โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

อสังหาซึมยาวข้ามปีรอฟื้นไข้ ลดไซซ์โครงการ-ชะลอลงทุน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 06 ก.พ. 2563 เวลา 06.33 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. 2563 เวลา 02.59 น.
แฟ้มภาพ

มาตรการ LTV มัดตราสังตลาดบ้าน-คอนโดฯอยู่หมัด กดดันยอดขายซบเซาต่อเนื่องข้ามปี 2562-2563 “พฤกษาฯ” งัดแผนรัดเข็มขัดองค์กร ปรับลดแผนลงทุนโครงการใหม่ยกแผง “ศูนย์ข้อมูลฯ” ชี้เทรนด์อสังหาฯปีชวดเพิ่งฟื้นไข้ “เน็กซัสฯ” ฟันธงมาตรการรัฐจะเห็นผลงานต้องรอดูไตรมาส 4/63

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มพฤกษา-แวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แผนธุรกิจปี 2563 ประเมินว่าภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังไม่สดใสต่อเนื่่องจากปี 2562 คาดว่ามียอดพรีเซลหรือยอดขายใหม่ติดลบ 15-20% แนวโน้มการวางแผนพัฒนาโครงการจึงเป็นแผนตั้งรับ ไม่ได้เน้นการเปิดตัวโครงการใหม่ แต่ต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับการระบายสต๊อกสะสม มูลค่ารวม 1 หมื่นกว่าล้านบาท

หนี้ครัวเรือน-กู้ไม่ผ่านทุบกำลังซื้อ

โดยประเมินว่า ภาพรวมตลาดบ้าน-คอนโดมิเนียมปี 2563 ดีที่สุด คือ ทรงตัว หรือโต 5% จากปี 2562 เท่ากับยังซบเซาต่อเนื่อง 2 ปี (2562-2563)

“อสังหาฯเหนื่อย 2 ปีติดต่อกัน เพราะปัจจัยเศรษฐกิจไทย คนเป็นหนี้เยอะ มี 2 ตัวที่เราดู เซ็กเมนต์บนไม่ค่อยจ่าย เขาไม่มั่นใจ ส่วนเซ็กเมนต์กลาง-ล่าง จีดีพี 2% กว่าทำให้กำลังซื้อมีปัญหา ไม่มีปัจจัยบวกมาขับเคลื่อนมากนัก ผมมองว่าต้องรอปี 2564 อสังหาฯถึงจะ recover อีกครั้ง”

โดยตัวช่วยจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะเห็นผลเป็นรูปธรรมกลางปี 2563 เป็นต้นไป

รัดเข็มขัดองค์กรตั้งแต่ไก่โห่

การปรับตัวของพฤกษาฯ คงไม่ได้เน้นการเปิดโครงการใหม่ที่มีมูลค่าสูงที่สุด แต่หันมาเน้นความสามารถในการทำกำไรเป็นหลัก กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจต้องควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง รวมทั้งการลงทุนใหม่ ๆ ต้องรีโมเดลด้วยเช่นกัน

“ปัจจุบันพฤกษาฯมีพนักงาน 3,000 คน มีนโยบายเพิ่มประสิทธิภาพทุกคนให้เติบโตไปกับองค์กร ใช้นโยบายรัดเข็มขัดตั้งแต่กลางปี”62 ต้นทุนที่รัดเข็มขัดได้เร็วที่สุด คือ แบ็กออฟฟิศ การตลาดที่ใช้สื่อดั้งเดิมและต้นทุนสูงยกเลิกเกือบหมดหันมาเพิ่มบทบาทช่องทางสื่อสารออนไลน์ ซึ่งใช้ได้ผลดีน่าพอใจ”

