โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจ้าของอู่แท็กซี่ออกมาเผย พฤติกรรมลุงแท็กซี่ที่คนบริจาคเงินช่วยกว่า 8 ล้านว่าเป็นคนลวงโลก

77kaoded

เผยแพร่ 12 พ.ค. 2563 เวลา 14.35 น. • 77 ข่าวเด็ด

https://youtu.be/Z06RzUj8ivU

เจ้าของอู่แท็กซี่ออกมาเผย พฤติกรรมคุณลุงสิทธิ์ชัย  ใกล้ชิด อายุ 72 ปี โชเฟอร์แท็กซี่ ที่คนบริจาคเงินช่วยกว่า 8 ล้าน ว่าเป็นคนลวงโลก พักอาศัยอยู่กับลูกชายซึ่งเป็นบ้านเมียเก่าที่ยกให้ลูกชาย แถมยังติดเงินค่าเช่ารถทั้งตัวคุณลุงสิทธิ์ชัย และตัวลูกชาย หลายงวด ล่าสุดเจ้าของอู่แท็กซี่ได้เดินทางเข้าแจ้งความแล้ว และไม่อยากให้ใครหลงคำหลอกลวงของคุณลุกอีก

จากกรณีที่เฟสบุ๊คที่ใช้ชื่อว่า แป๋ว แว๋ว ได้ลงเรื่องราวของคุณลุงสิทธิ์ชัย  ใกล้ชิด อายุ 72 ปี ซึ่งเป็นคนขับแท็กซี่ หลังมาส่งของเพราะรายได้มันหดหายที่ออกมาให้สัมภาษณ์ทั้งน้ำตา ว่าชีวิตเหมือนหนังในละคร และตอนนี้ก็ไม่มีกินแล้วจึงต้องผันตัวมาส่งของพัสดุ ครั้งแรกในชีวิตซึ่งก็ไม่ต่อยชำนานเส้นทางเพราะเมื่อก่อนเคยขับรถเมล์ก็พอรู้เส้นทางแต่ไม่เก่ง แต่ก็ต้องปรับตัวเองให้อยู่รอด ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่ารถวันละ 300 บาท เลยต้องมารับจ้างส่งพัสดุแทนรับส่งผู้โดยสาร หลังมีการเผยแพร่ออกไปในโลกโซเชี่ยนมีคนหลั่งไหลโอนเงินเข้ามาช่วยในคืนเดียวกว่า 8 ล้านบาท ซึ่งเงินที่ได้ลุงสิทธิ์ชัย บอกว่า จะเอาไปสร้างบ้านอยู่เพราะยังไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง และจะนำเงินไปบริจาคช่วยเหลือโรงพยาบาล รักษาผู้ป่วยโควิด ซื้ออุปกรณ์ดับไฟป่า  และให้มูลนิธิ เพื่อคนขับแท็กซี่  และยังบอกว่าบ้านที่อยู่ก็เป็นบ้านเช่าและอยู่คนเดียว

ล่าสุดในวันนี้ที่ 12 พฤษภาคม 2563 นายปรีชา  ชุ่มสมบัติ  อายุ 49 ปี เจ้าของอู่แท็กซี่ มังกรเจ้าพระยา ที่คุณลุงสิทธิ์ชัย มาเช่ารถแท็กซี่ขับอยู่ ได้ออกมาเผยพฤติกรรมของคุณลุงสิทธิ์ชัย  ใกล้ชิด โชว์เฟอร์แท็กซี่วัย 72 ปี ที่มีคนแห่บริจาคเงินช่วยเหลือคืนเดียวมากถึงกว่า 8 ล้านบาท ว่าลุงประสิทธิ์ เป็นคนลวงโลก ไม่อยากให้ใครตกเป็นเหยื่ออีก เพราะก่อนหน้านี้นายสิทธิ์ชัย และลูกชายได้มาเช่ารถแท็กซี่ของตนขับอยู่ทั้ง 2 คน และค้างค่าเช่ารถของตนไว้รวม 2 คน เป็นเงินกว่า 13,570 บาท จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ยอมเอาเงินส่วนที่ค้างค่าเช่าไว้มาให้ พอตามไปที่บ้านก็ไม่เจอตัวโทรศัพท์ไปก็ติดต่อไม่ได้ทั้งพ่อทั้งลูก เมื่อวานนี้จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปู สมุทรปราการ

