โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนวัน “ป๋าเปรม” ไม่รับเป็นนายกรัฐมนตรี : ผมพอแล้ว

TODAY

อัพเดต 26 พ.ค. 2562 เวลา 09.15 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2562 เวลา 09.15 น. • Workpoint News

ภาพจาก หนังสือ รัฐบุรุษชื่อเปรม

พล.อ.เปรม ติณสูลานท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวม 8 ปี 5 เดือน ในช่วงที่การเมืองไทยยังเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ คือ แม้จะมีการเลือกตั้งแต่ยังต้องพึ่งพานายกรัฐมนตรีคนนอก

ก่อนการยุบสภาครั้งสุดท้าย 29 เม.ย.2531 รัฐบาลได้รับความกดดันหนัก ด้านหนึ่งคือฝ่ายค้านเตรียมจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ อีกด้านมาจากปัญหาภายในของหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล คือพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกิดความขัดแย้งภายในอย่างหนัก ระหว่างกลุ่มของหัวหน้าพรรค พิชัย รัตตกุล กับอดีตเลขาธิการพรรค วีระ มุสิกพงศ์ ทั้งเรื่องของการตัดสินใจใช้เงินพรรคและโควต้ารัฐมนตรี จนเกิด"กลุ่ม 10 มกรา" ซึ่งเป็นตำนานความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดในพรรค

ชื่อกลุ่มมาจากการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ระหว่าง พิชัย รัตตกุล กับ เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 10 ม.ค. 2530 ซึ่ง พิชัย ยังคงชนะ ส่วนฝ่ายที่พ่ายแพ้ก็ยังอยู่ร่วมพรรคต่อไปด้วยความอึดอัด

ในขณะนั้นรัฐบาลกำลังผลักดันกฎหมายสำคัญ คือ พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ แต่มีสัญญาณจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า "กลุ่ม 10 มกรา" จะโหวตสวนมติของรัฐบาล

พล.อ.เปรม และแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ภาพจาก หนังสือ รัฐบุรุษชื่อเปรม

พล.อ.เปรม ได้พยายามแก้ปัญหาด้วยการตั้งวิปรัฐบาลเพิ่มเพื่อให้มีการประสานงานให้ราบรื่น ใน 4 พรรคร่วมรัฐบาล คือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคกิจสังคม และพรรคราษฎร

ที่สุดแล้วในวันพิจารณาพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ในที่ประชุมสภาที่มี นายชวน หลีกภัย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างการอภิปรายสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 2 กลุ่ม พูดเสียดสีกัน และหัวเราเยาะกันเอง

สุดท้ายในการลงมติ ส.ส.ประชาธิปัตย์ "กลุ่ม 10 มกรา" รวม 32 คนก็ยกมือค้านร่วมกับฝ่ายค้านจริงๆ

แม้ผลการลงมติกฎหมายจะยังผ่านด้วยคะแนน 183-134 เสียง แต่รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ 16 คนรับผิดชอบด้วยการยื่นใบลาออกต่อ พล.อ.เปรม เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2531

ภาพจาก หนังสือ รัฐบุรุษชื่อเปรม

ส่วน พล.อ.เปรม ก็ตัดสินใจยุบสภาในวันเดียวกัน ด้วยเหตุผลที่ระบุในพระราชกฤษฎีกา ตอนหนึ่งว่า "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสังกัดพรรคการเมืองยังไม่ยอมรับรู้ความคิดเห็นหรือมติของสมาชิกฝ่ายข้างมากในพรรคของตน อันเป็นการขัดต่อวิถีทางการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และก่อให้เกิดปัญหาอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดินและการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก"

วีระ มุกสิกพงษ์ แกนนำกลุ่ม 10 มกรา ชี้แจงในเวลาต่อมาว่า ทางกลุ่มค้านเพราะเข้าใจเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์เป็นอย่างดี เห็นว่าเร็วเกินไป เมืองไทยยังเตรียมตัวไม่พร้อม แต่รัฐบาลพยายามทำตามสหรัฐอเมริกาที่กดดันให้ออกกฎหมายให้เร็ว จึงต้องโหวตคัดค้าน ซึ่ง พล.อ.เปรมก็เคยเรียกไปถาม ก็ได้ชี้แจงไปก่อนแล้วว่าจะไม่โหวตให้ ซึ่งท่านก็รู้

