ทำ “พินัยกรรม” ให้ตัวเอง...ดียังไง?
Wealthy Thai
อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 10.27 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2564 เวลา 13.36 น. • ผุสดี พรเกษมศาสตร์ความคิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคนรวยเท่านั้นถึงทำ “พินัยกรรม” ทรัพย์สินน้อยนิดแค่หยิบมือเดียวทำไปก็เสียเวลา หรือแม้กระทั่งการทำ “พินัยกรรม” เท่ากับการแช่งตัวเอง แต่ถ้าคุณไม่อยากให้ทรัพย์สินเงินทองที่เก็บสะสมมาทั้งชีวิตเป็นต้นเหตุที่สร้างภาระให้กับคนที่คุณรักและคนที่รักคุณถึงเวลาวางแผนมรดกด้วย “พินัยกรรม” 1 ฉบับ
“พินัยกรรม” ถือเป็นคำสั่งเสียครั้งสุดท้ายของผู้เสียชีวิต โดยพินัยกรรมจะมีผลบังคับได้ตามกฎหมายก็ต่อเมื่อทำตามแบบและวิธีที่กำหนดไว้ทั้งหมด 5 แบบเท่านั้น
(1) พินัยกรรมแบบธรรมดา เป็นแบบที่นิยมทำ จะพิมพ์เขียนด้วยตัวเองหรือให้ผู้อื่นทำให้ก็ได้ ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนพร้อมให้พยานลงลายมือชื่อพร้อมกันต่อหน้าผู้ทำพินัยกรรมเท่านั้นจะพิมพ์ลายนิ้วมือไม่ได้
(2) พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนเองทั้งหมดทั้งฉบับและลงลายมือชื่อ แต่ไม่จำเป็นต้องมีพยาน
(3) พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง เป็นพินัยกรรมที่ให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตเป็นผู้จัดทำให้ โดยผู้ทำพินัยกรรมและพยานอย่างน้อย 2 คนลงลายมือชื่อ หลังจากนั้นนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตจะเขียนรับรองพินัยกรรมพร้อมประทับตราประจำตำแหน่ง
(4) พินัยกรรมแบบเอกสารลับ ผู้ทำพินัยกรรมเขียนหรือพิมพ์เอง หรือให้ผู้อื่นทำให้ก็ได้ เมื่อลงลายมือชื่อในพินัยกรรมแล้วให้ใส่ซองปิดผนึกพร้อมทั้งลงลายมือชื่อตรงรอยผนึกที่ซองจากนั้นนำพยาน 2 คนไปให้ถ้อยคำต่อนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตเพื่อบันทึกไว้บนซองเอกสาร โดยให้ผู้ทำพินัยกรรมและพยานลงลายมือชื่อไว้บนซอง และให้นายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตเก็บรักษาไว้
(5) พินัยกรรมแบบวาจา ใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น เช่น มีอุบัติเหตุร้ายแรงและใกล้ตาย ให้ผู้ทำพินัยกรรมทำพินัยกรรมด้วยวาจา โดยแสดงเจตนาว่าจะยกทรัพย์สินให้ใครต่อหน้าพยาน 2 คน จากนั้นให้พยานรีบไปแจ้งวันเดือนปีและข้อความที่ผู้ทำพินัยกรรมสั่งไว้ต่อนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขต ซึ่งนายอำเภอหรือผู้อำนวยการเขตจดข้อความแล้วจะให้พยานลงลายมือชื่อ
“หากต้องการเปลี่ยนแปลงข้อความใน ‘พินัยกรรม’ ต้องลงวัน เดือนปีที่มีการเปลี่ยนแปลง ผู้ทำพินัยกรรมลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนและพยาน 2 คนต้องลงลายมือชื่อด้วยอีกทั้งควรปรับปรุงแก้ไขข้อมูลในพินัยกรรมให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ และควรบอกให้บุคคลใกล้ชิดที่ไว้ใจได้รู้ว่าพินัยกรรมฉบับล่าสุดทำไว้เมื่อไร เก็บไว้ที่ไหน”
แต่ถ้า “ไม่ได้ทำพินัยกรรม” หรือ “พินัยกรรมที่ทำไว้ไร้ผลบังคับ” มรดกจะตกแก่ทายาทโดยธรรมประเภทคู่สมรสและทายาทโดยธรรมประเภทญาติ 6 ลำดับ ได้แก่
(1) ผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน เหลน ลื้อ)
(2) บิดามารดา
(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา
ซึ่งการแบ่งมรดกจะใช้หลักการ “ญาติสนิทตัดสิทธิญาติห่าง” ทายาทลำดับต้นมีสิทธิรับมรดกก่อนทายาทลำดับหลัง แต่มีข้อยกเว้นสำหรับทายาทลำดับที่ 1 และที่ 2 จะไม่ตัดสิทธิกันเอง
“บิดามารดาและคู่สมรสมีสิทธิรับมรดกเสมือนเป็นผู้สืบสันดานคนหนึ่ง และทายาทลำดับที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 6 เท่านั้นที่มีผู้รับมรดกแทนที่ ถ้าเจ้ามรดกไม่ได้ทำพินัยกรรม ไม่มีคู่สมรส ไม่มีทายาททั้ง 6 ลำดับ และไม่มีผู้รับมรดกแทนที่เหลือเลย มรดกของผู้ตายจะตกเป็นของแผ่นดิน”
เพราะไม่มีใครรู้ว่าลมหายใจ ณ วินาทีนี้จะเป็นลมหายใจสุดท้ายหรือไม่ การทำ “พินัยกรรม” ไม่เพียงสร้างความสบายใจ แต่ยังสร้างความมั่นใจว่าทรัพย์สินเงินทองของเราจะตกอยู่กับคนที่เราอยากให้เท่านั้น และไม่เกิดฉากละครน้ำเน่ากลางครอบครัวที่แสนอบอุ่นอย่างแน่นอน
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th