โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เลือก “บัญชีซื้อขายหุ้น” ให้โดนใจ

Wealth Me Up

เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2563 เวลา 03.31 น. • Wealth Me Up

 

ใช้แรงทำเงิน & ให้เงินทำงาน กด Subscribe รอเลย…

Facebook | Line | Youtube | Instagram

 

บัญชีเงินสด (Cash Account)

 

คือ บัญชีซื้อขายหุ้นที่นักลงทุนสามารถสั่งซื้อหุ้นเท่ากับวงเงิน ที่ได้รับ ซึ่งวงเงินจะขึ้นอยู่กับบัญชีที่นักลงทุนแสดงไว้กับโบรกเกอร์ที่เปิดบัญชีเอาไว้ส่วนใหญ่ โบรกเกอร์จะดูบัญชีของนักลงทุน ได้แก่ บัญชีเงินฝากธนาคารหรือไม่ก็เงินที่ลงทุนในกองทุนรวม

 

บัญชีเงินสด เป็นบัญชีประเภท “ลงทุนก่อน จ่ายเงินทีหลัง” โดยโบรกเกอร์จะดูวงเงินในการลงทุนที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนแต่ละรายตามฐานะทางการเงิน หลักประกัน และความสามารถในการชำระหนี้

 

เมื่อได้รับการอนุมัติวงเงินแล้ว นักลงทุนต้องวางหลักประกัน 15% ของวงเงินดังกล่าวไว้กับ โบรกเกอร์ เช่น ถ้าได้รับอนุมัติวงเงิน 100,000 บาท ต้องวางหลักประกัน 15,000 บาท แต่ถ้าวาง หลักประกันไม่ครบจะได้รับอนุมัติวงเงินไม่ถึงตามที่อนุมัติไว้ก่อนหน้า ซึ่งหลักประกันนี้เป็นเงินสด หรือหลักทรัพย์ก็ได้ ถ้าเป็นเงินสด นักลงทุนจะได้รับดอกเบี้ยด้วย

 

ข้อดีของบัญชีประเภทนี้อยู่ที่การชำระเงินค่าซื้อหุ้น ซึ่งไม่ต้องชำระเงินทันที แต่โบรกเกอร์จะตัดเงินค่าซื้อหุ้นจากบัญชีเงินฝากหรือกองทุนรวมที่ได้แจ้งเอาไว้กับโบรกเกอร์ในวันทำการที่ 2 จากวันที่สั่งซื้อหุ้น (T+2) เช่น ซื้อหุ้นวันจันทร์ เงินจะถูกตัดบัญชีในวันพฤหัสบดี หรือหากเป็นการขายหุ้น นักลงทุนก็จะได้รับเงินจากการขายหุ้นในวันทำการที่ 2 จากวันที่สั่งขายหุ้นเช่นกัน

 

ดังนั้น บัญชีเงินสดจึงเหมาะสำหรับ นักลงทุนมือใหม่และนักลงทุน ที่มีวินัยในการลงทุน และคิดว่าตัวเองสามารถ ควบคุมการลงทุนได้เป็นอย่างดี

 

บัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance / Cash Deposit)

 

คือ บัญชีซื้อขายหุ้นที่นักลงทุน ต้องฝากเงินไว้กับโบรกเกอร์ที่เปิดบัญชีซื้อขาย หากสั่งซื้อหุ้น เงินจะถูกหักออกจากบัญชีทันที ดังนั้น ก่อนส่งคำสั่งซื้อขายนักลงทุนต้องตรวจสอบว่ามีเงินในบัญชีที่เพียงพอสำหรับ ชำระค่าซื้อหุ้นหรือไม่ พูดง่ายๆ คือ “จะซื้อต้องมีเงิน จะขายต้องมีหลักทรัพย์” นั่นเอง

 

