โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โรดแมป "คุ้มภัยโตเกียวมารีน" ควบรวมเบ็ดเสร็จ ผงาดท็อป 3

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 มิ.ย. 2562 เวลา 10.52 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2562 เวลา 10.52 น.

นับถอยหลังการควบรวมกิจการระหว่าง บมจ.โตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) และ บมจ.ประกันคุ้มภัย ที่จะเห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นบริษัทประกันที่มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วยสินทรัพย์รวม 2.8 หมื่นล้านบาท และมีมาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นมาติดท็อปทรีของวงการประกันวินาศภัยไทยทีเดียว

โดยทั้งสองบริษัทจะดำเนินกิจการภายใต้ชื่อบริษัทใหม่เป็น “บริษัท คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)” ในปี 2563 ภายใต้โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ ที่มี “โตเกียวมารีน” ถือหุ้นในสัดส่วน 49% และที่เหลือ 51% เป็นผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย

ทั้งนี้ เมื่อปีที่แล้ว “โตเกียวมารีนโฮลดิ้ง” ประกาศทำสัญญาซื้อขายหุ้นของ “ประกันคุ้มภัย” จากกลุ่ม IAG ด้วยมูลค่ารวม 13,000 ล้านบาท

สำหรับความคืบหน้าการควบรวมกิจการ “สุธีชัย สันติวราคม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และกรรมการผู้จัดการ บมจ.ประกันคุ้มภัย กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) หลังจากที่ได้ยื่นไปเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ หรือต้นปี”63 และบริษัทใหม่จะต้องคืนใบอนุญาตประกอบกิจการ 1 ราย ตามข้อระเบียบกฎหมาย

ทั้งนี้ การควบรวมของ 2 บริษัทดังกล่าว จะต้องนำเสนอให้กับคณะกรรมการ (บอร์ด) คปภ.พิจารณา เนื่องจากเข้าข่ายกรณีบริษัทต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในสัดส่วน 49%

“สุธีชัย” กล่าวว่า หลังการควบรวม 2 บริษัท จะทำให้พอร์ตเบี้ยประกันภัยของบริษัทใหม่ คือ “คุ้มภัยโตเกียวมารีนฯ” มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 2 เท่า และทำให้มาร์เก็ตแชร์เลื่อนอันดับขึ้นมาอย่างรวดเร็วอยู่อันดับที่ 3 ของวงการประกันทีเดียว โดยเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 18,000-19,000 ล้านบาท จากเดิมที่แต่ละบริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ 9,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้อันดับทางการตลาดกระโดดขึ้นมาอยู่อันดับ 3 จากที่เคยอยู่ top ten มาก่อน

“ซีอีโอ” ฉายภาพโครงสร้างพอร์ตของบริษัทใหม่ว่า พอร์ตประกันภัยทางทะเลและขนส่ง จะครองสัดส่วนอันดับ 1 ของอุตสาหกรรม ขณะที่ประกันภัยรถยนต์ขยับขึ้นมาครองอันดับ 2 รวมถึงประกันภัยเบ็ดเตล็ดแซงขึ้นมาอยู่อันดับ 5 โดยมีฐานลูกค้าปรับตัวเพิ่มขึ้นรวมเป็น 1.3 ล้านราย มาจากลูกค้าประกันคุ้มภัย 1 ล้านราย และลูกค้าโตเกียวมารีนอีก 3 แสนราย

ส่วนพนักงาน มีจำนวนรวม 2,000 คน ขณะที่มีสาขาให้บริการมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ขณะนี้กำลังศึกษาแผนธุรกิจหลังควบรวม โดยต้นทุนที่จะลดลงได้อันดับแรกคือระบบหลังบ้าน (back office) ที่จะรวมกัน

“หลังการควบรวม บริษัทยังไม่มีแผนจะเพิ่มทุน เพราะบริษัทยังมีเงินทุนเหลือเฟือ โดยประกันคุ้มภัยดํารงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง (RBC) สัดส่วนไม่ต่ำกว่า 300-400% ซึ่งเพียงพอรองรับความสามารถในการขยายงานที่เพิ่มขึ้นเมื่อรวมกันแล้ว”

ขณะเดียวกัน โครงสร้างพอร์ตประกันจะมีความสมดุลมากขึ้น โดยประกันภัยรถยนต์จะมีสัดส่วน 70% ของพอร์ตรวม และประกันภัยที่ไม่ใช่รถมีสัดส่วน 30% จากปัจจุบันฝั่งโตเกียวมารีนมีสัดส่วนประกันภัยที่ไม่ใช่รถค่อนข้างมากหรือราว 48% ขณะที่ประกันคุ้มภัยมีสัดส่วนประกันภัยรถยนต์สูงถึง 86%

