โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

5 ข้อเท็จจริงในรอบทศวรรษ: คนไทยจนลง ใช้น้อยลง ออมน้อยลง เป็นหนี้มากขึ้น พึ่งรัฐบาลสูงขึ้น

Positioningmag

อัพเดต 23 ธ.ค. 2562 เวลา 04.49 น. • เผยแพร่ 21 ธ.ค. 2562 เวลา 18.55 น.

EIC หน่วยงานวิจัยของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) หยิบผลสำรวจครัวเรือน 4 หมื่นครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2562 มาเปรียบเทียบกับข้อมูลย้อนหลังเมื่อปี 2552 และพบ “5 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพการเงินครัวเรือนไทย” หลังผ่านไปหนึ่งทศวรรษ ดูเหมือนว่าคนไทยกำลังจนลงสวนทางกับจีดีพีประเทศที่โตขึ้น ติดตามอ่านได้ในรายงานฉบับนี้

 

1. “รายได้” เฉลี่ยครัวเรือนไทย “ลดลง” -2.1% เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี

by EIC 

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ครัวเรือนไทยมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 26,371 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน ลดลง -2.1% จากในปี 2560 ที่ 26,946 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน ถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 10 ปี จากในช่วงก่อนหน้านี้ที่รายได้ครัวเรือนมีการเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด และเมื่อเทียบกับ nominal GDP ที่เติบโตขึ้น 7.6% ในช่วงเดียวกัน 

เป็นที่น่าแปลกใจที่รายได้ครัวเรือนลดลงสวนทางเศรษฐกิจ เมื่อเจาะลึกลงไป EIC มองแยกเป็น 4 ส่วนของแหล่งที่มาของเงินในครัวเรือน และพบข้อเท็จจริงดังนี้

  • รายได้จากการเป็นลูกจ้างลดลง -1.6% จากรายได้ค่าจ้าง 22,237 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือนในปี 2560 ลดเหลือ 21,879 บาทในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ซึ่งน่าจะมาจากการลดจำนวนชั่วโมงทำงานลง (ไม่มีการจ้างทำโอทีหรือจ้างน้อยลง) ผสมผสานกับการปรับโครงสร้างระยะยาวของอุตสาหกรรม เช่น หันไปใช้เครื่องจักรหรือเทคโนโลยีอื่น
  • รายได้จากภาคเกษตรกรรมลดลง -4.8% กำไรกิจการการเกษตรเฉลี่ยอยู่ที่ 7,048 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือนในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ลดลง -4.8% จาก 2 ปีก่อนหน้า เนื่องจากเผชิญภัยแล้งและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ซึ่งกำไรส่วนนี้ลดลงต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2556
  • รายได้จากกิจการนอกภาคเกษตรกรรมลดลง -3.0% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 อยู่ที่ 19,269 บาท ลดลงจาก 18,685 บาทในปี 2560 หรือลดลง -3.0% เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและพบการแข่งขันรุนแรงจากธุรกิจใหญ่
  • รายได้ประเภทอื่นๆ ทรงตัว รายได้อื่นๆ เช่น ดอกเบี้ยจากการลงทุน ดอกเบี้ยจากเงินออม เงินโอนจากภาครัฐ เงินโอนจากผู้อื่น ฯลฯ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 อยู่ที่ 7,806 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน 

2. ครัวเรือนไทย “ใช้จ่าย” ลดลง -0.9% เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีอีกเช่นกัน

by EIC

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 ครัวเรือนไทยใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 21,236 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน ลดลง -0.9% จาก 21,437 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือนในปี 2560 ถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 10 ปี การใช้จ่ายที่ลดลงเป็นไปตามรายได้ที่ลดลงนั่นเอง และยังมีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจทำให้ไม่กล้าใช้จ่าย 

เมื่อดูสัดส่วนการใช้จ่ายของคนไทย พบว่าหมวดสินค้าฟุ่มเฟือยนั้นครัวเรือนไทยลดการใช้จ่ายลงทั้งสิ้น ดังนี้ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ (-44.9%), ค่าจ้างผู้ดูแลบ้าน (-30.7%), ยาสูบและบุหรี่ (-30%), กิจกรรมสันทนาการ (-11.5%) และการท่องเที่ยว (-8.2%) นอกจากนี้ยังลดการใช้จ่ายสินค้าจำเป็นบางกลุ่มด้วย เช่น อาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ (-4.1%), การศึกษา (-11.1%), การรักษาพยาบาล (-13%) มีเพียงหมวดใช้จ่ายเดียวที่เติบโตมาตลอด 10 ปีและยังไม่ลดลงคือ ค่าใช้จ่ายด้านการสื่อสาร สอดคล้องกับพฤติกรรมคนไทยที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้น  

