โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“โทษประหาร” มิติที่ซับซ้อนระหว่าง “ความรู้สึก” กับ “ความเข้าใจ”

MATICHON ONLINE

อัพเดต 22 มิ.ย. 2561 เวลา 09.54 น. • เผยแพร่ 22 มิ.ย. 2561 เวลา 09.54 น.

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ “โทษประหาร” ในประเทศไทย เคสรายล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 18 มิถุนายก 2561 ธีรศักดิ์หรือ มิก หลงจิ เป็นนักโทษรายที่ 7 ขึ้นสู่หลักประหารด้วยการถูกฉีดสารพิษเข้าสู่ร่างกาย เป็นรายแรกในรอบ 9 ปี ทำให้ข้อตกลงปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ให้ยกเลิกโทษประหารไปทันทีต้องหยุดลง  ตามที่ระบุต้องไม่มีการประหารภายใน 10 ปี (เริ่มนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2552 ที่มีการประหารชีวิตครั้งหลังสุดในประเทศไทยไปจนถึงสิงหาคม 2562)

เมื่อกล่าวถึงกฎหมายของประเทศไทยในหมวดระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการประหารชีวิตนักโทษ พ.ศ. 2546 ที่ประกาศเมื่อ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ได้ปรับแก้กฎหมายเดิมที่เป็นคำสั่งของกระทรวงมหาดไทย ปี 2478 วางระเบียบการประหารชีวิตนักโทษ โดยการยิงด้วยปืนตามนัย มาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ. 2477

ส่วนเนื้อหาใหม่ในพ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2546 ได้แก้ไข มาตรา 19 เปลี่ยนวิธีการประหารชีวิตจากการเอาไปยิงเสียให้ตาย เป็นให้ฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย  ทั้งนี้หลักเกณฑ์และวิธีการประหารชีวิตนักโทษ พ.ศ. 2546 มีทั้งหมด 19 ข้อ ที่ลำดับรายละเอียดตั้งแต่นักโทษถูกตัดสินประหารชีวิตไปจนถึงขั้นตอนวิธีการประหาร

ขณะนั้น มีความเห็นเรื่องของวิธีประหารว่า การปล่อยยาเข้าสู่เส้นเลือดอย่างเป็นขั้นตอน ทำให้ผู้ถูกประหารไม่รู้สึกทรมานใดๆ แต่วันนี้ สถานการณ์ของโลกเปลี่ยนไป ไม่ได้มองแค่ประหารอย่างไร แต่อยากให้เลิกการประหาร มุมมองความเห็นของประเทศไทยเกิดความเห็นมากมายสุดแล้วแต่หลักการและเหตุผลที่จะสนับสนุนแนวคิดของตนเอง

แนวคิดที่จะปรับปรุงโทษประหารในส่วนของภาครัฐสำหรับประเทศไทยแล้ว ในยุคของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. ก็มีความพยายามเช่นกัน แต่เป็นไปอย่างระมัดระวังอย่างยิ่ง อ้างจากบทความหนึ่งของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม หัวเรื่อง “การรณรงค์เปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิต” ที่นำลงเว็บไซด์เมื่อ 7  มิถุนายน 2560 มีรายละเอียดน่าสนใจ จึงขอนำมาถ่ายทอดต่อ

ในบทความกล่าวถึงแผนงานของกระทรวงยุติธรรมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิต อันเป็นผลสืบเนื่องจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีข้อเสนอแนะนโยบายการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับโทษประหารชีวิตและหลักสิทธิมนุษยชนเสนอเข้ามา ต่อมานายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรม เร่งจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและจัดทำรายงานผลการพิจารณาในประเด็นต่างๆ ให้ครบถ้วนส่งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อจะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

กระทรวงยุติธรรมมอบหมายให้สำนักงานกิจการยุติธรรมศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิต ก่อนชงประเด็นเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการพัฒนาและบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม ครั้งที่ 2/2559 เมื่อ 1 มีนาคม 2559 และคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) ครั้งที่ 2/2559 เมื่อ 7 เมษายน 2559

ที่ประชุมทั้งสองมีมติเห็นชอบกับแนวทางการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิต แบ่งเป็น 3 ระยะด้วยกัน

ระยะที่ 1 ปรับอัตราโทษความผิดบางประเภทจากที่มีโทษประหารชีวิตสถานเดียวเป็นโทษอัตราขั้นสูงสุดประหารชีวิต เพื่อให้ผู้พิพากษาสามารถใช้ดุลพินิจที่จะลงโทษประหารชีวิตได้โดยไม่จำเป็นต้องวางโทษประหารชีวิตสถานเดียวเท่านั้น

ระยะที่ 2  ยกเลิกโทษประหารชีวิตในบางฐานความผิด โดยเฉพาะในความผิดที่ไม่เกี่ยวกับชีวิต หรือเป็นความผิดที่ไม่ส่งผลถึงความตายของผู้อื่น เช่น การลักพาตัวผู้อื่นเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เป็นต้น

ระยะที่ 3 ยกเลิกโทษประหารชีวิตในฐานความผิดที่เหลือทั้งหมด

ข้อเสนอถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อ 26 กรกฎาคม 2559 ครม.รับทราบและเห็นชอบข้อเสนอ  ทางปลัดกระทรวงยุติธรรมจึงมอบหมายให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพนำข้อเสนอมาดำเนินการต่อ จัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนแนวทางการเปลี่ยนแปลงโทษประหารชีวิตตามมติครม.ต่อไป

บทความเดียวกันยังบอกว่า ก่อนปี 2558 มี 55 ฐานความผิด แต่ต่อมา มีการตรากฎหมายขึ้นใหม่ 3 ฉบับ กำหนดอัตราโทษประหารชีวิตไว้ในกฎหมายอีก 8 ฐานความผิด ส่งผลให้ปัจจุบันมีฐานความผิดที่มีอัตราโทษประหารชีวิต รวมถึง 63 ฐานความผิด

ที่งอกขึ้นใหม่ดังกล่าวมาจากกฎหมาย 3 ฉบับ คือ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 และพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558

กล่าวสำหรับจุดลงเอยของความเห็นหรือแผนการเหล่านี้ยังไม่มีการตกผลึกในเร็ววัน เพราะการยกเลิกหรือไม่ยกเลิกโทษประหาร ยังมีมิติทางความคิดเห็นที่แตกต่างกันไปมากมาย ซับซ้อนเกินกว่าที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยอมเข้าใจตรงกันได้

ดั่งที่ พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ วัดสร้อยทอง ให้ความเห็นผ่านเว็บไซต์ข่าวสดเมื่อเร็วๆนี้ว่า “เราจะเอาความรู้สึกไปตัดสินไม่ได้ คนกระทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว แต่เราสามารถตั้งคำถามกับกระบวนการยุติธรรมได้ว่ามีช่องโหว่ตรงไหนหรือไม่”

 

 

 

 

 

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...