โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"สงครามไครเมีย" สมรภูมิยุคใหม่ที่พลิกโฉมประวัติศาสตร์การสงคราม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 06 ม.ค. เวลา 05.03 น. • เผยแพร่ 06 ม.ค. เวลา 04.59 น.
กองทัพเรือรัสเซียบดขยี้กองทัพเรือออตโตมัน ที่เมือง Sinop ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1853 ในช่วงต้นของสงครามไครเมีย

“สงครามไครเมีย” สมรภูมิยุคใหม่ที่พลิกโฉมประวัติศาสตร์การสงคราม

ด้วยเหตุที่ ออตโตมัน เป็น “คนป่วยแห่งยุโรป” จักรวรรดิที่อ่อนแอจึงตกเป็นเป้าหมายของชาติมหาอำนาจยุโรป ความอ่อนแอนี้นำมาสู่ความวุ่นวายตลอดช่วงศตวรรษที่ 18-19 ต้นเหตุของ “สงครามไครเมีย” ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากความอ่อนแอของออตโตมัน จากการที่ออตโตมันถูกฝรั่งเศสบีบบังคับทำสนธิสัญญาใน ค.ศ. 1852 โดยให้สิทธิ์พิเศษแก่ฝรั่งเศสในการเข้าไปดูแล วิหารแห่งนครเยรูซาเลม และคุ้มครองคริสต์ศาสนิกชนโรมันคาทอลิกใน “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งเป็นพื้นที่ภายใต้การปกครองของออตโตมัน

อย่างไรก็ตาม สนธิสัญญานี้ทับซ้อนกับ “สนธิสัญญาชุกไกนาร์จี” ที่ ออตโตมัน ให้สิทธิ์พิเศษแก่ รัสเซีย ในการปกครองคริสต์ศาสนิกชนกรีกออร์ธอด็อกซ์ในดินแดนออตโตมัน ซึ่งทำสนธิสัญญากันมาตั้งแต่ ค.ศ. 1774 รัสเซียไม่พอใจอย่างมาก พยายามบีบบังคับให้ออตโตมันยกเลิกสนธิสัญญากับฝรั่งเศส แต่ออตโตมันปฏิเสธ เพราะถือว่าเป็นการล่วงละเมิดอำนาจอธิปไตย ซึ่งออตโตมันสามารถทำข้อตกลงกับประเทศใดก็ได้

รัสเซียจึงส่งกองทัพเข้าไปยึดมอลเดเวียและวัลเลเคีย (ปัจจุบันอยู่ในประเทศโรมาเนีย) ดินแดนภายใต้การปกครองของออตโตมัน พร้อมส่งกองทัพเรือประชิดช่องแคบบอสฟอรัส ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งกรุงอิสตันบูล เมืองหลวงของออตโตมัน หวังบีบบังคับให้ยอมรับข้อเรียกร้องของ รัสเซีย ออตโตมันจึงขอความช่วยเหลือไปยังอังกฤษและฝรั่งเศส

อังกฤษเองต้องการรักษาเสถียรภาพของออตโตมันไม่ให้ล่มสลาย นอกจากนี้ ออตโตมัน ยังมีประโยชน์กับอังกฤษในด้านการค้า และการปกป้องผลประโยชน์ในอัฟกานิสถานและอินเดีย ซึ่งเป็นดินแดนภายใต้การปกครองของอังกฤษ ขณะที่ฝรั่งเศสต้องการเพิ่มบทบาทการเมืองระหว่างประเทศ จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ซึ่งเพิ่งครองราชย์ก็ต้องการเสียงสนับสนุนจากพวกคาทอลิกในประเทศ จากการทำสนธิสัญญากับออตโตมัน

จากประเด็นความขัดแย้งทางศาสนาระหว่างคริสต์ศาสนาต่างนิกายกันนี้ ทำให้ชาวคริสต์ในอังกฤษและฝรั่งเศสได้ประณามโจมตีคริสตจักรกรีกออร์ธอด็อกซ์ของรัสเซียผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ขณะที่ชาวรัสเซียและชาวเติร์กหลายคนมองว่า ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์ระหว่างศาสนาคริสต์ตะวันออก คือคริสต์ศาสนานิกายกรีกออร์ธอด็อกซ์ กับศาสนาอิสลาม