โดยนายปรีชา ได้เล่าว่า  ตนเป็นเจ้าของอู่แท็กซี่มังกรเจ้าพระยา และผมอยากให้ลุงคนนี้ที่ออกมาพูดไม่เป็นความจริงตรงที่บอกว่าอยู่คนเดียว เพราะจริง ๆ แล้วอยู่กับลูกและหลานซึ่งลูกชายก็มาเช่ารถแท็กซี่ที่อู่ตนขับอยู่ทุกคนมีงานทำ แต่ไปหลอกลวงสังคมว่าอยู่คนเดียวไม่มีจะกิน ก็อยากให้สังคมรู้ว่าสิ่งที่เขาพูดไม่เป็นความจริง และลูกชายเขาก็ขับรถแท็กซี่อยู่ทีวินโลตัสบางปู ว่าเขามีอาชีพไม่ใช้อย่างที่เขาพูดว่าอยู่คนเดียว และบ้านที่อยู่ก็ไม่ได้เช่าใคร เป็นบ้านของเมียเก่าที่เขาให้ลูกชายอยู่ ซึ่งลุงสิทธิ์ชัย ก็อยู่กับลูกไม่ได้เช่าใครอยู่ลูกเขาบอก จ่ายแค่ค่าน้ำค่าไฟเท่านั้น ซึ่งลูกเขาก็มีงานทำไม่ได้ยากไร้อย่างที่เขาพูด ก่อนหน้านี้ที่เขามาเช่ารถแท็กซี่ไปขับพฤติกรรมของเขาก็คือถ้าติดหนี้แล้วไปทวงก็ไม่ได้ และเขาไม่มีความรับผิดชอบอย่างรถเสียเขาก็จะไม่รับผิดชอบเลย คืออ้างอย่างเดียวว่ารถพังแต่การที่จะช่วยกันดูแลเขาก็จะปฎิเสทตลอด และบอกว่ามันพังเอง ซึ่งเคยตกลงกันว่าช่วยกันดูแลเพราะรถอยู่กับเขา คำว่าช่วยกันดูแลคือให้ช่วยดูแลรถให้ไม่ได้ให้ช่วยออกเงิน  ค่าเช่าเราก็คิดกะเดียวแบบควงกะวันละ 700 บาท ซึ่งลุงเขาก็เป็นคนใจน้อยสะกิดอะไรไม่ได้ ล่าสุดก่อนที่จะไปให้สัมภาษณ์เขาก็ไม่มาเช่ารถของตนแล้ว หนีไปเช่าที่อื่น ทั้ง ๆ ที่ค้างค่าเช่าตนไว้ประมาณ 1,400 บาท ในส่วนตัวของเขาและค่าค้ำประกันของลูกชายเขาอีกที่เป็นค่าเช่าที่ค้างไว้อีก 13,970 บาท เขาเป็นคนค้ำเขาต้องรับผิดชอบ รวมแล้ว 2 คนทั้งพ่อและลูก 14,970 บาท ซึ่งลูกชายเขาก็ไม่เช่ารถตนขับอีกพอไปตามที่บ้านก็ไม่เจอโทรศัพท์ไปก็ไม่ติด เมื่อวางตนจึงได้เดินทางไปแจ้งความไว้ที่โรงพัก สภ.บางปู เอาไว้ คือเราต้องการให้เขากลับมาใช้หนี้ที่ค้างไว้เท่านั้น และอยากจะฝากบอกเขาว่า อย่าไปหลอกลวงสังคมอีก ทุกคนที่เขาลำบากกว่าตัวเขายังมีอีกเยอะ

ในตอนแรกที่ลุงสิทธิ์ชัย ได้รับเงินบริจาคมาแล้ว ที่ตนไม่ออกไปเรียกร้องตอนนั้น เป็นเพราะว่าตนมองว่า มันไม่ใช่เรื่องของตน ผมรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าลุงสิทธิ์ แหกตาสังคม แต่ตนมองว่า ไม่ใช่เรื่องอะไรของตน เพราะเขาได้ก็ส่วนของเขาไป แต่สังคมที่วินโลตัสบางปู เขากระหน่ำต่อว่าไม่รู้เท่าไหร่ เพราะเขารู้นิสัยว่าลุงสิทธิ์ พูดมันไม่ใช้ความจริงที่ว่าอยู่คนเดียวไม่มีจะกินที่ร้องไห้ ให้คนสงสารมันไม่ใช้เรื่องจริงลูกก็มีงานทำลูกก็ขับรถอยู่ และในตอนที่เขาได้รับเงินไปแล้ว ตนเคยทวงถามกับลูกเขา เขาก็บอกเขาไม่ลืม แต่ก็ยังไม่ได้เพราะว่าที่ติดนั้น คือติดทั้งพ่อและลูก แต่ตอนนี้ไม่ได้มาขับรถตนแล้วเขาหายไปตั้งแต่ช่วงโควิดเริ่มระบาด และการที่ตนออกมาในครั้งนี้เพราะไม่อยากให้คนอื่นถูกหลอกอีก และอยากให้รู้ว่าคนคนนี้ลวงโลก เขาไม่ได้น่าสงสารอย่างที่คนอื่นคิด เราไม่ได้ไปอิจฉาเขาเลย เพราะตนไม่ได้สนใจแต่ตนสนใจหนี้ของตนที่ติดอยู่ทำไมไม่จ่าย ทวงถามก็เงียบ เขาพ่อลูกกันอยู่ด้วยกันยังไงก็ถึงกันเพราะเขาอยู่ด้วยกัน ตอนนี้หาตัวทั้งพ่อทั้งลูกไม่เจอแล้วโทรไปก็ติดต่อไม่ได้ ก็อยากจะฝากถึงคนที่จะบริจาค ว่าเวลาที่จะบริจาคอะไรเช็คกันดูให้ดีดี เพราะอย่ากรณีเคสแบบนี้มาร้องไห้ ให้คนสงสารแล้วก็แห่โอนเงินกัน คนที่เขาลำบากจริงก็มี แต่คนที่พูดใส่ไข่แบบว่าให้สงสารก็มีเยอะ ก็อยากให้พิจารณาให้ดีดีหน่อยเพราะเงินทุกวันนี้ก็หายาก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...