ศิลาจารึกหลังพระพุทธรูปปางลีลา “ศิลาจารึก” หลักแรกของอยุธยาที่ค้นพบใหม่?
ศิลาจารึกหลังพระพุทธรูปปางลีลา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม เป็นศิลาจารึกด้านหลังพระพุทธรูปปางลีลา (ในจารึกเรียกว่า พระเจ้าจงกรม) ที่แกะสลักบนแผ่นหินรูปใบเสมาขนาดใหญ่ ด้านหลังมีจารึกอักษรไทย ภาษาไทยสมัยอยุธยา ที่ระบุศักราชเก่าแก่ที่สุดหลักหนึ่งของศิลาจารึกอยุธยา กล่าวคือ จารึกหลักนี้จารึกขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๘ ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว)
พระพุทธรูปองค์นี้มีประวัติว่า พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) ได้นำมาเก็บรักษาไว้ที่อยุธยาพิพิธภัณฑ์ หรือปัจจุบันคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม โดยรวมอยู่ในคลังพระที่นั่งพิมานรัตยา
ต่อมาเมื่อมีการขออนุญาตนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๗ จึงพบว่าด้านหลังของพระพุทธรูปปางลีลามีจารึกอักษรไทย ภาษาไทย สมัยอยุธยา จำนวน ๒๐ บรรทัด
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันยังไม่พบว่ามีการพิมพ์เผยแพร่เกี่ยวกับศิลาจารึกหลักนี้มาก่อน ดังนั้นในงาน “เฉลิมฉลอง ๖๖๖ ปี กรุงศรีอยุธยา ๒๕ ปี มรดกโลก : พัฒนาการตามรอยทางของพระยาโบราณราชธานินทร์” โดยสำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งจัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๐
ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้นำเสนอเรื่อง “จารึกในสมัยอยุธยาที่ยังไม่เคยอ่านและอ่านใหม่จากแผ่นทองวัดมหาธาตุและแผ่นดีบุกวัดราชบูรณะ” ผู้เขียนจึงได้ขออนุญาตทำสำเนาศิลาจารึกหลักนี้ เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๐ เพื่อนำมาศึกษาและเผยแพร่ครั้งแรกในงานดังกล่าว
ดังนั้นเพื่อให้ศิลาจารึกหลักนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น ผู้เขียนจึงได้แก้ไขปรับปรุงคำอ่านแปลศิลาจารึกหลักนี้แล้วนำมาเสนออีกครั้งหนึ่งในที่นี้ เพื่อประโยชน์ในทางวิชาการต่อไป
ทะเบียนจารึก
อักษร ไทยอยุธยา
ภาษา ไทย
ศักราช พ.ศ. ๑๙๑๘
จำนวน ๑ ด้าน ๒๐ บรรทัด
วัตถุจารึก หินทรายสีเทา
ลักษณะวัตถุ ด้านหลังพระพุทธรูปหินทราย
ทะเบียน อย. ๗๗
พบเมื่อ วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๗
สถานที่พบ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม
ผู้พบ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม
ปัจจุบันอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม
ประวัติ พระยาโบราณราชธานินทร์ นำมาเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
จันทรเกษม
คำปริวรรต
- ลุ ๗๓๗ สกโถะนกัสดัรเดิอนแปดปูรมิอาทิดพาร
- …เกิดใจสรรธาฃุนสรมุทเปรชญาใหทำสีมาเปนธรร
