รื้อสัมปทาน-เขย่าค่าตั๋ว BTS กทม.หาเงินโปะหนี้แสนล้าน
รื้อโครงสร้างค่าโดยสาร-สัมปทานบีทีเอส กับส่วนต่อขยายไปคูคต สมุทรปราการใหม่ทั้งระบบ กทม.หาเงินโปะหนี้แสนล้านรถไฟฟ้าสายสีเขียว เล็งรวบเป็นสัญญาเดียว รวมระยะทาง 67 กม. เก็บค่าตั๋วตามระยะทาง 16-65 บาท เริ่ม ธ.ค.นี้ รับเปิดหวูดช่วง “แบริ่ง-สมุทรปราการ” บีทีเอสได้สัมปทานเดินรถตลอดสาย
พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กทม.มีแนวคิดจะจัดเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอสทั้งโครงข่ายเก่าและส่วนต่อขยายใหม่ที่จะรับโอนโครงการมาจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในอัตราเริ่มต้นเท่ากับอัตราปัจจุบันที่ 16 บาท และอัตราสูงสุดไม่เกิน 65 บาท เพราะเมื่อเปิดใช้บริการส่วนต่อขยายใหม่ระยะทางจะเพิ่มขึ้นเป็น 67 กม. และมี 55 สถานี
จ่ายค่าแรกเข้าครั้งเดียว
“ต้องเข้าใจว่าสายหลักเป็นสัมปทานของบีทีเอส 23 กม. เก็บค่าโดยสาร 16-44 บาท เมื่อรวมส่วนต่อขยายที่ กทม.ดำเนินการเองอ่อนนุช-แบริ่ง และตากสิน-บางหว้า จะเก็บค่าโดยสารในอัตราสูงสุด 59 บาท เมื่อเปิดส่วนต่อขยายอีก 2 ช่วง คือ หมอชิต-คูคต และแบริ่ง-สมุทรปราการ จริง ๆ แล้วเมื่อใช้ทั้งโครงข่ายค่าโดยสารจะอยู่ที่ 146 บาท ซึ่งแพงเกินไป เพราะต้องจ่ายหลายต่อ แต่ถ้าหากรวมเป็นเส้นทางเดียวกันจะเสียค่าแรกเข้าครั้งเดียว ทำให้ค่าโดยสารถูกลง ลดภาระประชาชน จูงใจให้คนมาใช้มากขึ้น”
เรื่องค่าโดยสาร กทม.จะต้องหารือร่วมกับกระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง และสภา กทม.ก่อน จึงจะมีข้อสรุปที่ชัดเจน หากเป็นไปตามแผนคาดว่าอัตราค่าโดยสารใหม่จะประกาศใช้ในเดือน ธ.ค.นี้ พร้อม ๆ เปิดส่วนต่อขยายแบริ่ง-สมุทรปราการ
เปิดสัมปทานใหม่โปะหนี้แสน ล.
พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า การรับโอนหนี้ค่าก่อสร้างและงานระบบ เมื่อรวมดอกเบี้ยแล้วจะอยู่ที่กว่า 1 แสนล้านบาท รอสภา กทม.พิจารณาอนุมัติร่างข้อบัญญัติรับโอนหนี้ แต่วงเงินสูง และ กทม.ไม่มีงบประมาณพอ จึงมีแนวคิดให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานส่วนต่อขยายและรับภาระหนี้ทั้งหมด เพราะในปี 2563 จะต้องเริ่มจ่ายค่างานระบบก่อนกว่า 2 หมื่นล้านบาท วิธีนี้จะทำให้ กทม.ไม่ต้องออกค่าใช้จ่าย ขณะที่เอกชนจะมีรายได้จากค่าโดยสารไปชำระหนี้คืนรัฐได้”
นายมานิต เตชอภิโชค กรรมการผู้อำนวยการ บจ.กรุงเทพธนาคม (เคที) วิสาหกิจของ กทม. กล่าวว่า โมเดลการหาเงินมาชำระหนี้สายสีเขียว ส่วนต่อขยาย 2 เส้นทางดังกล่าว ยังไม่ตกผลึก แต่การเปิดให้สัมปทานใหม่เป็นทางเลือกหนึ่ง ส่วนจะต้องรวมกับสัมปทานเก่าของบีทีเอสหรือไม่ ยังไม่เป็นที่ยุติเช่นกัน แต่แนวโน้มบีทีเอสจะเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้การเดินรถต่อเชื่อมกันทั้งระบบ ภายใต้สัมปทานรายเดียว
รวบสัญญาเก่า-ใหม่
“สัมปทานบีทีเอสจะหมดปี 2572 หากได้ข้อยุติ และบีทีเอสยินยอมให้รวมสัมปทานกับส่วนต่อขยายใหม่ ก็ต้องแก้ไขในสัญญาเดิม ยกเลิกข้อตกลงเดิมที่ว่าจ้างบีทีเอสเดินรถส่วนต่อขยายเก่าและส่วนต่อขยายใหม่ ไปคูคตกับสมุทรปราการ ที่จะหมดสัญญาพร้อมกันปี 2585 กว่า 3 แสนล้านบาท และทำเป็นเงื่อนไขภายใต้สัมปทานใหม่ว่าให้มีผลหลังปี 2572 รวมถึงส่วนการแบ่งรายได้ด้วย จะคำนวณกันอย่างไร เพราะหลังปี 2572 ทรัพย์สินและรายได้จะเป็นของ กทม.ทั้งหมด”