กรณีที่วงเงินไม่พอกับมูลค่าหลักทรัพย์ที่ต้องการซื้อ ก็สามารถโอนเงินเพิ่มเข้าบัญชีได้ โดยเงินสดที่ฝากไว้จะได้รับดอกเบี้ยเช่นเดียวกับบัญชีเงินสด ส่วนการขาย นักลงทุนจะส่ง คำสั่งขายได้ก็ต่อเมื่อมีหลักทรัพย์คงเหลืออยู่ในบัญชีเช่นกัน

 

ดังนั้น บัญชีแคชบาลานซ์จึงเหมาะสำหรับ นักลงทุนมือใหม่และนักลงทุนที่มีเงินลงทุนไม่มากนัก ต้องการ จำกัดวงเงินการลงทุน หรือกลัวว่าจะเผลอลงทุนเกินจำนวนเงินที่มีซึ่งปัจจุบันโบรกเกอร์ส่วนใหญ่นิยมให้ลูกค้าเปิดบัญชีประเภทนี้

 

บัญชีมาร์จิ้น (Margin Account)

 

เป็นบัญชีที ่โบรกเกอร์เปิดเพื่อให้สินเชื่อกับนักลงทุนในการลงทุนซื้อหุ้น โดยนักลงทุนจ่ายเงินซื้อเอง ส่วนหนึ่ง ที่เหลือโบรกเกอร์จะเป็นฝ่ายจ่าย ซึ่งเงินที่โบรกเกอร์จ่ายให้นั้น ถือว่าเป็นเงินส่วนที่ นักลงทุนกู้จากโบรกเกอร์นั่นเอง

 

บัญชีประเภทนี้กล่าวง่ายๆ คือ “มีเงินส่วนหนึ่ง กู้เพื่อลงทุนอีกส่วนหนึ่ง” โดยนักลงทุนต้องนำเงินสดหรือหลักทรัพย์มาวางเป็นหลักประกันการชำระหนี้ก่อนซื้อหุ้นตามสัดส่วนที่โบรกเกอร์ กำหนด เช่น กำหนดสัดส่วนที่ 50% ของวงเงินกู้ ดังนั้น ในการซื้อหุ้น 100 บาท นักลงทุนออกเงินตัวเอง 50 บาท ใช้เงินโบรกเกอร์อีก 50 บาท แน่นอน… นักลงทุนจะต้องจ่ายดอกเบี้ย สำหรับเงินกู้ด้วย

 

ข้อควรระวังในการเลือกใช้บัญชีประเภทนี้ คือ วงเงินกู้ยืมอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามราคาหุ้นที่วาง เป็นหลักประกันไว้ ถ้าราคาหุ้นที่วางเป็นหลักประกันไว้ลดลงมากๆ จนอัตรามาร์จิ้นต่ำกว่าเกณฑ์ ที่กำหนด โบรกเกอร์อาจบังคับให้ลูกค้าวางหลักประกันหรือเรียกเงินสดเพิ่ม หรืออาจบังคับขาย (Forced Sell) หุ้นดังกล่าวเพื่อรักษาอัตรามาร์จิ้นให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด ที่สำคัญ การซื้อขายในบัญชีมาร์จิ้นจะสามารถซื้อขายได้เฉพาะหุ้นที่โบรกเกอร์กำหนดให้ซื้อขาย ผ่านบัญชีมาร์จิ้นได้เท่านั้น

 

ดังนั้น บัญชีมาร์จิ้นจึงเหมาะสำหรับ นักลงทุนที่มีประสบการณ์การลงทุนสูง มีความสามารถในการลงทุน และมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ดี

 

เพราะฉะนั้นก่อนเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น นักลงทุนต้องถามตัวเองก่อนว่ามีสไตล์การลงทุนแบบไหน จากนั้นดูข้อมูล รายละเอียด เงื่อนไขต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย ซึ่งแตกต่างกัน ในแต่ละโบรกเกอร์ ดังนั้น ต้องถามเจ้าหน้าที่ให้เข้าใจก่อนตัดสินใจเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น

 

 

#WealthMeUp

 

ที่มาข้อมูล : https://www.set.or.th/set/education/html.do?name=decode_begin_invest_6&innerMenuId=17%E0%B8%83

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...