หลังจากมีการเลือกตั้งทั่วไป 24 ก.ค.2531 พรรคร่วมรัฐบาล 4 พรรคเดิมรวมเสียงได้ 210 เสียง จาก ส.ส.ทั้งหมด 357 เสียง ต่อมารวมกับพรรคสหประชาธิปไตยอีก 1 พรรค เป็น 5 พรรค

พล.อ.เปรม กับ พล.ต.ชาติชาย ซึ่งจะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ภาพจาก หนังสือ รัฐบุรุษชื่อเปรม

หัวหน้าพรรคทั้งหมดเดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรม ในวันที่ 27 ก.ค. พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวเชิญ พล.อ.เปรม ให้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

"พูดในนามพรรคชาติไทยหรือ" พล.อ.เปรมถามกลับ

พล.ต.ชาติชาย ชี้แจงว่าพูดในนามพรรคร่วมทุกพรรคที่มาวันนี้เพื่อเชิญท่านเป็นนนายกรัฐมนตรี

คำตอบกลับจาก พล.อ.เปรม คือ "ขอขอบคุณ" "ผมขอพอ" "ขอให้ช่วยประคับคองประชาธิปไตยกันต่อไปด้วย"

เป็นคำตอบที่ทุกคนไม่คาดคิดว่าจะได้รับ แม้จะได้รับการอ้อนวอน แต่ พล.อ.เปรม ก็ปฏิเสธด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

พล.อ.เปรม เตรียมตัวก่อนบันทึกเทปอำลาตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภาพจาก หนังสือ รัฐบุรุษชื่อเปรม

ค่ำวันที่ 5 ส.ค. 2531 พล.อ.เปรม กล่าวคำอำลาประชาชนผ่านทางโทรทัศน์ มีถ้อยความตอนหนึ่งว่า

"โดยส่วนตัวผมเองแล้ว ผมเจียมตัวและเจียมใจเสมอ ไม่เคยมีความทะเยอทะยานทางการเมือง และไม่เคยมักใหญ่ใฝ่สูงที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี"

"การเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นไม่สนุกและเหนื่อย แต่เมื่อต้องเข้ามารับหน้าที่แล้ว ผมก็พร้อมที่จะเหนื่อยและทำงานอย่างเต็มที่ พร้อมที่จะเผชิญปัญหาต่างๆ ทุกอย่างด้วยความกล้าหาญและอดทน"

"การทำงานของรัฐบาลหรือของใครก็ตามย่อมมีสิ่งที่สำคัญสองสิ่งเกิดขึ้นเสมอ คือคำชมเชยกับตำหนิ"

"ผมบอกกับเพื่อนร่วมงานเสมอว่า เราจะต้องไม่ถือเอาคำตำหนินั้นๆ มาทำให้เราเกิดความท้อถอย เหนื่อยหน่าย ไม่อยากทำงาน เพราะไม่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองแต่อย่างใดทั้งสิ้น"

"เราทำทุกวันนี้ไม่ใช่ทำเพื่อตัวเราเอง แต่เราทำเพื่อแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่และอาศัยเกิดมาเป็นคน เราเป็นหนี้แผ่นดินนี้อยู่"

พล.อ.เปรม ยังได้เล่าถึงวันที่ได้รับการทาบทามให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งว่า

"ผมได้เรียนหัวหน้าพรรคการเมืองเหล่านั้นไปว่า ผมพอแล้ว เพราะได้ทำงานมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร ได้มีโอกาสช่วยดูแลดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย ได้มีส่วนช่วยพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้ยืนยาว สืบเนื่องมาตลอดระยะเวลาที่เข้ามาดำรงตำแหน่งหน้าที่"

"จึงขอพอ และขอให้ช่วยกันดูแลและพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของเราให้เจริญก้าวหน้า มั่นคงต่อไป"

 

 

ข้อมูลจาก

  • รัฐบุรุษชื่อเปรม พิมพ์ครั้งที่ 2 สำนักพิมพ์มติชน
  • ฉะแฉฉาว นักการเมืองไทย พิมพ์ครั้งที่ 3 สำนักพิมพ์มติชน
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...