แม้จะมีความพยายามเจรจาระหว่าง 2 ฝ่ายแต่ก็ไม่เป็นผล ในที่สุดออตโตมันประกาศสงครามต่อรัสเซียในวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1853 ออตโตมันส่งเรือพิฆาตขนาดเล็ก 7 ลำ เรือลาดตระเวณขนาดเล็ก 3 ลำ และเรือปืนขับเคลื่อนไอน้ำ 2 ลำ ไปโจมตีเมืองชายฝั่งของรัสเซียในบริเวณทะเลดำ เรือของออตโตมันซึ่งทำจากไม้ ถูกกองเรือรัสเซียทำลายอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 4 ชั่วโมง ทหารเรือตุรกีเสียชีวิต 4,000 คน ความพ่ายแพ้นี้ทำให้อังกฤษและฝรั่งเศสต้องรีบให้ความช่วยเหลือออตโตมันอย่างเร่งด่วน กระทั่งประกาศสงครามต่อรัสเซียเมื่อวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 1854

ในช่วงเวลาที่อังกฤษและฝรั่งเศสกำลังเตรียมทำสงคราม ได้มีความพยายามเจรจาทางการทูตเพื่อโน้มน้าวให้ออสเตรียซึ่งเป็นพันธมิตรกับรัสเซียเข้าร่วมกับฝ่ายตน อย่างไรก็ตาม ออสเตรียลังเลที่จะให้ความช่วยเหลือหรือเข้าร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะการที่รัสเซียยึดครองมอลเดเวียและวัลเลเคียนั้น ส่งกระทบต่อเศรษฐกิจของออสเตรียและดินแดนแถบแม่น้ำดานูบ

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1854 รัสเซียจึงยอมถอยทัพออกจากมอลเดเวียและวัลเลเคีย เพราะเกรงว่าออสเตรียจะเข้าร่วมกับ ออตโตมัน และ ฝ่ายพันธมิตร ซึ่งรัสเซียไม่ต้องการทำสงครามเพิ่มอีกด้านหนึ่ง ต่อมา ออสเตรียได้ประกาศวางตัวเป็นกลาง ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับทั้งสองฝ่าย เพราะต่างฝ่ายต่างต้องการดึงออสเตรียมาเข้าร่วมกับฝ่ายตน

เมื่ออังกฤษและฝรั่งเศสเตรียมกองทัพเสร็จสิ้น ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1854 จึงเริ่มบุกจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ๆ ของ รัสเซีย ทั้งที่เทือกเขาคอเคซัส, ทะเลบอลติก, ทะเลขาว ซึ่งอยู่ในทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย และโจมตีข่มขวัญรัสเซียที่เมืองท่า Petropavlovsk บริเวณคาบสมุทรคัมชัตคาในมหาสมุทรแปซิฟิกอีกทางหนึ่ง เพื่อบีบบังคับให้รัสเซียยอมแพ้ ขณะที่บริเวณโดยรอบทะเลดำ อังกฤษและฝรั่งเศสยกกองทัพที่มีทหาร 50,000 คน ขึ้นบกที่คาบสมุทรไครเมีย เพื่อมุ่งยึดเมืองเซวัสโตปอล (Sevastopol) อันเป็นฐานทัพเรือที่สำคัญของรัสเซีย

ต้น ค.ศ. 1855 อาณาจักรปีมอนต์-ซาร์ดิเนีย (อิตาลีตอนเหนือ) หวังได้รับแรงสนับสนุนในการรวมชาติอิตาลีจากอังกฤษและฝรั่งเศส จึงได้เข้าร่วมสงครามต่อสู้กับรัสเซีย โดยส่งทหารราว 17,000 คน เข้าร่วมรบ

