Placebo Effect คืออะไร ทำไม 'ยาหลอก' ถึงทำให้เราหายป่วยได้?
Health Addict
อัพเดต 14 เม.ย. 2563 เวลา 03.00 น. • เผยแพร่ 12 เม.ย. 2563 เวลา 13.56 น. • Health Addictหลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า ยาหลอก หรือ Placebo กันมาบ้าง แต่ถ้าไม่เคย เราขออธิบายสั้นๆ ว่า มันคือการรักษาแบบปลอมๆ เช่น การให้ยาปลอมที่ไม่ได้มีฤทธิ์ในการรักษาโรคนั้นได้ อาจจะเป็นเม็ดแป้ง หรือวิตามินธรรมดาๆ โดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ และเชื่อว่าตนกำลังได้รับการรักษาด้วยยาจริงๆ และผลที่ออกมาคือ มันสามารถทำให้ผู้ป่วยหายป่วยได้จริงๆ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Placebo Effect
ผู้ป่วยที่หายป่วยจาก Placebo Effect ไม่ได้แกล้งป่วย หรือป่วยการเมืองอะไรหรอก แต่ในทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์กำลังตั้งข้อสังเกตว่า หรือจริงๆ แล้ว จิตใจของมนุษย์มีอำนาจถึงขนาดที่สามารถเยียวยาตัวเองจากอาการป่วยได้ ซึ่งการรักษาแบบปลอมๆ (Fake Treatments) หรือที่เรียกกันว่า Placebo เนี่ย มีมาเป็นพันๆ ปีแล้ว ซึ่งในบางกรณี การรักษาแบบ Placebo ถือว่ามีประสิทธิภาพเทียบเท่าการรักษาแบบปกติเลยทีเดียว
"Placebos often work because people don't know they're getting one"
คิดว่า 'ยา' จะทำให้หาย ก็เลยหายป่วยจริงๆ
นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่า Keywords สำคัญที่จะทำให้ Placebo Effect ได้ผล คือผู้ป่วยต้องเชื่ออย่างสนิทใจว่าเขากำลังได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี และได้รับยาที่มีประสิทธิภาพสูง ด้วยกระบวนการนี้ เมื่อสมองได้รับข้อมูลมาว่าการรักษาวิธีนี้หรือยาตัวนี้มีประสิทธิภาพ จึงไปโน้มน้าวร่างกายให้ตอบสนองต่อการรักษา และหายป่วยในที่สุด โดยกลุ่มยา Placebo มักจะเป็นยาที่มีราคาแพง เพราะตามหลักจิตวิทยาแล้วมนุษย์เชื่อว่าของแพงจะดีกว่าเสมอ
ป่วยแบบไหน ถึงจะใช้ Placebo ได้ผล
ส่วนใหญ่แล้วการใช้ยาหลอกจะนิยมใช้กับอาการป่วยที่วัดเป็นรูปธรรมไม่ได้ อย่างอาการซึมเศร้า ความผิดปกติของการนอนหลับ ไปจนถึงอาการลำไส้แปรปรวน และอาการเจ็บปวดต่างๆ เคยมีการศึกษาเรื่อง Placebo Effect ในผู้ป่วยโรคหอบหืด โดยให้ยาสูดดมหลอก (Placebo Inhaler) ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีอะไรดีกว่าการนั่งหายใจปกติ แต่เมื่อสอบถามถึงความรู้สึก (Perception) ผู้ป่วยหลายคนกลับรู้สึกดีขึ้นเทียบเท่าการได้รับยาจริงเลยทีเดียว
Photo by Scientific Animations
ยาหลอกอาจเป็นแค่ตัวช่วยของ 'สมอง'
ในขณะที่นักวิจัยกำลังหาคำตอบว่า Placebo Effect เกิดจากอะไร มีคำอธิบายที่น่าสนใจ คือยาหลอกอาจจะไปกระตุ้นให้สมองหลั่งสาร Endorphins ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับ Morphine เป็นเหมือนยาแก้ปวดธรรมชาติจากสมอง จึงเป็นข้อสังเกตว่าสาเหตุที่ยาหลอกมักจะใช้ได้ผลกับการเจ็บป่วยที่วัดไม่ได้เป็นรูปธรรม เพราะกลไกที่ซับซ้อนของร่างกายมนุษย์อาจจะสามารถเยียวยาตัวเองได้จริง โดยอาจจะต้องมีตัวกระตุ้น ซึ่งในที่นี้คือยาหลอกนั่นเอง
ยาที่ดี ต้องไม่สูสีกับยาหลอก
ในการวิจัยเกี่ยวกับยาหลอก พบว่า Placebo Effect จะได้ผล 30% (ในอาการที่วัดไม่ได้เป็นรูปธรรม) นั่นคือสมมติว่า เอายาหลอกให้คนที่ปวดหัว 100 คนกิน โดยที่ทุกคนเชื่อว่ายานี้เป็นยาแก้ปวดหัว จะมีคนที่หายจากอาการปวดหัวประมาณ 30 คน ดังนั้นในทุกครั้งที่มีการคิดค้นยาชนิดใหม่ขึ้นมาจะต้องมีการอ้างอิงกับ Placebo Effect ด้วย ว่าให้ผลดีกว่า Placebo Effect กี่เท่า หากยาชนิดนั้นให้ผลไม่ต่างจาก Placebo Effect จะสรุปได้ว่ายาตัวนั้นไม่มีฤทธิ์ในการรักษา
Photo by Vox
Placebo จะได้ผลถ้าเราไม่รู้ แต่ถ้าเรารู้ล่ะ?
ในปี 2014 เคยมีการทดลองเรื่องนี้เหมือนกัน โดยศาสตราจารย์ Ted Kaptchuk ได้แบ่งผู้ป่วยไมเกรนออกเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกให้ยาจริง กลุ่มที่สองให้ยาหลอก และกลุ่มที่ 3 ไม่ให้ยาอะไรเลย ซึ่งผลการทดลองที่ออกมาก็ค่อนข้างน่าแปลกใจ เพราะยาหลอกมีประสิทธิภาพถึง 50% เลยทีเดียว เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ให้ยาจริง แม้ว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอกจะรู้ว่าตัวเองกำลังได้รับยาหลอกอยู่ จึงเป็นข้อสังเกตว่า แม้เราจะรู้ว่ามันไม่ใช่ยา แต่การที่เรากินยาหลอกเข้าไป ก็เพียงพอแล้วที่จะไปกระตุ้นสมองให้ร่างกายคิดว่ากำลังได้รับการรักษาจริงๆ
"People associate the ritual of taking medicine as a positive healing effect"
Ted Kaptchuk - Professor at Havard Medical School, Photo by GoldLab Foundation