โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

10 สูตรแก้ส้นเท้าแตก แบบบ้านๆ เน้นประหยัด แต่ได้ผลชัวร์!!!

MThai.com - Women

เผยแพร่ 17 ก.พ. 2561 เวลา 03.00 น.
ปัญหาเรื่องส้นเท้าแตก อาจจะสร้างความปวดหัวให้กับสาว ๆ หลายคนไม่ใช่น้อย

ปัญหาเรื่องส้นเท้าแตก อาจจะสร้างความปวดหัวให้กับสาว ๆ หลายคนไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะเมื่อต้องถอดรองเท้าต่อหน้าคนอื่นๆ ซึ่งอาจจะเป็นเหตุให้ถูกล้อเลียนได้ แต่ในบางคนที่มีอาการหนักอาจถึงขั้นส้นเท้าแตกจนมีเลือดซึมและรู้สึกเจ็บเวลาเดินได้ จะหาครีมมาทาก็ทุเลาได้ชั่วคราวเท่านั้น เราจึงขอแนะนำ 10 วิธีดูแลส้นเท้าแตกด้วยวัตถุดิบที่หาได้ง่ายๆ ในบ้าน แต่ได้ผล 100% บอกกัน

how to วิธีทำลิปบาล์มออร์แกนิค กลิ่นโรสแมรี่

1.น้ำยาบ้วนปาก + น้ำส้มสายชู

แช่เท้าในน้ำอุ่นผสมน้ำส้มสายชูและน้ำยาบ้วนปาก โดยให้ใช้น้ำอุ่น น้ำส้มสายชู และน้ำยาบ้วนปากอย่างละเท่ากัน แล้วแช่เท้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วค่อยแช่เท้าในน้ำอุ่นทิ้งไว้อีกครึ่งชั่วโมง จากนั้นขัดเท้าด้วยที่ขัดส้นเท้า ล้างเท้าให้สะอาด เช็ดเท้าให้แห้งแล้วทาด้วยครีมบำรุงสำหรับทาส้นเท้าแตก โดยสามารถทำซ้ำกันได้ทุกวันจนกว่าส้นเท้าของคุณจะหาย

2.แป้งข้าวเจ้า + น้ำผึ้ง + น้ำส้มสายชู

ทำสครับด้วยการนำส่วนผสมทั้ง 3 อย่างมาผสมกัน ในอัตราส่วนแป้งข้าวเจ้า 3 ช้อน น้ำผึ้ง 1 ช้อน และน้ำส้มสายชู 2-3 หยด คนให้เข้ากัน จากนั้นแช่เท้าของคุณในน้ำอุ่นประมาณ 10 นาที จากนั้นค่อยๆ เอาหินมาขัดๆ ถูๆ เพื่อขจัดผิวที่ตายแล้ว โดยสามารถทำซ้ำได้ใน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

ทั้งนี้ ด้วยสรรพคุณของแป้งข้าวเจ้า จะช่วยทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นและช่วยฟื้นฟูผิว น้ำผึ้งเป็นสารฆ่าเชื้อโรคตามธรรมชาติที่ช่วยรักษารอยแตก ส่วนน้ำส้มสายชูเป็นกรดอ่อนสามารถช่วยลดความแห้งกร้านและผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกง่าย

3.กล้วยหอม

4.น้ำผึ้ง

นำน้ำผึ้งผสมลงไปในน้ำอุ่น แช่เท้าของคุณลงในอ่างและนวดเบาๆ เป็นเวลา 20 นาที จากนั้นค่อยๆ เอาหินมาขัดๆ ถูๆ เพื่อขจัดผิวที่ตายแล้วและอย่าลืมทาครีมบำรุงเท้าด้วย วิธีนี้สามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอก่อนเข้านอน

5.น้ำมันพืช

ทำความสะอาดเท้าโดยใช้ผ้าเช็ดตัวนุ่มๆ เช็ด จากนั้นทาน้ำมันพืชบนส้นเท้าและนิ้วเท้าของคุณ ใส่ถุงเท้าที่สบายและสะอาด สูตรนี้สามารถทำได้ทุกวันก่อนเข้านอน ทั้งนี้ ด้วยสรรพคุณของน้ำมันพืชส่วนใหญ่มีวิตามิน เช่น provitamin A , D และ E ซึ่งช่วยบำรุงผิวและสร้างเซลล์ใหม่

