โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

จักรพรรดิญี่ปุ่น : สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ ผู้นำพาญี่ปุ่นสู่อนาคต

Khaosod

อัพเดต 30 เม.ย. 2562 เวลา 19.53 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2562 เวลา 19.53 น.

จักรพรรดิญี่ปุ่น : สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ ผู้นำพาญี่ปุ่นสู่อนาคต – BBCไทย

เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนตรงซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวันที่ 1 พฤษภาคม 2019 เจ้าชายนารุฮิโตะ องค์มกุฎราชกุมารในสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ เริ่มต้นรัชสมัย “เรวะ” ด้วยการประกอบพระราชพิธีทางศาสนาชินโตในพระราชวังหลวงโดยทันที

สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะนั้น ถือได้ว่าทรงเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีพระจริยวัตรแตกต่างออกไปจากองค์สมเด็จพระจักรพรรดิและพระราชวงศ์ญี่ปุ่นรุ่นก่อน ๆ โดยทรงให้ความสำคัญกับชีวิตครอบครัวส่วนพระองค์และงานวิชาการที่ทรงโปรดปรานมาเป็นอันดับแรก ทำให้ผู้คนต่างพากันจับตาดูว่า จะทรงนำพาความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ตามกระแสโลกมาสู่สถาบันจักรพรรดิญี่ปุ่นได้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้สูงว่าจะต้องทรงดำเนินรอยตามแนวทางดั้งเดิมที่พระราชบิดาได้ทรงวางไว้เป็นหลักเสียก่อน

องค์จักรพรรดินักวิชาการและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะทรงมีพระชนมพรรษา 59 พรรษา เสด็จขึ้นครองบัลลังก์ดอกเบญจมาศในสถานการณ์ที่แตกต่างไปจากพระราชบิดาเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากไม่ต้องทรงรับการสถาปนาเป็นมกุฎราชกุมารแต่แรกประสูติเหมือนสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ทำให้ทรงมีช่วงเวลาในวัยเยาว์ที่อิสระเสรีมากพอจะทรงเลือกศึกษาวิชาต่าง ๆ ตามที่สนพระทัยได้

หลังทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกะกุชูอิง ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาสำหรับวงสังคมชั้นสูงของญี่ปุ่นแล้ว ได้เลือกเสด็จไปศึกษาต่อต่างประเทศในระดับบัณฑิตศึกษา ที่วิทยาลัยเมอร์ตันของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดแห่งสหราชอาณาจักรเป็นเวลาสองปี ระหว่างปี 1983-1985 โดยทรงศึกษาประวัติศาสตร์การคมนาคมทางน้ำในแม่น้ำเทมส์

ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ทรงเป็นนักศึกษาที่อ็อกซ์ฟอร์ด ได้รับการจดบันทึกไว้ในสมุดบันทึกส่วนพระองค์ว่าเป็นเวลาที่ทรง “มีความสุขมากที่สุดในชีวิต” ซึ่งต่อมาบันทึกนี้ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษและตีพิมพ์เผยแพร่ในชื่อ “แม่น้ำเทมส์กับข้าพเจ้า: ความทรงจำสองปีที่อ็อกซ์ฟอร์ด” (The Thames and I: A Memoir of Two Years at Oxford ) ซึ่งหนังสือกล่าวถึงประสบการณ์ที่ทรงซักผ้าด้วยพระองค์เองเป็นครั้งแรกจนเกือบจะทำให้น้ำท่วมห้อง และเรื่องขำขันที่พระสหายร่วมชั้นเรียนเรียกพระองค์ด้วยพระนามลำลองภาษาญี่ปุ่นว่า “เด็งกิ” (ไฟฟ้า) แทนที่จะเป็น “เด็งกะ” (ฝ่าพระบาท)

ความสนพระทัยในการศึกษาเรื่องแหล่งน้ำของพระองค์ขยายวงกว้างมากขึ้น เมื่อได้ทรงงานวิจัยต่อในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยกะกุชูอิงอีกครั้ง ซึ่งในขณะนั้นทรงได้รับการสถาปนาเป็นองค์มกุฎราชกุมารแล้วเมื่อปี 1991