- มสถานพิหารอาวาสแด่สํเดจพระพุทธเปนเจ้า
- เมิอตรสสแด่สรรเพชญองนืงเมีอพระเจ้าจงกรํ
- บนันสีทิดฺดว้ยรีสามสิบสามวาดว้ยกวางญิสิบเอดวาอีก
- ตนแมศรีผูเปนเมียลูกชายนอยชิเจ้าญอดสรมุทร
- อีกแมเสาผูนิงอายอินเหงสกอีครอกลูกสามฅน…
- อีกรับเอาแมศริมูขาสมในผูหญิงญิสิบชางตวนิงจิงทำ
- คูนารอยนิงซีงแลงกนนอีกสีปลุกพระศรีมหาโพธิสี
- ตนในกูดิมีพระลุกใหทานแม่ขนนแม่แลลูกสาว
- อีกอายบูนกรวดลูกสีฅนอีกแมอามผูลักพาเอาแส
- วนนผูชายสองผูหญิงหาทงันีใหได้รสทบธรรมสถาน
- การสบมาดตราในพระเจ้าแตผูใดอนูโมทนาสรรธา
- ดวยกูใส้จุงได้ไปเกิดทนนพระพุทธศรีอารยไม
- ตรีอนนจ่มาจูงได้ฃีนเมิองฟาทิพยพิมานส่วรร
- คคาใคฺรมาอางหลงัขงพระเจ้าแลยำยีบิทาจุงเอาลูก
- เตาเผาพรรนใสแมกผกาขาพระเจ้าแสนอาดธรรมั
- ดายนีจุงผูนนัตกนรกแสนกลัปญารูเกิด(ญา)รูใหทาน
- ตนพยาทรกอรใดใสญาใหเอาเฃามาเกอดทนนเห
- นพระเจ้าสกัอนน ฯ
คำอ่าน
(๑) ลุ ๗๓๗ ศก (พ.ศ. ๑๙๑๘) เถาะนักษัตร เดือน ๘ บูรณมี อาทิตยพาร (๒) …เกิดใจศรัทธา ขุนสรมุท เปรชญาให้ทำสีมาเป็นธรร (๓) มสถานพิหารอาวาสแด่สมเด็จพระพุทธเป็นเจ้า (๔) เมื่อตรัสแด่สรรเพชญองค์หนึ่งเมื่อพระเจ้าจงกรม (๕) บั้น ๔ ทิศ ด้วยรี ๓๓ วา ด้วยกว้าง ๒๑ วา อีก (๖) ตนแม่ศรีผู้เป็นเมีย ลูกชายน้อยชื่อเจ้ายอดสรมุทร (๗) อีกแม่เสาผู้หนึ่ง อ้ายอินเหงสก อีครอกลูก ๓ คน… (๘) อีกรับเอาแม่ศรี หมู่ข้าสมในผู้หญิง ๒๐ ช้างตัวหนึ่ง จึงทำ (๙) คูนาร้อยหนึ่งซึ่งแล่งกันอีกสี่ ปลูกพระศรีมหาโพธิ ๔ (๑๐) ต้น ในกุฎิมีพระ ลุกให้ทานแม่ขัน แม่แลลูกสาว (๑๑) อีกอ้ายบุญกรวดลูก ๔ คน อีกแม่อามผู้ลักพาเอาแส (๑๒) วัน ผู้ชาย ๒ ผู้หญิง ๕ ทั้งนี้ให้ได้รสทบธรรมสถาน (๑๓) การสบมาตราในพระเจ้า แต่ผู้ได้อนุโมทนาศรัทธา (๑๔) ด้วยกูไส้ จุ่งได้ไปเกิดทันพระพุทธศรีอารยไม (๑๕) ตรีอันจะมา จุ่งได้ขึ้นเมืองฟ้าทิพยพิมานสวรร (๑๖) คา ใครมาอ้างหลังของพระเจ้าแลย่ำยีบีฑา จุ่งเอาลูก (๑๗) เต้าเผ่าพันธุ์ใส่แมกผกาข้าพระเจ้าแสนอธรรม (๑๘) ดายนี้ จุ่งผู้นั้นตกนรกแสนกัลป์อย่ารู้เกิด(อย่า)รู้ให้ทาน (๑๙) ตนพยาทรก่อนใดไส้ อย่าให้เอาเขามาเกิดทันเห็ (๒๐) นพระเจ้าสักอัน ฯ
คำอธิบาย
ศิลาจารึกหลังพระพุทธรูปปางลีลา ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม เป็นศิลาจารึกที่มีความสำคัญต่อการศึกษาในด้านจารึกรวมทั้งในด้านภาษาและด้านประวัติศาสตร์ของอยุธยาเป็นอย่างมาก เนื่องจากปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกดังกล่าวว่า จารึกขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๙๑๘ ตรงกับรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) ซึ่งครองราชสมบัติระหว่าง พ.ศ. ๑๙๑๓-๓๑
ศิลาจารึกหลักนี้จึงน่าจะถือได้ว่าเป็นศิลาจารึกภาษาไทย อักษรไทยสมัยอยุธยา ที่จารึกลงบนหินที่น่าจะมีความเก่าแก่มากที่สุดที่พบในเวลานี้ (ยกเว้นจารึกประเภทอื่น เช่น จารึกแผ่นดีบุก วัดมหาธาตุ ที่มีศักราชระบุว่าตรงกับ พ.ศ. ๑๙๑๗)
