โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจ้าพิธีลัทธิเทวราช อยู่สด๊กก๊อกธม จ.สระแก้ว ชุมทางเครือข่ายอำนาจ | สุจิตต์ วงษ์เทศ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 27 พ.ย. 2565 เวลา 21.33 น. • เผยแพร่ 27 พ.ย. 2565 เวลา 21.27 น.

ปราสาทสด๊กก๊อกธม (อ.โคกสูง จ.สระแก้ว) น่าจะเป็นศูนย์กลางของหลักแหล่งพราหมณ์ท้องถิ่น ตระกูลเจ้าพิธีลัทธิเทวราช จึงได้รับยกย่องให้ความสำคัญเป็นที่ตั้งจารึกสด๊กก๊อกธม (พบที่ปราสาทสด๊กก๊อกธม และเชื่อว่าตั้งอยู่ที่นี่ตั้งแต่แรก)

เพราะเป็นจารึกหลักเดียวที่บอกความเป็นมาอย่างลึกซึ้งและพิสดารของลัทธิเทวราช ขณะเดียวกันที่ตั้งปราสาทอยู่บริเวณชุมทางคมนาคมระหว่างที่ราบสูง (ลุ่มน้ำมูล) กับที่ราบลุ่ม (โตนเลสาบ) เครือข่ายอำนาจแท้จริงของอาณาจักรกัมพูชา

พราหมณ์ท้องถิ่น เจ้าพิธีลัทธิเทวราช

ศิวไกวัลย์ เป็นพราหมณ์ท้องถิ่นกัมพูชา ผู้ได้รับยกย่องคนแรกเป็นเจ้าพิธีลัทธิเทวราช โดยรับถ่ายทอดวิชา “เทวราชา” จากมหาพราหมณ์ผู้หนึ่ง (ซึ่งหาไม่พบประวัติ)

พระเจ้าชัยวรรมันที่ 2 สถาปนาครั้งแรกในลัทธิเทวราชบนเขาพนมกุเลน (หรือ มเหนทรบรรพต) ในกัมพูชา โดยพราหมณ์ศิวไกวัลย์เป็นเจ้าพิธี เมื่อ พ.ศ.1345

ลัทธิเทวราชต้องประกอบพิธีบําเรอบูชาโดยพราหมณ์ผู้สืบตระกูลจากพราหมณ์ศิวไกวัลย์เท่านั้น จนสืบทอดถึงพราหมณ์สทาศิวะ (ซึ่งเป็นลูกหลานฝ่ายสตรีของพราหมณ์ศิวไกวัลย์) ได้ปฏิบัติบูชาพระเทวราชถวายพระเจ้าอุทัยทิตยวรรมันที่ 2 (ครองราชย์ พ.ศ.1593-1609)

ต่อมาพระเจ้าอุทัยทิตยวรรมันที่ 2 ปฏิสังขรณ์เทวาลัย พระราชทานพราหมณ์สทาศิวะ เป็นสถานทําพิธีกรรมในลัทธิเทวราช (ปัจจุบันเรียกเทวาลัยนี้ว่าปราสาทสด๊กก๊อกธม อ.โคกสูง จ.สระแก้ว) แล้วทําจารึกพรรณนาเรื่องราวของลัทธิเทวราชและตระกูลพราหมณ์เจ้าพิธีไว้ด้วยเมื่อ พ.ศ.1595 (เก็บความจาก “จารึกสด๊กก๊อกธม 2” ในหนังสือ จารึกในประเทศไทย เล่ม 3 หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2529 หน้า 180-227)

ลัทธิเทวราช หมายถึง ระบบความเชื่อว่าพระราชามนุษย์เมื่อสวรรคต ผีพระขวัญของพระราชาจะเสด็จขึ้นฟ้าไปเสวยสวรรค์สถิตรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเทวะ แล้วถูกเรียกว่าเทวราช มีพลังอำนาจปกป้องคุ้มครองให้คุณและโทษผู้มีชีวิตในราชอาณาจักร โดยเทวราชสามารถสื่อสารกับคนทั้งปวงผ่านการเข้าทรงของพราหมณ์พิธี (หรือหมอพราหมณ์)