นายเคนโซ ฮิโรกิ อดีตรัฐมนตรีด้านการจัดการที่ดินซึ่งมีความใกล้ชิดกับสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะเล่าว่า ทรงเริ่มมีความสนพระทัยในประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด หลังจากที่ทรงทอดพระเนตรเห็นเด็กและสตรีจำนวนมากพากันมาเข้าแถว เพียงเพื่อรอตักน้ำในบ่อที่มีอยู่จำกัดใส่หม้อและภาชนะของตนกลับบ้าน ระหว่างการเสด็จเยือนเมืองโพคาราของเนปาลเมื่อปี 1987

ปัจจุบันพระองค์ได้ทรงงานอย่างกว้างขวางเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องแหล่งน้ำของโลก โดยทรงเป็นประธานกิตติมศักดิ์ของคณะกรรมการที่ปรึกษาเรื่องน้ำและสุขอนามัยของสหประชาชาติ ระหว่างปี 2007-2015

ศูนย์รวมใจและความหวังของญี่ปุ่นยุคใหม่

ก่อนหน้านี้สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะได้ทรงแสดงให้ผู้คนเห็นว่า พระองค์มีความพร้อมในการรับช่วงต่อพระราชภาระอันหนักอึ้งจากพระราชบิดาและพระราชมารดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการปรับปรุงสถาบันจักรพรรดิให้มีความเป็นสมัยใหม่และใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น โดยเคยมีพระราชดำรัสในปี 2017 ว่าจะทรงดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาทของสมเด็จพระจักรพรรดิเฮเซและสมเด็จพระจักรพรรดินีพันปีหลวง ซึ่งทรง “ยืนหยัดใกล้ชิดกับพสกนิกร” มาโดยตลอด

แต่อย่างไรก็ตาม ทรงเคยมีความขัดแย้งในอดีตกับบรรดาข้าราชสำนักของพระราชวังหลวง ซึ่งล้วนมีความเคร่งครัดในกรอบจารีตประเพณีอย่างยิ่ง ทำให้มีพระราชประสงค์ที่จะนำ “กระแสความเปลี่ยนแปลงใหม่” เข้ามาในสถาบันกษัตริย์ของญี่ปุ่นในหลายประเด็น

นอกจากนี้ ทรงเคยแสดงความสนพระทัยในประเด็นการเมืองเรื่องประวัติศาสตร์ของสงครามและสันติภาพ แม้ว่าภายใต้รัฐธรรมนูญแล้ว สมาชิกราชวงศ์ญี่ปุ่นจะต้องอยู่เหนือการเมืองก็ตาม โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2015 ช่วงที่ใกล้ครบรอบ 70 ปีหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะซึ่งยังดำรงพระยศเป็นองค์มกุฎราชกุมารในขณะนั้นตรัสว่า “เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมองย้อนกลับไปในอดีตอย่างไม่ทะนงตน และถ่ายทอดประสบการณ์ที่เป็นโศกนาฏกรรมในช่วงสงครามอย่างถูกต้อง”

มีผู้ตีความพระราชดำรัสของพระองค์ว่า เป็นคำเตือนที่ส่งถึงบรรดานักการเมืองชาตินิยมที่ต้องการปรับเปลี่ยนมุมมองทางประวัติศาสตร์สมัยสงครามของญี่ปุ่นเสียใหม่ คนกลุ่มนี้เองที่ถูกมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดต่อการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ญี่ปุ่น ซึ่งกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายอย่าง เช่นการแก้ไขปัญหาการสืบสันตติวงศ์เนื่องจากขาดแคลนรัชทายาทที่เป็นชาย รวมทั้งการแก้ไขเรื่องจำนวนสมาชิกราชวงศ์ที่ลดลง เนื่องจากพระราชวงศ์หญิงต้องลาออกจากฐานันดรศักดิ์ไปเมื่อสมรสกับสามัญชน