3. “หนี้” ครัวเรือนไทยสูงขึ้น 2.6% สัดส่วนหนี้ต่อรายได้สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

by EIC

รายได้ลด ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ก็ยังเป็นหนี้เพิ่ม EIC จับข้อมูลเฉพาะครัวเรือนที่มีหนี้อยู่แล้ว (คิดเป็น 46.3% ของครัวเรือนทั้งหมด) พบว่า ภาระหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก 353,210 บาทต่อครัวเรือนในปี 2560 มาอยู่ที่ 362,373 บาทต่อครัวเรือน หรือเพิ่มขึ้น 2.6% ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ (หารเฉพาะครัวเรือนที่มีหนี้) เพิ่มขึ้นจาก 96.1% มาเป็น 97.7%ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ 

หนี้พวกนี้มาจากไหน? หากแยกออกเป็น 4 กลุ่มจะเห็นได้ชัดว่าก้อนหนี้ที่บวมขึ้นส่วนใหญ่มาจากการซื้อบ้านและการกู้มาทำการเกษตร ขณะที่หนี้ทำธุรกิจลดลงเพราะมีครัวเรือนที่ประกอบกิจการน้อยลง ดังนี้

  • หนี้บ้านเพิ่ม 5% การก่อหนี้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยของครัวเรือนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 128,287 บาทต่อครัวเรือนในปี 2560 มาอยู่ที่ 135,312 บาทต่อครัวเรือน ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ที่อยู่อาศัยต่อหนี้ครัวเรือนทั้งหมดเพิ่มขึ้นจาก 36.3% มาเป็น 37.3% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552
  • หนี้การบริโภคเพิ่ม 1% หนี้เพื่อการบริโภค (รวมหนี้รถยนต์) ซึ่งเป็นหนี้ที่มีสัดส่วนสูงที่สุดของครัวเรือนในปัจจุบันเพิ่มขึ้นจาก 137,678 บาทต่อครัวเรือนในปี 2560 มาอยู่ที่ 139,904 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 1%
  • หนี้ธุรกิจเกษตรเพิ่ม 7% จาก 49,273 บาทต่อครัวเรือนในปี 2560 มาอยู่ที่ 51,574 บาทต่อครัวเรือน ทั้งที่กำไรธุรกิจเกษตรลดลงแต่ก็ยังมีหนี้เพิ่ม คาดว่าเกิดจากเกษตรกรก่อหนี้มาประคองธุรกิจไปก่อน และภาครัฐยังให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำอยู่ต่อเนื่อง
  • หนี้ธุรกิจนอกภาคเกษตรลด -2.1% เป็นกลุ่มเดียวที่ลดลง จาก 30,120 บาทต่อครัวเรือนในปี 2560 ลดลงมาอยู่ที่ 29,478 บาทต่อครัวเรือนในปัจจุบัน และครัวเรือนที่ทำกิจการนอกภาคเกษตรก็ลดลงจาก 30.5% ในปี 2552 มาอยู่ที่ 25.2% 

4.ครัวเรือนไทย “ออมลดลง” -2.4% สัดส่วนเงินออมต่อรายได้ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี

by EIC

เงินออมครัวเรือนไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 เฉลี่ยอยู่ที่ 1,677 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน ลดลง -2.4% จากปี 2560 ที่ 1,718 บาท สัดส่วนเงินออมต่อรายได้ครัวเรือนในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 อยู่ที่เพียง 6.4% ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552 โดยอัตราการออมของครัวเรือนไทยเคยสูงสุดอยู่ที่ 11.0% เมื่อปี 2554 หนำซ้ำ ครัวเรือนที่เป็นหนี้เกือบ 60% จะไม่เหลือเงินออมเลยในปัจจุบัน และสัดส่วนเกือบ 60% นี้มีสินทรัพย์เป็น “กันชนทางการเงิน” คือเงินสำรองที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายมีใช้ได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น  

5.กลุ่มผู้มีรายได้น้อย 20% ต้องพึ่งเงินจากรัฐมากขึ้น

by EIC

กลุ่มครัวเรือนรายได้น้อยกว่า 1 หมื่นบาทต่อเดือนนั้นคิดเป็น 20% ของจำนวนครัวเรือนที่สำรวจทั้งหมด พบว่ากลุ่มนี้ต้องพึ่งพิงเงินช่วยเหลือของภาครัฐ เช่น เงินโอน เงินสงเคราะห์ผู้สูงอายุและผู้พิการ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 อยู่ที่ 813 บาทต่อเดือน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 11.6% ต่อรายได้ทั้งหมด เงินก้อนนี้ช่วยให้ครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยมีรายได้เพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับ 2 ปีก่อนหน้า กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเปราะบางทางการเงินเพราะมีอัตราหนี้สินสูงกว่ารายได้คือ หนี้สินคิดเป็น 117.8% ของรายได้ และถ้าหากไม่มีเงินช่วยเหลือของรัฐ ตัวเลขนี้จะพุ่งขึ้นเป็น 134.2% 

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ EIC สรุปว่าภาวะการเงินของครัวเรือนไทยกำลังซบเซาลงจากรายได้ที่ลดลง ซึ่งมีผลต่อการใช้จ่ายและกู้ยืมในภายภาคหน้า และกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือผู้มีรายได้น้อยซึ่งเปราะบางทางการเงินมากและต้องการการช่วยเหลือจากรัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...