เหล่านี้มีขึ้นจากการประสมประสานความเชื่อท้องถิ่นในศาสนาผีเรื่องขวัญ เข้ากับความเชื่อสากลเรื่องราชาเหนือราชาทั้งหลาย ที่เรียกจักรพรรดิราช หรือจักรวาทิน โดยรับเข้ามาใหม่จากอินเดียพร้อมศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

การประสมประสานกันระหว่างความเชื่อเก่ากับความเชื่อใหม่ น่าจะก่อหวอดนานแล้วตั้งแต่ศาสนาจากอินเดียแผ่ถึงอุษาคเนย์ เพื่อยกสถานะคนชั้นนำพื้นเมืองท้องถิ่นจากหัวหน้าเผ่าพันธุ์ (หรือหมอมด) ขึ้นเป็นราชาหรือมหาราชา หลังจากนั้นเชิดชูให้ฐานะทางสังคมสูงขึ้นเป็นเจ้า ได้แก่ เทพเจ้า หรือ พระพุทธเจ้า แล้วสืบเนื่องจนสมมุติชื่อเรียกสมัยหลังว่าลัทธิเทวราช เป็นความเชื่อมีในราชสำนักภูมิภาคอุษาคเนย์ (ลัทธิเทวราชไม่พบในอินเดีย) โดยเฉพาะราชสำนักอาณาจักรกัมพูชา ตั้งแต่ก่อน พ.ศ.1500

ราชสำนักรัฐละโว้ (ลพบุรี) พูดภาษาเขมร เป็นขอม รับลัทธิเทวราชจากอาณาจักรกัมพูชา แล้วส่งต่อราชสำนักรัฐอยุธยา (ที่เชื้อวงศ์รามาธิบดีสืบทอดจากรัฐละโว้)

ความเชื่อท้องถิ่นในศาสนาผี

ความเชื่อดั้งเดิมของคนพื้นเมืองในท้องถิ่นอุษาคเนย์ (ก่อนรู้จักและติดต่ออินเดีย) ได้แก่ เชื่อเรื่องขวัญในศาสนาผี

[หลังติดต่ออินเดีย คนชั้นนําของอุษาคเนย์รับความเชื่อเรื่องวิญญาณในศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แต่ไม่ทิ้งความเชื่อเรื่องขวัญในศาสนาผี เมื่อท้ายสุดขวัญกับวิญญาณประสมกลมกลืนกันจนแยกไม่ออกบอกไม่ถูกว่าตรงไหนวิญญาณตรงไหนขวัญ]

ขวัญ คือส่วนที่ไม่มีรูปร่าง จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น แต่เคลื่อนไหวได้ ลักษณะเป็นหน่วยอยู่กระจายตามส่วนต่างๆ ของคนและสัตว์ นอกจากนั้น ยังสิงในเครื่องมือเครื่องใช้, อาคารสถานที่

คนตายเพราะขวัญหายออกจากร่าง หมายถึงขวัญไม่ตายไปกับร่าง แต่ขณะนั้นขวัญไม่อยู่กับร่าง ต้องเรียกขวัญคืนร่างแล้วคนจะมีชีวิตเหมือนปกติ เป็นความเชื่อของคนดั้งเดิมในอุษาคเนย์ [ทุกคนมีขวัญกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย แต่สําคัญสุดเรียกจอมขวัญอยู่กลางศีรษะของทุกคนบริเวณที่เรียกกระหม่อม]

ครั้นเรียกขวัญทุกช่องทาง แต่ขวัญไม่คืนร่างเดิม ร่างนั้นถูกเรียกว่าซากหรือผี แล้วเรียกรวมเป็นซากผี ส่วนที่เป็นขวัญถูกเรียกว่าผีขวัญ ดํารงวิถีปกติเหมือนเมื่อมีชีวิต เพียงแต่ต่างมิติ (จึงมองไม่เห็น) จากนั้นมีพิธีกรรมต่อเนื่องเกี่ยวกับซากผีและผีขวัญ

พิธีกรรมหลังความตาย มีต่างระดับ

ขึ้นอยู่กับสถานะทางสังคมที่มีต่างกัน ได้แก่ คนทั่วไปกับคนชั้นนํา ดังนี้

คนทั่วไป เมื่อมีคนตายต้องเรียกขวัญที่ทํากันในหมู่เครือญาติ ซึ่งมีจํากัด เมื่อขวัญไม่คืนร่างก็ทําพิธีส่งผีขวัญให้มีวิถีปกติ ต่อจากนั้นมีการไปมาหาสู่กับเครือญาติผ่านคนเข้าทรง ส่วนซากผีทิ้งไว้ในป่าให้แร้งกากิน