รีไซซ์แผนลงทุนบ้าน-คอนโดฯ

นายปิยะกล่าวต่อว่า การพัฒนาโครงการใหม่มีการรีไซซ์โครงการให้เล็กลง และกระจายพอร์ตลงทุนให้ครอบคลุมทุกมุมเมือง อาทิ ใช้ที่ดิน 1.5-2 ไร่ ห้องชุดไม่เกินโครงการละ 200 ยูนิตบวกลบ ราคา 1-1.5 แสนบาท/ตารางเมตร ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อในช่วงเศรษฐกิจขาลงที่ยังมีดีมานด์ เหตุผลเพื่อให้สามารถปิดการขายและโอนในระหว่างปีได้ กรณีมีการยกเลิกหรือทิ้งดาวน์ พอร์ตโครงการ 200 ยูนิต บริหารจัดการง่ายกว่าคอนโดฯไซซ์ใหญ่ที่มี 300-500 ยูนิต

ส่วนโครงการแนวราบ สินค้าบ้านเดี่ยวประเมินว่ากำลังซื้อหลักเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ประจำเดือนละ 5 หมื่น-1 แสนบาท คำนวณการขอสินเชื่อเท่ากับสามารถซื้อบ้านราคา 5-10 ล้านบาท

2563 อสังหาฯแค่ฟื้นไข้

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. หรือ REIC กล่าวว่า นิยามตลาดที่อยู่อาศัยปี 2563 เป็นปีเพิ่งฟื้นไข้ เพราะฉะนั้น ดีเวลอปเปอร์จำเป็นต้องลงทุนอย่างระมัดระวังเพื่อให้ซัพพลายเกิดใหม่สอดคล้องกับกำลังซื้อ เนื่องจากปี 2562 มีสต๊อกสร้างเสร็จสะสมและสต๊อกเหลือขายในโครงการสูง

ประเมินสาเหตุที่สต๊อกสูง เพราะยอดขายใหม่หรือยอดพรีเซลถูกสกัดจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยปัจจัยภายในมีมาตรการ LTV-loan to value แบงก์ชาติบังคับเงินดาวน์แพงในการกู้ซื้อบ้าน-คอนโดฯ นอกจากนักลงทุนและนักเก็งกำไรหายไปแล้ว ยังมีผลทำให้การพิจารณาสินเชื่อเข้มงวด จนมียอดกู้ไม่ผ่านสูง

ส่วนปัจจัยภายนอก มาจากเทรดวอร์กระทบการส่งออก กำลังซื้อลูกค้าต่างชาติโดยเฉพาะจีนเจอค่าเงินบาทแข็ง ทำให้อสังหาฯไทยแพงขึ้น ก็เลยมีการชะลอการซื้อจนทำให้ตลาดกลุ่มนี้หดตัว 50%

ลุ้นตัวช่วย “มาตรการรัฐ”

ดร.วิชัยกล่าวต่อว่า การประเมินกำลังซื้อผู้บริโภคอสังหาริมทรัพย์ปี 2563 ต้องมอง 2 ส่วน 1.ถ้าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวทำให้คนมั่นใจใช้จ่ายมากขึ้นหรือไม่ 2.กำลังซื้อที่เกิดจากการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน เปิดโอกาสให้คนมีกำลังซื้อ แต่ติดเงื่อนไขบางตัว เช่น ติดเครดิตบูโรจากบัตรเครดิตจำนวนเงินไม่เยอะ แต่เจอกฎห้ามกู้ 3 ปี ซึ่งภาครัฐอาจต้องมาดูว่าทำเงื่อนไขผ่อนปรนสำหรับคนที่ไม่ได้มีเจตนาทำให้เป็นหนี้เสียได้หรือเปล่า

ในส่วนมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ซึ่งรัฐบาลนำมาใช้ในช่วงไตรมาส 4/62 นั้น ต้องแยกพิจารณา เริ่มจากมาตรการลดค่าโอน-จดจำนองจาก 3% เหลือ 0.01% ทำให้ประหยัดภาษีจากล้านละ 3 หมื่น เหลือล้านละ 300 บาท แต่มีเพดานราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีสัดส่วน 50% ของตลาดรวม นั่นหมายความว่ายังมีทางเลือกในการขยับราคาที่อยู่อาศัยเป็นไม่เกิน 5 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 80% ของตลาดรวมทันที อยู่ที่การพิจารณาของรัฐบาลว่า จำเป็นต้องฟรีโอน-จดจำนองให้กับกลุ่มราคาต่ำ 5 ล้านด้วยหรือไม่

