ชีวิตนอกคอร์ตแบดฯ ของ “เมย์-รัชนก อินทนนท์”
เวลานี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “น้องเมย์-รัชนก อินทนนท์” นักกีฬาแบดมินตันไทย ดีกรีหญิงเดี่ยวมือวางอันดับ 5 ของโลก ซึ่งชัยชนะในคอร์ตสีเขียวของเธอแต่ละครั้งนำพาความสุขมาให้คนไทยทั้งประเทศ
ล่าสุดเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมากับการประเดิมแชมป์แรกของปี ที่เพิ่งไปเอาชนะในการแข่งขันแบดมินตัน รายการเปอโรดัว มาเลเซีย มาสเตอร์ 2018 เอาชนะคู่ปรับตลอดกาลอย่าง “ไถ้ซื่อหยิง” มือ 1 ของรายการไปได้ คว้าแชมป์มาให้คนไทยได้ปลื้มปริ่มกันถ้วนหน้า
เส้นทางบนคอร์ตเขียวของเธอเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของความอดทนจนกระทั่งประสบความสำเร็จ ซึ่งอย่างที่รู้กันว่า “น้องเมย์” เริ่มจับไม้แบดมินตันตั้งแต่อายุ 6 ขวบในโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด หลังจากนั้นก็ไม่ได้สนใจกีฬาอื่นหรือทำอย่างอื่นเลย “น้องเมย์” ทุ่มเทให้กับแบดฯ เพียงอย่างเดียว ด้วยพรสวรรค์ ไหวพริบ และความอดทน ทำให้ “น้องเมย์” ทำผลงานได้ดีมาโดยตลอด
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ “น้องเมย์” คว้าชัยชนะและมาถึงวันนี้ได้ ก็คือ วินัยในการซ้อม เพราะตารางซ้อมของเธอมีทุกวัน ใช้เวลาอยู่ในคอร์ทวันละ 6-7 ชั่วโมง เรียกว่าช่วงชีวิตการเป็นนักเรียนของ “เมย์” มีแต่การตีแบดฯ เรียนหนังสือ และแข่งขันเท่านั้น ซึ่ง 3 อย่างนี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่า “น้องเมย์” เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นนักแบดมินตันหญิงมือ 1 ของประเทศ และก้าวสู่การแชมป์โลกได้ไม่ยากเลย
A post shared by Ratchanok Intanon (@ratchanokmay) on Jan 21, 2018 at 3:49am PST
จากการจับไม้แบดฯ เพื่อไม่ให้เล่นซน แต่วันนี้มันมาไกลจากตรงนั้นมาก
“การเป็นนักกีฬาไม่ใช่ความฝันของหนูตั้งแต่เด็ก อย่างที่รู้กันว่าพ่อกับแม่หนูทำงานที่โรงงานขนมไทยบ้านทองหยอด ตอนเด็ก ๆ หนูก็วิ่งเล่นอยู่ในโรงงาน แล้ววันหนึ่ง แม่ปุก (กมลา ทองกร เจ้าของโรงงานขนมไทยบ้านทองหยอด และโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด) กลัวว่าจะซนจนไปโดนพวกน้ำเชื่อมร้อน ๆ ราดตัว เลยบอกให้หนูไปตีแบดฯ ดีกว่า นั่นคือตอนที่หนูรู้จักคำว่าแบดมินตันครั้งแรก
“จำได้ว่าตอนเด็กหนูชอบรำ ตอนนั้นน่าจะประมาณ ป.1-2 พอมีการแสดง มีเต้น หนูรู้สึกดีที่เห็นคนมาดูเยอะ ๆ ก็เลยอยากเป็นนางรำ แต่พอช่วง ป.4-5 โตขึ้นมาหน่อย ตอนนั้นโรงเรียนหนูอยู่ข้าง ๆ โรงพยาบาล เห็นพยาบาลแต่งชุดพยาบาลก็อยากเป็นพยาบาลบ้างเหมือนกัน อาจจะเพราะช่วงนั้นหนูยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร แต่พอเล่นแบดฯ ไปด้วย ก็เริ่มชอบจนกลายเป็นนักกีฬาอย่างทุกวันนี้”
“นักกีฬามืออาชีพ” ที่มาพร้อมกับความหวังของคนไทยทั้งชาติ
“หนูคิดว่าทุกครั้งเราเป็นตัวแทนประเทศ ซึ่งเป็นปกติอยู่แล้วที่คนจะต้องคาดหวังอยากให้ได้แชมป์ หนูก็แค่ทำให้ดีที่สุด ไม่ได้คิดขนาดว่าต้องเอาความรู้สึกของทุกคนมากดดันตัวเอง เพราะส่วนใหญ่ก่อนแข่งขันหนูจะพยายามอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด รวบรวมสมาธิ ดูรูปแบบเกมกับโค้ช ไม่ค่อยได้วอกแวกไปคิดเรื่องอื่นสักเท่าไหร่