แสดงให้เห็นว่าอยุธยาได้รับอิทธิพลตัวอักษรไทยจากสุโขทัยอย่างชัดเจน แต่อักษรไทยอยุธยาที่พบในศิลาจารึกหลักนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างบางประการกับศิลาจารึกสุโขทัยร่วมสมัย กล่าวคือตัวอักษรที่พบในจารึกหลักนี้มีลักษณะกลมกว่าอักษรสุโขทัยในช่วงเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ยังพบอิทธิพลของการใช้ตัวเชิง “ร” ของอักษรขอมมาปนอยู่ด้วยในคำว่า “ใคร” ซึ่งเขียน “ร” ด้วยตัวเชิงอักษรขอมใต้อักษร “ค”
เนื้อความในศิลาจารึกยังให้รายละเอียดที่สำคัญ โดยเฉพาะการที่กล่าวถึงการสร้างวัดวาอาราม พระวิหาร และสร้างพระพุทธรูปพระเจ้าจงกรม ซึ่งตรงกับอีกด้านหนึ่งของศิลาจารึกที่แกะสลักเป็นพระพุทธรูปปางลีลา
จากการศึกษารูปแบบศิลปกรรมของพระพุทธรูป พบว่าเป็นพระพุทธรูปศิลปะอยุธยาตอนต้นที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย ร่วมสมัยกับรูปแบบตัวอักษรและภาษาที่ปรากฏในศิลาจารึกด้านหลัง ศิลาจารึกและพระพุทธรูปปางลีลาองค์นี้จึงสามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับสุโขทัยในรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) ได้เป็นอย่างดี
รวมทั้งการกัลปนาที่ดิน ผู้คน ช้าง ฯลฯ ให้กับศาสนสถาน ซึ่งในจำนวนนี้มีการกล่าวถึง “ข้าสมใน” ซึ่งเป็นผู้หญิงจำนวน ๒๐ คนไว้ด้วย ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการปกครองผู้คนในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยาได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ข้อความในตอนต้นมีการกล่าวถึงตำแหน่งขุนนางในสมัยอยุธยาตอนต้นไว้ด้วย คือ “ขุนสรมุท” ซึ่งน่าจะเป็นขุนนางชั้นสูงในเวลานั้น เนื่องจากในสมัยอยุธยาตอนต้นตำแหน่ง “ขุน” ยังเป็นตำแหน่งขุนนางชั้นสูงอยู่ จนกระทั่งมีการลดฐานะของ “ขุน” ลงเป็นขุนนางระดับล่าง ในพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน และพระไอยการตำแหน่งนาทหารหัวเมือง ซึ่งตราขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
เนื้อความในตอนท้ายของศิลาจารึกเป็นการกล่าวถึงการแสดงความปรารถนา คือ ขอให้ได้ไปเกิดทันยุคพระศรีอริยเมตไตรยและสาบแช่งผู้ที่มาทำลายพระอารามแห่งนี้
ศิลาจารึกหลังพระพุทธรูปปางลีลา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จึงเป็นศิลาจารึกที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่น่าจะมีการนำมาศึกษาวิเคราะห์ในรายละเอียดให้มากขึ้น เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาประวัติศาสตร์สมัยต้นกรุงศรีอยุธยาซึ่งมีหลักฐานร่วมสมัยไม่มากนักนั่นเอง
เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561