ผู้สื่อข่าวสอบถามว่า กฎ LTV บังคับเงินดาวน์ 20% ในการซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 ถ้าผ่อนปรนด้วยการกำหนดให้บังคับเงินดาวน์แพงหลังที่ 3 เป็นต้นไป จะช่วยให้ตลาดมีสภาพคล่องหรือไม่ แนวคำตอบ คือ มีผลในทางบวกแน่นอน ถ้า LTV ผ่อนปรนให้การขอสินเชื่อซื้อหลังแรกกับหลังที่ 2 ใช้เกณฑ์ LTV เดิม คือ ดาวน์ 5-10% จากนั้นการกู้ซื้อหลังที่ 3 จึงบังคับเงินดาวน์ 20% ขึ้นไป

“ปี”63 เป็นปีแห่งการฟื้นตัว ต้องระวังอย่ามีมาตรการควบคุมที่เข้มขึ้นในบางเรื่อง อย่าง DSR-เกณฑ์พิจารณาสินเชื่อจากหนี้สินต่อรายได้ ผู้ประกอบการก็ไม่แข่งทำซัพพลายใหม่เกินกำลังซื้อลูกค้า จะเป็นจุดที่ค่อย ๆ รีคัฟเวอร์กลับมาเพราะเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น ปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ น่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น รัฐบาลก็มีมาตรการรัฐออกมาช่วยสนับสนุน อย่าลืมว่าตลาดเราเล็ก ไม่ได้ใหญ่ ปล่อยให้ซัพพลายบานเบอะเกินไปก็ไม่ได้” ดร.วิชัยกล่าว

LTV พลิกชะตาตลาดขาลง

นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ปี 2562 ซัพพลายคอนโดฯเปิดตัวใหม่ลดลง -29% จำนวน 43,000 หน่วย จาก 126 โครงการมีซัพพลายสะสม 654,200 หน่วย แนวโน้มปี 2563 คาดว่าซัพพลายใหม่อยู่ที่ 42,000-45,000 หน่วย ส่วนหนึ่งมาจากโครงการที่ชะลอการพัฒนาในปี 2562

การประเมินกรณีมาตรการ LTV ยังไม่มีการผ่อนปรนเงื่อนไข ความต้องการซื้อใกล้เคียงปี 2562 คือ 43,000-48,000 หน่วย ซัพพลายเหลือขายก็ใกล้เคียงกับปีนี้ที่ 60,000 หน่วย

ในปี 2562-2563 ภาพรวมตลาดยังไม่ได้เติบโตมากนัก เนื่องจาก LTV กดดันให้ตลาดมีการชะลอตัวของการลงทุนใหม่ ส่วนราคาที่ดินไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้น ดีเวลอปเปอร์จัดซื้อแลนด์แบงก์อย่างระมัดระวังมากขึ้น ทำให้ตลาดคอนโดฯไม่มีปัจจัยเร่งในการปรับราคาให้สูงขึ้นตามไปด้วย

สิ่งสำคัญที่น่าจะเป็นปัจจัยบวก คือ รถไฟฟ้าสายใหม่ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง จะเปิดทำเลในการพัฒนาโครงการใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง และทำให้เกิดดีมานด์ตามแนวรถไฟฟ้า

“ในส่วนมาตรการรัฐทั้งลดค่าโอน-จดจำนอง บ้านดีมีดาวน์ ดูเหมือนตลาดยังไม่ได้ตอบสนองมากนัก เนื่องจากปัญหาใหญ่ของลูกค้าอยู่ที่กู้ไม่ผ่าน โดยอานิสงส์มาตรการรัฐน่าจะเห็นว่ากระตุ้นตลาดได้จริงในช่วงไตรมาส 4/63 ซึ่งเป็นช่วงปลายของมาตรการเพราะมีอายุฟรีโอนถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2563”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...