็นับเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อแล้ว แต่กระทบกระเทือนถึงทารกในครรภ์คือวาจาอันใดกัน พี่สะใภ้ไม่ได้ตั้งครรภ์เสียหน่อย
ทหารนายนั้นรู้ถึงความฉงนสงสัยของฮ่องเต้ดี จึงรีบเอ่ยออกมา
“ฮองเฮาทรงตรวจพบว่ามีครรภ์เมื่อกองทัพได้ออกจากเมืองหลวงมาแล้ว เดิมทีนางตั้งใจจะรายงานเมื่อฮ..อดีตฮ่องเต้กลับเข้าเมืองหลวงแล้ว ฝ่าบาทจึงไม่ได้ทราบข่าวนี้พะย่ะค่ะ” ไม่วายที่นายทหารนายนั้นจะเอ่ยความคิดของตัวเองออกมา “น่าเสียดาย ทารกในครรภ์เป็นชายด้วยพะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้รู้สึกเหมือนว่าทุกอย่างจบสิ้นลงแล้ว ในใจพระองค์รู้สึกเจ็บปวดมาก ตอนนี้หลิวหลีเป็นสายเลือดคนเดียวที่ท่านพี่ทิ้งไว้ให้ตนแล้ว
……
ส่วนหลิวหลีตัวน้อยก็กำลังนั่งเล่นต่อไป โดยที่ไม่รู้ว่าแผ่นดินต้าเหยียนเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ขึ้นแล้ว
* หนึ่งเค่อ เท่ากับ 15 นาที
** หนึ่งชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง
#ในตอนนี้จะพูดถึงหลิวหลีสองคนนะคะ หลิวหลีคนที่เดินชมนกชมไม้ข้างทางกับองค์หญิงที่ถูกพาตัวกลับวังเป็นคนละคนกันนะคะ
หนีขึ้นเขา
หลิวหลีเดินไปเดินมาเรื่อยๆ ในหมู่บ้าน แล้วก็เริ่มอยากรู้อยากเห็น (ถ้าพูดให้ตรงๆ หน่อยคือซน) และเริ่มออกไปไกลจากหมู่บ้านมากขึ้นเรื่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ อยู่สองวัน แต่เจ้าตัวก็ไม่รู้เลยว่าปัจจุบันนี้ได้นางได้เข้ามาอยู่ใกล้ค่ายทหารมากแล้ว
หลิวหลีเดินด้อมๆ มองๆ กำแพงไม้ของค่ายอยู่นาน ก่อนที่จะเห็นทหารนับสิบคนเดินออกมา หลิวหลีกลัวคนมากมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อเจอทหารมากขนาดนี้ นางก็รีบ..
จะรออะไรเล่า วิ่งสิ !! วิ่ง !
หลิวหลีตื่นตระหนกเกินเหตุ ที่จริงทหารแค่ออกมาไม่กี่คน แต่นางตาลายและมึนหัวเพราะไม่ได้กินข้าวมาตั้งแต่เมื่อวาน หลิวหลีเลยจินตนาการทหารได้น่ากลัวกว่าความเป็นจริงมาก นางไม่รู้ทาง วิ่งไปได้ไม่นานก็เจอทางแยก ทางขวากลับหมู่บ้าน ทางซ้ายขึ้นเขา หลิวหลีจำได้รางๆ ว่านางมาจากทางซ้าย หลังจากยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ นางก็วิ่งขึ้นเขาไป กว่าจะหยุดวิ่ง หลิวหลีก็ได้หลงทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นางหลงทางก็จริง แต่กลับดีใจที่ได้ที่เล่นใหม่ ที่นี่มีอะไรที่ไม่เคยดูเยอะเลย นางไม่เคยเห็นต้นไม้มากขนาดนี้มาก่อน
หลิวหลีเดินดูธรรมชาติอย่างอารมณ์ดี นางไม่รู้สึกทุกข์ร้อนเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังทำตัวเหมือนคนมาเที่ยวเล่นอีกต่างหาก
นางเดินอยู่จนตะวันใกล้ลับขอบฟ้าถึงเริ่มนึกได้ว่าต้องกลับ ให้ตายสิ นางไม่อยากกลับไปอยู่บ้านนั้นเลย มันเรียกว่าบ้านไม่ได้ด้วยซ้ำ เดี๋ยวกลับไปนางจะหาบ้านใหม่อยู่ก็แล้วกัน หลิวหลีคิดเสร็จแล้วก็เดินกลับบ้าน ขาเล็กๆ ของนางเต็มไปด้วยรอยแผล รอยขีดข่วน และรอยฟกช้ำ ครึ่งหนึ่งมาจาก…อะไรก็ไม่รู้ นางจำไม่ได้ ส่วนอีกครึ่ง คงมาจากตอนที่นางล้มลุกคลุกคลานนับครั้งไม่ถ้วนบนเขานี่แหละ