คนชั้นนํา มีพิธีกรรมต่อเนื่องนานหลายวัน ด้วยขั้นตอนที่ถูกกําหนดโดยหมอมดหมอขวัญ

หัวหน้าเผ่าพันธุ์ (คนชั้นนํา) เมื่อตายไปต้องมีพิธีเรียกขวัญหรือสู่ขวัญโดยหมอมดหมอขวัญหมอแคน และคนทั้งชุมชนร่วมกันร้องรําทําเพลงอึกทึกครึกโครม เมื่อขวัญไม่คืนร่างต้องฝังซากผีไว้ลานกลางหมู่บ้านอันเป็นศูนย์กลางของชุมชน

ครั้นฝังไว้ระยะเวลาหนึ่งเนื้อหนังเน่าเปื่อยหมดแล้วต้องร่วมกันขุดกระดูกบรรจุในภาชนะดินเผาหรือแท่งหินที่คว้านเป็นหลุมใหญ่ใส่กระดูก

จากนั้นทําพิธีอีกครั้งหนึ่งโดยสร้างหอผีไว้เหนือหลุมฝังกระดูกในภาชนะ แล้วหมอขวัญกับหมอแคนขับลําคําคล้องจองพรรณนาเรื่องราวความเป็นมาของผีขวัญและบอกกล่าวเล่าการเดินทางสู่โลกหลังความตาย คลอด้วยเสียงเป่าแคนส่งผีขวัญไปรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับผีบรรพชนที่ตายไปก่อนแล้วบนฟ้าซึ่งเรียกแถน ซึ่งเป็นผีใหญ่ และมีอำนาจมากกว่าผีอื่นใดทั้งฟ้าและดิน

[ผีขวัญเดินทางขึ้นฟ้าด้วยการนําทางของสัตว์พิเศษ ได้แก่ หมา, นก เป็นต้น สัตว์พิเศษถูกทําให้ตายกลายเป็นผีขวัญนําทาง (พบภาพเขียนรูปหมาบนเพิงผาและผนังถ้ำอันเป็นสถานที่มีพิธีกรรมสําคัญของเผ่าพันธุ์ บางแห่งพบโครงกระดูกหมาฝังรวมกับโครงกระดูกมนุษย์ที่มีเครื่องมือเครื่องใช้และเครื่องประดับทําจากโลหะและวัตถุมีค่าจํานวนมาก ซึ่งแสดงว่าเป็นบุคคลสําคัญ)]

แถน (ผีแถน) เป็นคําเรียกผีบรรพชนในตระกูลภาษาไต-ไท ส่วนตระกูลภาษามอญเรียกเม็ง (ผีเม็ง) และตระกูลภาษาเขมรเรียกมด (ผีมด) หมายถึง พลังอํานาจเหนือธรรมชาติ เป็นผีใหญ่เหนือผีทั้งปวง ซึ่งเชื่อกันว่ามีที่สิงสู่อยู่บนฟ้า จึงเรียกอีกว่าผีฟ้า

พลังเหล่านี้มีขึ้นจากการรวมพลังผีขวัญของคนชั้นนําที่ตายไปนานแล้ว เมื่อมีหัวหน้าเผ่าพันธุ์ตายอีก (เป็นคนถัดไป) ผีขวัญของหัวหน้าเผ่าพันธุ์นั้นก็จะถูกเชิญขึ้นฟ้าอีก ด้วยพิธีส่งผีขวัญขึ้นไปรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับแถน (และจะมีต่อไปไม่จบสิ้น) พลังของแถนคอยปกป้องคุ้มครองผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ในชุมชนให้อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร

ผีฟ้ากับคนสื่อสารกันได้ไม่ขาด ผีฟ้ามีคําทํานายฝนปีต่อไปว่าจะตกต้องตามฤดูกาลมากน้อยเท่าใด เพื่อคนในชุมชนเตรียมรับสถานการณ์ล่วงหน้า ทั้งนี้โดยผ่านหมอเข้าทรง (ซึ่งมาจากการสืบตระกูลและด้วยการยอมรับของชุมชน)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...