การสู้รบดำเนินไปอย่างดุเดือดกินเวลายาวนาน กองทัพพันธมิตรปิดล้อมเมืองเซวัสโตปอลนานกว่า 11 เดือน ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อทั้งสองฝ่าย ทหารที่อยู่ในสนามเพลาะท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมาก และอาการ “Shell Shock” ซึ่งเกิดจากการระดมยิงปืนใหญ่อย่างหนัก จนทำให้เกิดความเครียดสะสมและกลัวจนสติแตก จนกระทั่งในเดือนกันยายน ค.ศ. 1855 ฝ่ายพันธมิตรจึงสามารถยึดเมืองได้สำเร็จ

ต่อมา ออสเตรียลงนามรับ “หลัก 4 ประการแห่งเวียนนา” กับชาติพันธมิตร ยื่นข้อเสนอให้รัสเซียยอมแพ้ หากรัสเซียไม่ยอมรับภายในเวลา 2 เดือน ออสเตรียจะเข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตรต่อต้านรัสเซีย

รัสเซียผิดหวังอย่างมากที่ออสเตรียดำเนินนโยบายเข้าข้างฝ่ายพันธมิตร เพราะครั้งหนึ่งรัสเซียเคยส่งทหารไปช่วยออสเตรียปราบกบฏชาวฮังการีใน ค.ศ. 1849 และหวังว่าออสเตรียจะช่วยเหลือรัสเซียในสงครามครั้งนี้ แต่การณ์กลับไม่เป็นไปเช่นนั้น นับแต่นี้ไป ความสัมพันธ์ระหว่างออสเตรียและรัสเซียจึงสิ้นสุดโดยทันที รัสเซียถูกทอดทิ้งอย่างโดดเดี่ยว ในที่สุดรัสเซียจึงยอมเจรจายุติสงครามในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1856

ประมาณการณ์ว่า ฝรั่งเศสสูญเสียทหารราว 95,000 คน, อังกฤษ 20,000 คน, รัสเซีย 110,000 คน และออตโตมัน 30,000 คน โดยทหารที่เสียชีวิตจำนวน 4 ใน 5 ไม่ได้เสียชีวิตจากการสู้รบ แต่เสียชีวิตจากอาการบาดเจ็บ, โรคร้าย เช่น อหิวาตกโรค, และสภาพอากาศอันหนาวเหน็บ

สองฝ่ายร่วมประชุมที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นำมาสู่ สนธิสัญญาสันติภาพปารีส (Treaty of Paris, 1856) มีสาระสำคัญคือ ให้แม่น้ำดานูบเป็นแม่น้ำนานาชาติ, ให้ช่องแคบดาร์ดะเนลส์เป็นน่านน้ำเสรีของเรือสินค้านานาชาติ แต่ห้ามเรือรบผ่านเข้าออก, ให้ทะเลดำเป็นเขตเป็นกลางเพื่อตัดไม่ให้รัสเซียตั้งฐานยุทธศาสตร์, ให้มอลเดเวีย วัลเลเคีย และเซอร์เบีย มีสิทธิปกครองตนเอง แต่อยู่ภายใต้ความดูแลของออตโตมัน, ออตโตมันให้สิทธิ์แก่คริสต์ศาสนิกชนเท่าเทียมกับชาวมุสลิม, ยกเลิกสนธิสัญญาชุกไกนาร์จี ค.ศ. 1774 และมหาอำนาจยุโรปรับรองว่าจะไม่เข้าแทรกแซงกิจกายภายในของออตโตมัน และรักษาเสถียรภาพของออตโตให้เป็นปึกแผ่นต่อไป