หลิวหลีพยายามจะไม่สนแผลเหล่านั้น แต่มันก็ทำได้ยากเหลือเกิน เพราะมันทำให้นางเจ็บระบมไปทั้งขาแล้ว เห็นทีคืนนี้นางคงต้องค้างคืนบนเขาแล้วละ เดินมาตั้งนานยังไม่เห็นแสงไฟจากหมู่บ้านเลย
ความจริงแล้ว ตอนนี้หลิวหลีกำลังหลงทางอีกครั้ง แทนที่นางจะเดินลงจากเขา นางกลับเดินลึกเข้าไป เดินยังไงก็ไม่มีทางเจอหมู่บ้านหรอก…
แต่เหมือนว่าเทพเจ้าจะไม่ทอดทิ้งนาง หลิวหลีเดินไปเจอลานว่างที่มีกองไฟก่ออยู่ตรงกลาง ปลาเสียบไม้ตัวหนึ่งที่ถูกย่างวางพิงกองไฟไว้อยู่ มีผ้าปูไว้เป็นที่นอนอย่างเรียบร้อย
นี่ดีกว่า ‘บ้าน’ ของนางอีก
หลิวหลียืนมองอยู่นาน นี่คงเป็นสิ่งที่สวรรค์มอบให้นาง รู้ว่านางหลงป่าเลยให้ที่พักมาสินะ ดีจัง
นางค่อยๆ นั่งลงละเลียดกันปลาย่างจนหมด เฮ้อ…ไม่ค่อยอิ่มเลย ข้าหิวมาหลายวันแต่ได้กินแค่ปลาย่างเนี่ยนะ
หลิวหลีไม่มีแรงคิดแล้ว นางง่วงมาทั้งวันแล้ว หลังจากหัวถึงหมอนไม่นานก็หลับไปทันที
….นางตื่นมาอีกทีตอนยามซวี* พร้อมด้วยเสียงเด็กผู้ชายคนหนึ่งตะโกน
“นี่ เจ้า ! ลุกออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ! นี่มันที่นอนข้า แล้วปลาย่างนั่นเจ้าเป็นคนกินไปใช่หรือไม่”
หลิวหลียังงัวเงียอยู่ แต่เมื่อไล่เลียงเหตุการณ์ไปเรื่อยๆ นางก็อยากจะมุดดินหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด นางไปกินปลาย่างของเขา แล้วยังมานอนในที่นอนของเขาอีก นี่มันน่าอับอายเกินไปแล้ว
“ข้า…ขอโทษด้วย ข้าไม่รู้ว่ามันเป็นของเจ้า” หลิวหลีพูด หน้ายังคงแดงก่ำเพราะความอับอายอยู่
“ช่างเถอะ เจ้าก็กินเข้าไปแล้ว ข้าจะไปทำอะไรได้ ยังดีว่าข้าไปจับมาอีกสามตัว เอามาย่างเพิ่มก็ได้ ไม่งั้นเย็นนี้คงไม่มีอะไรกินแล้ว” เด็กชายคนนั้นพูด
โครกคราก โครกคราก…
หลิวหลีรีบชักผ้าห่มมาคลุมตัวเองไว้ หวังว่าเขาจะไม่ได้ยิน
ข้าวก็แย่งเขากินแล้ว ที่นอนกับผ้าห่มก็แย่งเขาแล้ว ถ้าเขาได้ยินเสียงท้องร้องของนางอีก นางก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว
แต่นางปิดช้าไปแล้ว เด็กชายคนนั้นได้ยินเต็มสองรูหู เขาหัวเราะจนลงไปนอนกองอยู่กับพื้น
“ห้ามหัวเราะนะ !” หลิวหลีตะโกนพร้อมกับปาหมอนใส่เขา แต่เขาหยุดเองหลังจากนางปาหมอนออกไปแล้ว หมอนนั้นจึงฟาดโดนหน้าเขาเข้าเต็มๆ
หลิวหลีประหลาดใจ ยอมหยุดง่ายถึงเพียงนี้เลยเหรอ
แต่คำพูดประโยคถัดไปของเขากลับทำให้นางประหลาดใจยิ่งกว่า
“เจ้ายังไม่อิ่มสินะ เดี๋ยวข้าย่างเจ้าสามตัวนี้เสร็จแล้วเจ้าเอาไปกินตัวหนึ่งแล้วกัน” เขามองเด็กสาวตรงหน้า นางใส่เสื้อผ้าขาดปุปะสีซีด ผิดกับเขาที่ใส่ชุดสีน้ำเงิน ถึงจะไม่ได้มีลวดลายมาก แต่มันก็ยังคงหรูหรากว่าเสื้อของเด็กคนนั้นอยู่มาก เอาเถอะ ให้นางกินสักหน่อยแล้วกัน เดี๋ยวกลับค่ายเขาค่อยไปแย่งข้าวส่วนของท่านพี่มากิน
เอ๋๋..ให้กันง่ายๆ อย่างนี้เลยเหรอ หลิวหลีดีใจ แต่ปากกลับบ่นเขาไปคำหนึ่ง “ขี้งกจริง”
“เจ้ากินไปแล้วตัวหนึ่ง ข้าให้เจ้าอีกตัวก็ดีแล้ว ไม่อย่างนั้นข้าได้กินปลาย่างตัวเดียวพอดี เจ้าปลาพวกนี้มันตัวเล็กจะตาย กินตัวเดียวไม่อิ่มหรอก”
ทั้งสองคนนั่งกินปลากันอย่างเงียบๆ ก่อนที่หลิวหลีจะพูดขัดความเงียบขึ้นมา
“จริงสิ เจ้าชื่ออะไรเหรอ”
“ข้าแซ่เซี่ย ชื่อเซี่ยไท่หลิน”
หลิวหลีจ้องมองคนตรงหน้า เขาดูเหมือนจะอายุมากกว่านางสักปีสองปี..
