“แอสเสท เวิรด์” จัดทัพธุรกิจโรงแรม เจาะกลุ่ม MICE “จ่ายหนัก” ลงทุนมิกซ์ยูส “พัทยา- เอเชียทีค”
หลังจัดพอร์ตโฟลิโอกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 1 ใน5 ธุรกิจหลักของTCC Group ของ“เจ้าสัวเจริญสิริฒนภักดี” คัดทรัพย์สินPrime Property และPrime Location ย่านซีบีดีเข้ามาอยู่“แอสเสทเวิรด์คอร์ปอเรชั่น” หรือAWC พร้อมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
สำหรับพอร์ตการลงทุนอสังหาฯของ AWC มี 2 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ซึ่งเป็นพันธมิตรเชนโรงแรมระดับโลก 6 แห่ง ได้แก่ แมริออท ฮิลตัน อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล กรุ๊ป มีเลีย บันยันทรี และโอกุระ กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail and Commercial Building) พื้นที่รวม 6 แสนตร.ม. แบ่งเป็น อสังหาฯเพื่อประกอบกิจการค้าปลีก (Retail and Wholesale) 10 โครงการ และกลุ่มอาคารสำนักงาน 4 โครงการ
ชูห้องพักโรงแรมมากสุดเจาะกลุ่ม MICE
วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าปัจจุบัน AWC เป็นเจ้าของโรงแรมรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในโรงแรมระดับ Midscale ขึ้นไปจากจำนวนห้องพักทั้งหมดกว่า 8,506 ห้อง รวม 27 แห่ง โดยเปิดดำเนินการ 14 แห่ง และอีก 13 แห่งได้ตกลงเข้าซื้อตามสัญญาซื้อขายหุ้นปี 2562 ซึ่งจะทยอยเปิดบริการในช่วง 3-5 ปีนี้ ด้วยงบลงทุนรวม 40,000 ล้านบาท กลุ่มธุรกิจโรงแรมแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1. โรงแรมกลุ่ม MICE สร้างรายได้มากที่สุด ปี 2561 อยู่ที่ 52% ในกลุ่มนี้ คือ แมริออท มาร์คีส์ ควีนปาร์ค, แอทธินี โฮเทล, โอกุระ และแมริออท สุรวงศ์ [caption id="attachment_1240914" align="alignnone" width="700"]
แบงค็อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์[/caption] 2.โรงแรมในเมือง (City Hotel) ในกรุงเทพฯ สัดส่วนรายได้ 16.5% เช่น เลอเมอริเดียน กรุงเทพฯ ,ฮิลตัล สุขุมวิท, ดับเบิ้ลทรี ฮิลตัล สุขุมวิท, ฮอลิเดย์ อินน์ เอ็กซ์เพรส สาทร 3.รีสอร์ทระดับ Luxury นอกกรุงเทพฯ สัดส่วนรายได้ 11% เช่น บันยันทรี สมุย และ วนาเบลล์ รีสอร์ท สมุย 4.โรงแรมอื่น ๆ (Leisure) นอกกรุงเทพฯ สัดส่วน 20.5% เช่น แมริออท หัวหิน,แมริออท ภูเก็ต, เชอราตัน สมุย, เลอ เมอริเดียน เชียงใหม่ [caption id="attachment_1240915" align="alignnone" width="700"]
Okura Prestige[/caption] กลุ่มธุรกิจโรงแรมทั้ง 27 แห่งในพอร์ตของ AWC กลุ่มหลักยังเป็นโรงแรมกลุ่ม MICE เนื่องจากเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวกลุ่ม MICE ไทยเติบโต 47.6% กลยุทธ์การทำตลาดของ AWC จะใช้จุดแข็งเครือข่ายห้องพักสำหรับกลุ่ม MICE ที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทยรวมกว่า 4,000 ห้อง และเครือข่ายเชนบริหารโรงแรมจาก 6 พันธมิตร ดึงกลุ่ม MICE เข้ามาใช้บริการ ประเทศไทยมีศักยภาพดึงการประชุมนานาชาติเข้ามาจัดงาน จากความพร้อมสถานที่จัดประชุมและโรงแรมที่พัก โดยตลาดกลุ่ม MICE จะมีการต้องห้องพักล่วงหน้า มีการใช้ห้องประชุม รวมทั้งบริการ F&B และระยะเวลาพักนาน ถือเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูง สร้างรายได้และกำไรที่ดีให้กับโรงแรม [caption id="attachment_1240916" align="alignnone" width="700"]
นักท่องเที่ยวต่างชาติพุ่ง 50 ล้านคนหนุนโรงแรมโต
สำหรับโรงแรมและรีสอร์ทอื่นๆ ในพอร์ตของ AWC จะเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับกลางถึงไฮเอนด์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง สเตฟาน ฟานเดน อาวาเล หัวหน้าคณะกลุ่มโรงแรมบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ในปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมายังประเทศไทยกว่า 38 ล้านคน อุตสาหกรรมโรงแรมและร้านอาหาร สร้างรายได้9.15 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 5.6% ของ GDP ของประเทศไทย ประเมินกันว่า ปี 2030 ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มเป็น 50 ล้านคน ถือเป็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยรวมทั้ง AWC โรงแรมส่วนใหญ่ในเครือ AWC ทำรายได้เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจโรงแรม ดัชนี RevPAR ไตรมาสแรกปีนี้ อัตราค่าห้องพักต่อวัน (ADR) ของโรงแรมที่เปิดดำเนินการทั้ง 14 แห่ง อยู่ที่ 5,279 บาท มีอัตราการเข้าพัก 83% ลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มหลัก คือ จีน 18% ญี่ปุ่น 11% สหรัฐ 10% [caption id="attachment_1240917" align="alignnone" width="700"]
ลงทุนมิกซ์ยูส “พัทยา-เอเชียทีค”
แผนการลงทุนในกลุ่มธุรกิจโรงแรมนอกจากงบประมาณที่เตรียมไว้แล้ว 40,000 ล้านบาท สำหรับการลงทุน 13 โรงแรมถึงปี 2568 แล้ว แต่ละปี AWC ได้จัดสรรเงินลงทุนอีกราว 10,000 ล้านบาทต่อปี ในช่วง 3-5 ปีนี้ เพื่อลงทุนเพิ่มเติม ทั้งการเลือกทรัพย์สินจากกลุ่ม TCC มาพัฒนาต่อ และการลงทุนโครงการใหม่ๆ ร่วมกับพาร์ทเนอร์ สำหรับบิ๊กโปรเจกต์ 2 โครงการที่อยู่ในแผนการลงทุนแล้ว ซึ่งจะใช้เงินลงทุนโครงการละ 10,000 ล้านบาท คือ โครงการมิกซ์ยูสที่พัทยา เฟสแรกพื้นที่ 20 ไร่ ซึ่งจะมีโรงแรม 2 แห่ง และมี 2 แบรนด์เข้ามาบริหาร ขนาด 1,298 ห้อง และ 500 ห้อง ในโครงการจะสร้าง Attraction เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาในโครงการด้วย อีกโปรเจกต์ คือ เอเชียทีค เริ่มที่สร้างโรงแรมขนาด 800 ห้อง และยังมีที่ดินโดยรอบเพื่อขยายโครงการในเฟสต่อไป ซึ่งจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้ เอเชียทีค เป็น Iconic ของริมแม่น้ำเจ้าพระยา ข่าวเกี่ยวเนื่อง