ยืนหยัดปกป้องพระชายาคู่ชีวิต

สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะทรงยืนหยัดปกป้องพระชายาจากการถูกกดดันโจมตีมาโดยตลอด

สมเด็จพระจักรพรรดิพระองค์ใหม่ทรงได้พบกับนางสาวมาซาโกะ โอวาดะ พระชายาในอนาคตเป็นครั้งแรก หลังเสด็จนิวัติญี่ปุ่นในปี 1986 โดยนางสาวโอวาดะซึ่งพูดภาษาต่างประเทศได้อย่างคล่องแคล่วหลายภาษา เป็นบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่พูดจาฉาดฉาน และเพิ่งผ่านการสอบที่ยากที่สุดเพื่อเตรียมก้าวขึ้นเป็นนักการทูตชั้นนำของญี่ปุ่น

ทั้งสองใช้เวลาพูดคุยดูใจกันค่อนข้างนาน โดยความล่าช้าที่เกิดขึ้น มาจากการที่นางสาวโอวาดะกังวลเรื่องการใช้ชีวิตภายในสถาบันจักรพรรดิที่มีความอนุรักษ์นิยมสูงของญี่ปุ่น แต่ในปี 1993 เธอก็ตกลงที่จะเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับองค์มกุฎราชกุมารในขณะนั้น

นางสาวโอวาดะซึ่งได้รับสถาปนาเป็นเจ้าหญิงมาซาโกะ พระชายาในองค์มกุฎราชกุมารนารุฮิโตะ ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากสำนักพระราชวังในการเร่งให้ทรงมีพระรัชทายาท รวมทั้งการเข้ามา “พยายามปรับแก้” ลักษณะนิสัยของพระองค์ในการปฏิบัติพระกรณียกิจต่าง ๆ จนทำให้ทรงเครียดและแท้งพระครรภ์แรกไปในที่สุด เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้องค์มกุฎราชกุมารทรงตำหนิสื่อมวลชนและข้าราชสำนักอย่างเปิดเผย ในเรื่องที่เข้ามาจุ้นจ้านวุ่นวายจนเกินไป

ในปี 2001 ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระธิดาคือเจ้าหญิงไอโกะ แต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการสืบสันตติวงศ์แต่อย่างใด หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าหญิงมาซาโกะก็ทรงเริ่มไม่เสด็จออกหรือปรากฏพระองค์ต่อสาธารณชนเป็นเวลานานเกือบ 10 ปี ทรงอ่อนล้าหมดกำลังพระวรกายเนื่องด้วยทรงระทมทุกข์จาก “อาการผิดปกติในการปรับพระองค์” ซึ่งปัจจุบันเชื่อกันว่าหมายถึงภาวะซึมเศร้า

แรงกดดันเรื่องการให้กำเนิดรัชทายาทเพื่อสืบราชบัลลังก์ผ่อนคลายลงในปี 2006 เมื่อเจ้าชายฟุมิฮิโตะ พระอนุชาขององค์มกุฎราชกุมารทรงมีพระโอรสคือเจ้าชายฮิซะฮิโตะ ทำให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเจ้าหญิงมาซาโกะกลับมาปรากฏพระองค์ต่อสาธารณะบ่อยครั้งขึ้น

ตลอดช่วงเวลาที่สมเด็จพระจักรพรรดินีพระองค์ใหม่ประชวรด้วยปัญหาสุขภาพจิต สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะได้ทรงยืนหยัดเคียงข้างเป็นกำลังใจ และทรงปกป้องพระชายาจากการถูกกดดันโจมตีมาโดยตลอด ถือเป็นแบบอย่างของชายชาวญี่ปุ่นยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวมาเป็นลำดับแรกกันมากขึ้น ทั้งยังทรงดูแลพระราชธิดาด้วยพระองค์เองระหว่างที่พระชายาทรงประชวรอีกด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...