“เซี่ยไท่หลิน….ข้าเรียกท่านว่าพี่ไท่หลินได้หรือไม่”
เซี่ยไท่หลินเบ้ปาก พี่เหรอ ไม่ทาง เขาไม่อยากเป็นเหมือนท่านพี่ ฝึกวรยุทธ์ นั่งอ่านตำรา ทำหน้านิ่งอย่างนั้นทั้งวันหรอกนะ….แต่คิดไปคิดมา…ก็ดีเหมือนกัน ในจวนอ๋อง เขาเด็กที่สุด คราวนี้ละ เขาจะได้ลิ้มรสของการมีน้องแล้ว
“ได้สิ”
“แล้วเจ้าล่ะ เจ้าถามชื่อข้า แต่ข้ายังไม่รู้ชื่อเจ้าเลยด้วยซ้ำ” ไท่หลินถามกลับ
“ข้าชื่อหลิวหลี ส่วนแซ่…” นางนิ่งไปสักครู่แล้วต่อประโยค “ข้าจำไม่ได้น่ะ”
เซี่ยไท่หลินหมดคำพูด ในโลกนี้ยังมีคนที่จำแซ่ตัวเองไม่ได้อยู่อีกเหรอ แต่เขาก็ยังพยายามทำหน้านิ่งให้สมกับฐานะ ‘พี่ชาย’ ที่เพิ่งได้รับมาหมาดๆ “เจ้าจำไม่ได้เหรอ”
“ไม่รู้สิ ตื่นมาก็จำอะไรไม่ได้นอกจากชื่อเล่นแล้ว” หลิวหลีพูดอย่างไม่ทุกข์ร้อน
ดูไปแล้วนางก็เป็นเด็กน้อยน่ารักคนหนึ่ง
หรือนางจะเสียความทรงจำกันนะ ไท่หลินคิด โดนทำร้ายมาเหรอ…นางมีแผลเต็มตัว แต่เป็นแค่แผลถลอก ไม่น่าจะกระทบกระเทือนถึงความทรงจำ หรือจะเป็นยา…ไม่สิ นั่นมันยาหายาก ใครมันจะเอามาใช้กับเด็กตัวเท่านี้ ยานั่นเม็ดเดียวก็ราคาเท่าคฤหาสน์แล้ว คิดแล้วปวดหัวชะมัด เดี๋ยวค่อยถามท่านพ่อเอาก็แล้วกัน
หลังจากเด็กทั้งสองคนกินเสร็จ เซี่ยไท่หลินก็เอาผ้าอีกผืนออกมาจากห่อผ้าที่พกติดตัวมาด้วยแล้วเอาผ้าผืนนั้นกางให้หลิวหลีนอน เขาเหม่อมองไปในทิศทางของค่าย ครั้งนี้เขาแอบหนีออกมา ท่านพ่อกับท่านพี่ต้องดุเขายกใหญ่แน่ ถ้าเรื่องนี้ไปถึงหูท่านแม่…ตอนกลับบ้านไปก็ต้องโดนดุอีก เรื่องนี้จะว่าไปก็ต้องโทษพี่ไท่อวี่..เขาเป็นคนออกความคิดให้พาเขามาแนวหน้า อย่างกับว่าเขาอยากมานักนี่ พรุ่งนี้รีบกลับดีกว่า ขืนอยู่บนนี้ต่ออีกวันท่านพ่อคงลงโทษเขาอย่างหนัก
ไท่หลินน้อยนั่งคิดอยู่นาน สุดท้ายก็ต้านทานความง่วงไม่ไหว ดึงผ้าห่มมาคลุมแล้วค่อยๆ หลับไป
*ยามซวี คือช่วง 19.00 – 20.59 น.