“สุธีชัย” ตั้งเป้าหมายในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2563-2565) ของบริษัทใหม่ว่า จะมีเบี้ยรับรวมขึ้นไปแตะ 21,700 ล้านบาท โตปีละ 4-5% (ดูกราฟิก) และมีกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 1,100 ล้านบาท ภายในปี 2565 ซึ่งรายได้หลักจะมาจากยอดขายผ่านสาขา ธุรกิจหลักที่เป็นกลุ่มพันธมิตรเครือข่ายบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นที่มาทำธุรกิจในไทยและประเทศลุ่มแม่น้ำโขง รวมทั้งธุรกิจตัวแทนนายหน้า ผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ สถาบันการเงิน และช่องทางขายผ่านออนไลน์

ด้าน “ฮิโระโนะริ คิริว” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) กล่าวว่า การควบรวมกัน จะทำให้บริษัทใหม่มีศักยภาพที่แข็งแกร่งและสามารถมีผลิตภัณฑ์ประกันที่หลากหลายมาให้บริการลูกค้าที่กว้างมากยิ่งขึ้น โดยส่วนของโตเกียวมารีนจะนำความเชี่ยวชาญระดับโลก พร้อมกับนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาเสริมทัพไม่ว่าจะเป็นเรื่อง AI หรือใช้โดรน ซึ่งขณะนี้มีการสำรวจว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำมาใช้ในตลาดเอเชีย รวมถึงการวิเคราะห์พื้นที่ความเสี่ยงในการรับประกันภัย

“ผมเชื่อในแนวคิดที่ว่า 1+1 ย่อมดีกว่า 2 เมื่อรวมพลังกันเป็นหนึ่ง ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น ยิ่งดูแลลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ยิ่งมอบสิ่งดี ๆ ให้กับคู่ค้า สังคมไทย”

ทั้งนี้ ผลประกอบการของโตเกียวมารีนประกันภัยในปีนี้ คาดว่าเบี้ยประกันภัยรับรวมจะเพิ่มขึ้นราว 2.24% มาอยู่ที่ 9,100 ล้านบาท จากปีก่อนทำได้ 8,900 ล้านบาท

“ชินคิจิ ไมค์ มิกิ” กรรมการผู้จัดการ โตเกียวมารีนเอเชีย กล่าวว่า ไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบไปด้วยธุรกิจจากญี่ปุ่นจำนวนมาก อีกทั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม ตั้งอยู่ใจกลางของประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (CLMV) ถือเป็นอีกตลาดที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนธุรกิจของโตเกียวมารีน หลังจากการควบรวมกันแล้ว จะทำให้โตเกียวมารีนเอเชีย มี “ธุรกิจประกันในไทย” ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของยอดขายหรือรายได้ (top line) รองลงมาเป็นอินเดีย

อย่างไรก็ตาม ส่วนธุรกิจประกันของโตเกียวมารีนในภูมิภาคนี้ ยังมีสัดส่วนเพียง 6% ของผลกำไรทั้งหมดที่ได้จากธุรกิจต่างประเทศ จึงคาดหวังจะสามารถผลักดันให้ธุรกิจเติบโตต่อเนื่องได้ไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปีในช่วง 10 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีธุรกิจประกันวินาศภัยกว่า 9 แห่ง และธุรกิจประกันชีวิตอีก 5 แห่ง

ขณะเดียวกัน ฝั่งโตเกียวมารีนโฮลดิ้ง “ชินคิจิ ไมค์ มิกิ” กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ขณะนี้ได้ยื่นขอจดทะเบียนทำธุรกิจประกันกับทางหน่วยงานกำกับประกันในประเทศเมียนมาแล้ว โดยเป็นการร่วมทุนกับบริษัท Grand Guardian In-surance Holding Public Company Limited หรือ GGIH ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Grand Guardian General Insurance Company Limited (GGGI) ที่โตเกียวมารีนจะเข้าไปถือหุ้นร่วมในสัดส่วนประมาณ 35%

“ขณะนี้อยู่ระหว่างรออนุมัติ จึงอาจยังไม่แน่ใจว่าจะดำเนินธุรกิจได้ทันภายในปีนี้หรือไม่ แต่ได้วางแผนธุรกิจที่จะเข้าไปเจาะกลุ่มลูกค้าพันธมิตรเครือข่ายบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น เช่น ซูซูกิ, โตโยต้า เป็นต้น รวมถึงลูกค้ารายย่อยในเมียนมาด้วย”

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันภาพรวมตลาดประกันในเมียนมามีเบี้ยประกันรวม 8,000 ล้านเยน หรือราว 2,300 ล้านบาท มองว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าจะขยายตัวไปได้มากถึง 100,000 ล้านเยน หรือราว 2.8 หมื่นล้านบาท

นับเป็นการปักหมุดของ “คุ้มภัยโตเกียวประกัน” ที่มีสัญชาติไทย-ญี่ปุ่น ที่ต้องการขยายแลนด์มาร์กธุรกิจประกันให้ครอบคลุมภูมิภาคนี้ คงต้องจับตาหมายเกมนี้กันต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...