6.วิคส์ วาโปรับ

แก้ไขได้ง่ายๆ เพียงใช้วิคส์นวดบริเวณส้นเท้าที่แตกก่อนเข้านอนประมาณ 5 นาที แล้วใส่ถุงเท้าที่สบาย (โดยเฉพาะผ้าฝ้าย) ปล่อยทิ้งไว้ตลอดคืน จากนั้นจึงล้างออกในตอนเช้าด้วยน้ำอุ่น แล้วขัดอีกครั้งด้วยหินภูเขาไฟ เท่านี้ปัญหาส้นเท้าแตกก็หมดไป

7.ผงฟู

เทผงฟูลงในน้ำอุ่น รอให้ละลายแล้วแช่เท้าเป็นเวลา 15 นาที จากนั้นก็ขัดด้วยหินภูเขาไฟ ล้างออกด้วยน้ำสะอาดและเช็ดเท้าด้วยผ้าเช็ดตัว โดยสามารถทำซ้ำ 2 ตรั้งต่อสัปดาห์ ทั้งนี้ ผงฟูจะช่วยขจัดเซลล์ที่ตายแล้วและยังมีคุณสมบัติต้านการอักเสบอีกด้วย แถมขจัดกลิ่นเหม็นได้ด้วยนะ

8.ว่านหางจระเข้

แช่เท้าของคุณในน้ำอุ่นและขัดด้วยหินภูเขาไฟ เพื่อขจัดสิ่งสกปรกรอจนแห้งแล้วทาเจลว่านหางจระเข้ให้กับเท้าของคุณ จากนั้นสวมถุงเท้าผ้าฝ้าย แล้วล้างด้วยน้ำอุ่นในตอนเช้า วิธีนี้สามารถทำซ้ำทุกๆคืน 4-5 วัน

9.วาสลินและน้ำมะนาว

แช่เท้าในน้ำอุ่นประมาณ 20 นาที ล้างให้สะอาดและลูบไล้ให้แห้ง ก็ช่วยทำให้ผิวที่แห้งแตกและหยาบกร้านนิ่มลงได้ จากนั้นให้ใช้วาสลีน 1 ช้อนชาผสมกับน้ำมะนาวคั้นสด 3-4 หยดแล้วคนให้เข้ากัน นำมาทาบริเวณที่ส้นเท้าแตก แล้วค่อยสวมถุงเท้าทำด้วยผ้าขนสัตว์ก่อนเข้านอน จากนั้นล้างด้วยน้ำอุ่นตอนเช้า สำหรับวิธีนี้คุณสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอก่อนเข้านอน เพราะวาสลีนทำหน้าที่เป็น มอยส์เจอร์ไรเซอร์ให้ความชุ่มชื้นและกรดซิตริกในน้ำมะนาวช่วยให้ผิวลอกและช่วยผลัดของเซลล์ผิวใหม่

10.เกลือบริสุทธิ์

เติมเกลือบริสุทธิ์ครึ่งถ้วยลงในอ่างน้ำอุ่นคนให้เข้ากัน แช่เท้าไว้ประมาณ 15 นาที เมื่อครบเวลาแล้วก็ให้ใช้หินสำหรับขัดเท้า นำมาขัดถูเบาๆ บริเวณรอยแตก ซึ่งการขัดด้วยหินจะช่วยขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไปและทำให้ผิวนุ่มนวลได้ (ห้ามใช้แปรงเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้รอยแตกกว้างมากขึ้นไปอีก) เมื่อเสร็จแล้วก็ให้ล้างเท้าให้สะอาด เช็ดเท้าให้แห้ง แล้วทาด้วยครีมบำรุง โดยสามารถทำได้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์

ทั้งนี้ ด้วยสรรพคุณของเกลือบริสุทธิ์จะช่วยลดการอักเสบและทำให้ผิวอ่อนนุ่มขึ้นได้

ที่มา  brightside.me

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...