สงครามไครเมีย ถือได้ว่าเป็นสงครามแบบใหม่ที่พลิกโฉมประวัติศาสตร์การสงคราม เพราะมีการใช้ยุทโธปกรณ์ใหม่ ๆ เช่น เรือกลไฟ, ปืนไรเฟิล, กระสุนชนิดใหม่ที่มีระยะสังหาร 500 หลา (457.2 เมตร) ฯลฯ อาวุธสมัยใหม่เป็นผลมาจากความก้าวหน้าของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในช่วงสงคราม อังกฤษและฝรั่งเศสใช้กระสุนปืนใหญ่กว่า 2,300,000 นัด จากปืนใหญ่ 2,500 กระบอก สะท้อนขีดความสามารถในอุตสาหกรรมของชาติมหาอำนาจยุโรปทั้งสองได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกันยังได้มีการนำโทรเลขเข้ามาใช้ในการติดต่อประสานงานในการสู้รบ ส่งผลให้สามารถนำข่าวจาก “แนวหน้า” ไปกำหนดยุทธศาสตร์การสู้รบได้เหมาะสมและทันต่อเหตุการณ์ นอกจากนี้ยังมีการนำกล้องถ่ายรูปมาใช้ ทำให้นักข่าวสามารถรายงานข่าวการสงครามไปยัง “แนวหลัง” ให้ประชาชนในประเทศแม่ทราบถึงความเป็นไปในสมรภูมิอีกด้วย ประชาชนในหลายประเทศจึงให้ความสนใจติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ข่าวความเลวร้ายของสงครามโดยเฉพาะรายงานข่าวสงครามของ วิลเลียม โฮเวิร์ด รัสเซล (William Howard Russell) หนังข่าวหนังสือพิมพ์ London Times ที่บรรยายสภาพอันเลวร้ายของทหารที่เจ็บป่วยถูกทอดทิ้งปราศาจากคนดูแล ส่งไปถึงแนวหลัง ได้ส่งผลให้ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล (Florence Nightingale) ได้ทราบถึงปัญหาและความเลวร้ายของการรักษาพยาบาลทหารที่บาดเจ็บ

เธอทราบว่าทหารป่วยด้วยโรคร้ายแรง เช่น อหิวาตกโรค และทหารได้รับการดูแลอย่างไม่เหมาะสม โรงพยาบาลในสนามรบมีสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ เธอจึงอาสาไปเป็นพยาบาลในแนวหน้า และได้รวบรวมสตรีอาสา 50 คน ไปประจำฐานทัพอังกฤษในไครเมีย ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล พยายามสร้างมาตรฐานในการดูแลทหารที่ป่วยหรือบาดเจ็บ ปรับปรุงระบบและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการรักษา

นอกจากนี้ยังมีผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน เธอมีชื่อว่า แมรี่ ซีโคล (Mary Seacole) หญิงสาวชาวจาไมกา เธอตั้งใจจะไปเป็นพยาบาลในแนวหน้า แต่ด้วยปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและสีผิว เธอจึงถูกปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม เธอไม่ยอมแพ้และมุ่งมั่นจะไปช่วยเหลือทหารในแนวหน้าให้ได้ เธอใช้เงินส่วนตัวมุ่งหน้าไปยังไครเมียเพื่อตั้ง“British Hotel” สถานที่พักผ่อนสำหรับทหารที่ป่วยหรือบาดเจ็บและกำลังพักฟื้น ช่วยดูแลพวกเขาให้กลับมามีสุขภาพที่ดีขึ้น

การอุทิศตนของ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ส่งผลให้ระยะต่อ ๆ มา เริ่มมีการปรับปรุงเรื่องการแพทย์ในสนามรบ รวมถึงเรื่องอาหารและสุขอนามัย ผลสำคัญทางอ้อมคือ การก่อตั้งองค์การกาชาดสากล, การสอนวิชาพยาบาลในยุโรป, อาชีพพยาบาลเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีสถานภาพและบทบาทในสังคมมากขึ้น

อ่านเพิ่มเติม:

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

สัญชัย สุวังบุตร และอนันต์ชัย เลาหะพันธุ. (2558). ยุโรป ค.ศ. 1815-1918. กรุงเทพฯ : ศักดิโสภณการพิมพ์.

EVAN ANDREWS. (2016). 8 Facts About the Crimean War. Access 6 January 2021, from https://www.history.com/news/8-things-you-may-not-know-about-the-crimean-war

READ MARY’S STORY. (2021). Access 6 January 2021, from https://www.maryseacoletrust.org.uk/learn-about-mary

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 มกราคม 2564

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “สงครามไครเมีย” สมรภูมิยุคใหม่ที่พลิกโฉมประวัติศาสตร์การสงคราม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...