โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เบื้องหลังเปลี่ยนโรงแรมเป็น Hospitel เตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้ากักตัวตลอด 10 วัน

Sarakadee Lite

อัพเดต 15 เม.ย. 2564 เวลา 08.12 น. • เผยแพร่ 13 เม.ย. 2564 เวลา 05.49 น. • ศรัณยู นกแก้ว

Hospital (โรงพยาบาล) + Hotel (โรงแรม) คือความหมายของคำว่า Hospitel สถานที่รองรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งเป็นผู้ที่มีผลตรวจเชื้อโควิด-19 เป็นบวก (Positive) ทว่าไม่ได้มีอาการรุนแรง บางคนไม่แสดงอาการ บ้างก็มีอาการเพียงเจ็บคอ เป็นไข้เล็กน้อยไม่ต่างจากอาการของคนเป็นหวัด

ทั้งนี้ในบางประเทศยุโรป หรือ อเมริกา เราอาจจะเคยได้ยินว่าผู้ป่วยที่มีอาการเพียงเล็กน้อยจะต้องแยกกัวตัวเองและรักษาตัวเองอยู่ที่บ้าน (Home Isolation) จนกว่าจะหาย เพื่อแก้ปัญหาเรื่องเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาลเต็ม แต่สำหรับในประเทศไทยยังไม่มีแนวทางการกักตัวเองอยู่ที่บ้าน หรือ Home Isolation ปัจจุบันไทยมีนโยบายนำผู้ติดเชื้อมารักษาในโรงพยาบาล ซึ่งนอกจากการเปิดโรงพยาบาลสนามเพื่อแก้ปัญหาเตียงคนไข้ในโรงพยาบาลไม่เพียงพอแล้ว Hospitelก็เป็นอีกทางแนวทางที่เพิ่งเกิดขึ้นและเพิ่งเริ่มเปิดให้ผู้ป่วยโควิด-19 เข้าพักราววันที่ 10 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา

ห้องพักของโรงแรมรัตนโกสินทร์

รัตนโกสินทร์ X ปิยะเวท

“สำหรับโรงแรมรัตนโกสินทร์ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาในช่วงโควิดระบาด เราได้ปรับจากโรงแรมเป็น SQ (State Quarantine) เคยเป็นทั้ง OQ (Organization Quarantine) รับกรุ๊ปใหญ่ประเภทชาร์เตอร์ไฟล์ทที่ต้องมากักตัว อย่างชาร์เตอร์ไฟล์ทครูจากฟิลิปปินส์ที่จะต้องเข้ามาสอนในไทย เราเป็นทั้ง ASQ (Alternative State Quarantine) และล่าสุดคือการปรับอาคารด้านหลังเป็นHospitel โดยมีพาร์ทเนอร์เป็นโรงพยาบาลปิยะเวท ซึ่ง Hospitel ต่างจาก ASQ ตรงที่ทางโรงแรมไม่ได้เป็นคนดูแลแขกผู้เข้าพัก เพราะกรณี ASQ ลูกค้าที่เข้าพักยังไม่ได้เป็นผู้ติดเชื้อ แต่เนื่องจากคนที่จะเข้ามาพักHospitel เป็นผู้ที่มีผลตรวจยืนยันแล้วว่าติดเชื้อโควิด ดังนั้นการดำเนินงานทั้งหมดตั้งแต่พาคนไข้เข้ามาจนถึงการดูแลจึงยกให้เป็นหน้าที่ของแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลปิยะเวทโดยตรง”

ธีรณัฎฐ์ เผ่าหฤหรรษ์ ผู้บริหาร โรงแรมรัตนโกสินทร์ เล่าถึงการขยายโรงแรมจากเดิมที่รับเฉพาะ ASQ มาเป็นทั้ง ASQ และ Hospitel โดยมีการแยกตึกและแยกทีมบริการกันอย่างชัดเจนโดย ASQ จะอยู่ตึกด้านหน้า และมีทีมบริการของโรงแรมทำงานร่วมกับทีมพยาบาลตามมาตรฐาน ASQ ทั่วไป ส่วนตึกด้านหลังเพิ่งเปิดเป็น Hospitel มีทีมแพทย์ พยาบาลจากโรงพยาบาลปิยะเวทคอยดูแลผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง โดยทางโรงแรมทำหน้าที่เพียงจัดอาหาร ทีมทำความสะอาด โดยจะไม่มีการสัมผัสผู้ป่วยแต่อย่างใด

ห้องพักของโรงแรมรัตนโกสินทร์

“ที่นี่มี ASQ อยู่ 143 ห้องในตึกด้านหน้า ส่วนตึกด้านหลังที่ปรับเป็น Hospitel มีทั้งหมด 158 ห้อง ห้องละ 2 เตียง ซึ่งถ้าลูกค้ามาเป็นครอบครัว พี่น้อง เพื่อนสนิทก็สามารถอยู่ห้องเดียวกันได้ ส่วนถ้าไม่รู้จักกันก็แยกหญิง ชาย ตามปกติ ไม่มีเช็คอิน แต่เราจะนำคีย์การ์ดของห้องที่พร้อมแล้วไปไว้กับทีมพยาบาลทั้งหมด และทีมพยาบาลจะเป็นคนส่งแขกขึ้นพักเองทั้งหมด เพราะแขกที่มาเป็นแขกที่มีผลตรวจเป็นบวกหมดแล้ว ส่วนอาหารก็เป็นอาหารที่ครัวโรงแรมทำปกติจะมีให้เลือกเหมือน ASQ ทีมครัวเดียวกัน แต่ชุดและทีมที่เสิร์ฟอาหารแยกกัน เพราะเวลาขึ้นตึก Hospitel จะมีความเสี่ยงมากกว่า เราก็จะแยกชุดเสิร์ฟอาหาร ส่งพนักงานใส่ชุดป้องกันเต็มที่ไปเสิร์ฟ แยกกันเลย บุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์ระหว่าง Hospitel และ ASQ ก็แยกกัน”

ธีรณัฎฐ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องมาตรฐานการบริการซึ่งต้องละเอียดไปถึงการทำความสะอาด โดยทั้ง Hospitel และ ASQ จะมีการทำความสะอาดและทิ้งห้องไว้ 3 วัน โดยใช้ทั้งเทคโนโลยีโอโซน น้ำยาฆ่าเชื้อ รวมทั้งล้างแอร์ทุกครั้ง ที่สำคัญพนักงานทำความสะอาดทุกคนต้องใส่ชุดป้องกันแบบ PPE ไม่ต่างจากบุคลากรทางการแพทย์

ภายในห้องพักของโรงแรมโอโซน สามย่าน

โอโซน สามย่าน จาก Isolation Unitสู่Hospitel

อีกโรงแรมที่ปรับตัวเองมาสู่Hospitel คือ โรงแรมโอโซน สามย่าน ถ้ายังจำกันได้ ต้นปี 2563 เมื่อครั้งที่โควิด-19 เริ่มระบาด และเตียงสำหรับพักฟื้นผู้ป่วยไม่เพียงพอ โรงแรมโอโซน สามย่าน ได้ปรับเปลี่ยนจากโรงแรมเป็น สถานพักฟื้นผู้ป่วยโควิด-19หรือIsolation Unitรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการดีขึ้น สามารถดูแลตัวเองได้ แต่ยังกลับบ้านไม่ได้มาพักฟื้น เพื่อลดภาระของโรงพยาบาล และลดการแพร่ระบาดของเชื้อ โดยร่วมมือกับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยจากนั้นก็ได้ปรับมาเป็น ASQ และล่าสุด ทางโอโซนได้ปรับห้องพักทั้งหมดเป็นHospitel โดยจับมือกับ โรงพยาบาลวิภาราม-ชัยปราการ

“จากประสบการณ์ทั้งIsolation Unitและ ASQ ทำให้เรามีความเชี่ยวชาญขึ้น รู้แล้วว่าจะจัดการอย่างไรโดยเฉพาะในเรื่องการป้องกันการระบาด เรามีห้องทั้งหมด 42 ห้อง เปิดใช้เป็นHospitel 40 ห้อง สำรอง 2 ห้อง ผู้ป่วยหนึ่งคนต่อหนึ่งห้อง ยกเว้นว่าจะมาเป็นครอบครัวก็อาจจะอยู่ห้องเดียวกันได้ ซึ่งอันนี้อยู่ที่การวินิจฉัยของหมอและพยาบาล โดยทางพนักงานโรงแรมจะไม่มีการสัมผัสลูกค้า เป็นหน้าที่ของแพทย์ พยาบาล จัดการทั้งหมด ขยะติดเชื้อแยกชัดเจน ใส่ชุด PPE ตามมาตรฐาน ใช้หนึ่งครั้งก็ทิ้งเลยเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ภาชนะใส่อาหารเป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งเลย”

นิลุบล เทพมงคล ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมโอโซน สามย่าน เล่าถึงการเตรียมความพร้อมของโรงแรมซึ่งมีลูกค้าเป็นผู้ป่วยที่มีผลตรวจโควิดเป็นโพสิทีฟ เข้าพักวันแรกในวันที่ 12 เมษายน 2564 นอกจากนี้ นิลุบล ยังแนะนำผู้ป่วยที่จะเข้ามาใช้บริการว่าให้เตรียมของใช้ส่วนตัวมาให้พร้อม เช่น เสื้อผ้าลำลองที่เพียงพอสำหรับ 10 วัน เพราะHospitelจะไม่เหมือนโรงพยาบาลที่ต้องใส่ชุดคนไข้ของโรงพยาบาลตลอด แต่Hospitelสามารถใส่ชุดลำลอง เตรียมหนังสือมาอ่านได้เลย

“ทางโรงแรมจะมีการเตรียมอุปกรณ์พื้นฐานให้ เช่น ชุดทำความสะอาดในห้อง เพราะผู้เข้าพักจะต้องอยู่ในห้องตลอด พอเช็คเอาท์ออกแล้วทางโรงแรมจึงจะเข้าไปทำความสะอาดได้ ส่วนสบู่ ยาสระผมในห้องพักมีให้ แต่ก็แนะนำให้เตรียมของใช้พื้นฐานส่วนตัวมาเองน่าจะสะดวกที่สุด”

บรรยากาศของโอโซน สามย่าน

มาตรฐานความปลอดภัยที่ไม่ต่างจากโรงพยาบาล

ด้าน นายแพทย์วิทิต อรรถเวชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ โรงพยาบาลปิยะเวท กล่าวถึงความจำเป็นของการเปิดHospitel ว่า

“การระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่นี้พบว่าคนไข้ส่วนมากไม่มีอาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อายุน้อย ส่วนใหญ่เป็นคนไข้ที่มีผลตรวจเป็นโพสิทีฟแต่มีอาการน้อยมาก เช่น เจ็บคอเล็กน้อย หรือมีไข้ ไม่จำเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่เพื่อป้องกันการระบาดเราจึงให้คนไข้มากักตัวและพักฟื้นที่Hospitelเป็นเวลา 10 วัน

“ขั้นตอนเริ่มจากเมื่อคนไข้มาตรวจเชื้อโควิด-19 กลับบ้านไปรอฟังผล เมื่อพบว่ามีเชื้อโควิดโพสิทีฟ เราก็จะโทรแจ้งให้คนไข้ทราบ และให้คนไข้รออยู่ที่บ้าน คอยทีมพยาบาลของเราไปรับ เราจะมีรถตู้ซึ่งมีพาร์ทิชั่นกั้นระหว่างคนขับ ผู้ช่วยพยาบาลที่นั่งหน้ารถ และคนไข้ เรารับเสร็จมาส่งที่โรงแรม มีพยาบาลใส่ชุดป้องกันมารับคนไข้เข้าสู่ห้องพักที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ส่วนขั้นตอนการซักประวัติ เอกซเรย์ปอดจะดำเนินการในHospitelเลย”

ส่วนของ ASQ โรงแรมรัตนโกสินทร์

นายแพทย์วิทิตย้ำว่า ทางปิยะเวทได้มีการนำรถเอกซ์เรย์ปอดไปไว้ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์เลย และก่อนเข้าพัก ผู้ป่วยทุกคนจะได้รับการเอกซ์เรย์ปอดอีกครั้งเพื่อดูว่าเชื้อได้ลงปอดหรือยัง ปอดอักเสบหรือเปล่า ระหว่างพักก็มีทีมแพทย์ พยาบาล ประจำ ถ้ามีอาการเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถสั่งจ่ายยาได้เลย แต่ถ้าอาการทรุดหนักก็ส่งตัวกลับมายังโรงพยาบาลได้ทันที ทั้งนี้คนไข้แต่ละคนจะต้องเข้าพักเป็นเวลา 10 วัน ตามมาตรฐานการรักษาที่กระทรวงสาธารณะสุขกำหนดไว้

เมื่อสอบถามถึงการเตรียมตัวก่อนเข้ารักษาตัวในHospitel ซึ่งผู้ป่วยจะต้องอยู่นาน 10 วัน นายแพทย์วิทิต มีข้อแนะนำถึงสิ่งที่ต้องเตรียมดังนี้

  • เอกสารส่วนตัวโดยเฉพาะ “บัตรประชาชน”
  • อุปกรณ์และเอกสารด้านสุขภาพต่างๆ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับโรคประจำตัว การแพ้ยา ยาที่ต้องกินประจำ ผลตรวจโควิด
  • เสื้อผ้าเตรียมให้พอตลอด 10 วัน (ทางHospitelไม่มีเสื้อผ้าชุดผู้ป่วยให้)
  • ของใช้ส่วนตัวต่างๆ ที่จำเป็น เตรียมมาให้พอตลอด 10 วัน
  • หนังสือ กิจกรรมยามว่างเพื่อความผ่อนคลายในตลอด 10 วัน

Fact File

  • การเข้ารักษาตัวใน Hospitel นั้นผู้เข้าพักไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
  • ผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ไม่สามารถแจ้งความประสงค์ขอเข้าพักกับทางโรงแรมได้โดยตรง ต้องให้โรงพยาบาลเป็นผู้วินิจฉัยว่าอาการอยู่ในระดับที่จะเข้ารักษา กักตัวเองใน Hospitel ได้หรือไม่ เพราะถ้าหากมีอาการปอดติดเชื้อรุนแรงต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลเท่านั้น
  • ต้องให้ทางโรงพยาบาลเป็นคนไปรับเพื่อมาพักตัวและรักษาที่Hospitel ไม่สามารถ walk-in เข้ามาโดยตรงที่โรงแรมได้

The post เบื้องหลังเปลี่ยนโรงแรมเป็น Hospitel เตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้ากักตัวตลอด 10 วัน appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...