“จริง ๆ ตอนที่ยังเด็กกว่านี้ พอแข่งก็มีตื่นเต้นบ้าง อาจเพราะตอนนั้นยังเด็กแล้วต้องมากลายเป็นความหวังของคนไทย แต่ตอนนี้หนูโตขึ้นแล้ว รู้จักจัดแจงกับตัวเองได้ดีขึ้น มีจุดที่เราจะโฟกัสได้ดีขึ้น ก็เลยทำให้หนูไม่ตื่นเต้นเหมือนแต่ก่อน มีสมาธิกับเกมมากกว่า”
A post shared by Ratchanok Intanon (@ratchanokmay) on Oct 21, 2017 at 1:07pm PDT
จบเกมแต่การแข่งขันยังไม่จบ
“หลังจากแข่งไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ หนูกับโค้ชจะคุยกันเรื่องของรูปแบบเกมที่เพิ่งแข่งไปว่าวันนี้เป็นอย่างไร มีอะไรตรงไหนที่ต้องแก้ไขบ้าง ถ้าชนะก็จะคุยในส่วนของวันพรุ่งนี้ว่าต้องเจอใคร แต่ถ้าจบแบบเป็นแชมป์ก็จะจำฟอร์มการเล่นของตัวเอง พยายามจำในสิ่งที่ทำแล้วดีไว้ เก็บความรู้สึกแบบนี้เอาไว้และพัฒนาให้ดีขึ้น
“ถ้าได้แชมป์ หนูจะพยายามควบคุมไม่ให้ดีใจเกินไปกับสิ่งที่เพิ่งได้รับมา เพราะถ้าไปสนใจมาก ๆ อาจทำให้เหลิงไปกับความสำเร็จ ซึ่งมันไม่ดีกับตัวเราแน่ ๆ หนูพยายามทำเหมือนเดิม ใช้ชีวิตปกติ ใครชม หนูก็ดีใจ แต่ไม่เก็บกลับมาคิดว่าเราเก่งแล้วจนไม่ฝึกซ้อม
“แต่ถ้าเกมไม่เป็นไปตามเป้าหมายคือถ้าแพ้ สิ่งแรกที่ทำก็คือเรื่องคุยเรื่องรูปแบบเกมว่าจะกลับไปแก้ยังไงให้ดีกว่าเดิม เพราะอะไรถึงแพ้ เล่นไม่ดี คู่แข่งแกร่ง หรือสภาพจิตใจของหนูเอง ตรงนี้หนูต้องมาวิเคราะห์ว่าทำไมถึงเล่นไม่ดี เพื่อที่การแข่งครั้งหน้าจะได้เอาไปปรับปรุงให้ดีขึ้น”
A post shared by Ratchanok Intanon (@ratchanokmay) on Sep 17, 2017 at 6:08am PDT
ไอดอลของเด็ก ๆ ที่ฝันอยากเป็นนักกีฬา
“ตอนแรกยังไม่รู้ตัวเองว่ารู้สึกยังไงกับเป็นนักกีฬา แต่พอได้ซ้อม ได้แข่งอย่างจริงจัง ได้เป็นนักกีฬาอาชีพเต็มตัวก็คิดว่านี่แหละคือตัวหนู เพราะถ้าไม่ได้เป็นนักแบดฯ ตอนนี้หนูก็คงเป็นทำงานที่ไหนสักแห่ง ซึ่งถือว่าหนูโชคดีที่ได้มีโอกาสตรงนี้ ได้เป็นตัวแทนคนไทย ได้พิสูจน์ตัวเอง และได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจไว้
“ตอนนี้เริ่มมีเด็ก ๆ หันมาสนใจเล่นกีฬากันมากขึ้น จะเล่นเพื่อสุขภาพหรือเพื่ออนาคต และไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทไหนก็ตาม เราควรมีระเบียบวินัย อดทน เพราะไม่มีอะไรที่ได้มาง่าย ๆ การที่เราจะประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่ทุกอย่างจะมาง่าย ๆ แต่เราต้องไขว่คว้ามันเอง และจะสำเร็จมาก-น้อยขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับโอกาสด้วย
“ถ้ากล้าที่จะยอมแลก โอกาสก็จะมีมากกว่าเดิม ถ้ากล้าที่จะยอมเหนื่อย ยอมเสียสละเวลา ยอมแลกกับอะไรหลาย ๆ อย่าง หนูเชื่อว่าทุกคนมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้
การเป็นนักกีฬาสอนอะไรหนูหลายอย่าง สอนให้รู้จักการใช้ชีวิต ให้สู้ ให้อดทน ซึ่งความอดทนนี้สามารถนำไปใช้ในอนาคตได้หลายอย่าง ไม่จำกัดว่าต้องใช้ในเรื่องของกีฬา ขึ้นอยู่กับว่าจะประยุกต์ใช้ความอดทนนี้ในเรื่องของอะไร หนูมาถึงตรงนี้ได้ก็เพราะความอดทน หลายครั้งที่ต้องซ้อมอย่างลำบากและเหน็ดเหนื่อยกับมันมาก ตอนนั้นถ้าหนูถอดใจ ก็คงไม่มีวันนี้ ไม่ได้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้”
ตอนนี้ “น้องเมย์” รั้งมือวางอันดับ 5 ของโลก แต่เป้าหมายของเธอไม่ได้หยุดแค่นี้ เธอยังคงตั้งใจ อดทน และฝึกซ้อมเพื่อก้าวสู่การเป็นมือวางอันดับ 1 ของโลกอีกครั้งให้กับคนไทย..