รายงานข่าวจาก กทม.เปิดเผยว่า ปัจจุบันสภา กทม.ยังมีข้อท้วงติงเรื่องการรับโอนหนี้มาทั้งหมด เนื่องจากมองว่า กทม.และ รฟม. ถือเป็นหน่วยงานของรัฐเช่นกัน เมื่อรัฐรับภาระค่าโครงสร้างพื้นฐานวงเงินกว่า 6 หมื่นล้านบาท ให้ รฟม. เพราะเหตุใดจึงไม่รับหนี้ส่วนนี้แทน กทม. และให้ กทม.รับภาระเฉพาะค่างานระบบกว่า 2 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ การเก็บค่าโดยสารสูงสุด 65 บาท อาจกระทบต่อคนที่เดินทางระยะสั้น ส่วนคนที่ใช้บริการทางไกลจะได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม อยู่ที่การคำนวณว่าจะเริ่มเก็บ 65 บาทที่กี่สถานี เพราะระยะทางเพิ่มขึ้นเป็น 67 กม. และมี 55 สถานี จากปัจจุบันบีทีเอสเริ่มเก็บอัตราสูงสุด 44 บาท ตั้งแต่สถานีที่ 10 เป็นต้นไป
*บีทีเอสรับได้ทุกข้อเสนอ *
ด้านนายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (BTSC) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัทกำลังเจรจาหารือกับ กทม.ถึงแนวทางการหาเงินมาชำระหนี้โครงการสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่รับโอนมาจาก รฟม. ให้เป็นธรรมทุกฝ่าย ทั้งบีทีเอส กทม.และประชาชนผู้ใช้บริการ ซึ่งมีแนวคิดจะรวมสัมปทานเดิมเข้ากับส่วนต่อขยายใหม่เป็นสัมปทานเดียวกันทั้งหมด และเก็บค่าโดยสารตามระยะทางจ่ายค่าแรกเข้าครั้งเดียว อัตราสูงสุดไม่เกิน 65 บาท ส่วนอัตราเริ่มต้นต้องเจรจากันว่าจะใช้ราคาปัจจุบันที่ 16 บาท หรือกำหนดขึ้นมาใหม่ รวมถึงส่วนแบ่งรายได้ที่จะต้องให้ กทม.ด้วย
“การเจรจาใหม่นี้อาจจะต้องเข้าร่วมทุนด้วย เพราะเกี่ยวพันกับสัมปทานเดิม ส่วนค่าโดยสารใหม่ยังไงต้องถูกกว่าปัจจุบัน เพราะไม่มีค่าแรกเข้าหลายต่อ และระยะทางก็ยาวขึ้น ส่วนรายละเอียดคงต้องเจรจากับ กทม.ก่อน”
ส่วนสัมปทานใหม่ หากมีข้อยุติที่ลงตัวจะต้องยกเลิกสัญญาจ้างเดินรถก่อนหน้านี้ แล้วเปลี่ยนเป็นสัมปทานใหม่ แต่ต้องเริ่มนับหลังปี 2572 เนื่องจากสัมปทานเดิมได้นำเข้ากองทุนโครงสร้างพื้นฐานบีทีเอสไปแล้ว ซึ่งมีวิธีการที่จะตกลงกันก่อนได้ว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยพยายามจะให้ทุกอย่างจบภายใน ธ.ค.นี้ พร้อมกับเปิดช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ
นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ค่าโดยสารสูงสุด 65 บาทเป็นข้อเสนอของบีทีเอส อยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนเรื่องการโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 2 เส้นทาง จะเร่งสรุปให้เสร็จในเดือน พ.ค.นี้ ล่าสุด กทม.รอสภาอนุมัติ เพื่อเปิดบริการช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการในเดือน ธ.ค.นี้ ปัจจุบันก่อสร้างเสร็จแล้ว เหลือติดตั้งงานระบบไฟฟ้า ซึ่งคืบหน้าแล้ว 59.93% ในอนาคตรถไฟฟ้าสายนี้จะไปเชื่อมกับสายสีเหลืองสร้างจากลาดพร้าวมาที่สถานีสำโรงในปี 2564 จะทำให้คนฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯเดินทางสะดวกขึ้น