โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

3 สเต็ปรับมือ "กม.ข้อมูล" เฟ้นหา DPO ประสานสิบทิศ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 มี.ค. 2563 เวลา 03.10 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. 2563 เวลา 03.10 น.

27 พ.ค.นี้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจะมีผลบังคับใช้ทั้งฉบับ ซึ่งรวมถึงบทลงโทษทางปกครองที่จะกระทบกับทุกองค์กรธุรกิจ ไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ เมื่อเร็ว ๆ นี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เปิดเวทีให้ผู้เชี่ยวชาญร่วมเตรียมความพร้อมให้กับผู้บริหารระดับสูงว่าด้วย “personal data protection”

แนวทางรับมือ กม.ใหม่

ผศ.ปิยะบุตร บุญอร่ามเรือง ที่ปรึกษาเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวถึงแนวทางในการเตรียมรับมือกฎหมายใหม่ไว้ 3 ข้อ ได้แก่ ข้อแรก การออกกฎระเบียบ พ.ร.บ. นี้ได้กำหนดหน้าที่ผู้ประกอบการในฐานะผู้ควบคุมข้อมูล แต่ละองค์กรจึงต้องมีระเบียบข้อบังคับ รวมถึงกระบวนการทำงานที่จะต้องปฏิบัติตามกรอบของกฎหมาย โดยอาจจะมี “privacy policy” ที่จะอธิบายวิธีการ แนวนโยบายที่จะจัดการกับ “ข้อมูล” ที่แยกตามประเภทของกลุ่มผู้ที่ติดต่อด้วย

ข้อที่ 2 สำรวจ processing activity ในองค์กรมีกิจกรรมอะไรที่เกี่ยวกับการใช้ข้อมูล เพื่อนำไปเขียนระเบียบ-นโยบาย ที่สำคัญคือ ต้องมีการบันทึกกิจกรรมประมวลผลที่เกี่ยวกับข้อมูล เพื่อจะประเมินความเสี่ยงได้ และข้อ 3 คือ security ในการเก็บข้อมูลให้ปลอดภัย

“ปริญญา หอมเอนก” กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ กล่าวว่า การปฏิบัติตามกฎหมายนี้ จำเป็นต้องเข้าใจทั้งด้านกฎหมาย และเทคโนโลยี แต่ที่สำคัญคือองค์กรและพนักงานต้อง “ตระหนัก” ก่อน

“ความล้มเหลวที่มักเกิดขึ้น คือ องค์กรไม่มี data governance framework ไม่ได้ทำ data classification มาก่อน ต่อให้มีเงินซื้อเทคโนโลยีมาก็ไม่ตอบโจทย์”

ส่วนคนที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายฉบับนี้มี 4 กลุ่ม กลุ่มแรก ได้แก่ เจ้าของข้อมูล ลูกค้าเรา พนักงานของเรา กลุ่มที่ 2 data controller ตรงนี้คือ นิติบุคคล หรือตัวแทน หรือใครที่ต้องรับผิดชอบ กลุ่มที่ 3 data protester คือ out-source ที่ประมวลผลให้เรา และกลุ่มที่ 4 DPO : data protection officers เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล ซึ่งกรณีที่คนในองค์กรไม่พร้อมอาจจะต้อง outsource

เฟ้นหา DPO ประสานสิบทิศ

โดยองค์กรที่มี data จำนวนมากในกระบวนการทำธุรกิจจำเป็นจะต้องมี DPO ซึ่งต้องเป็นคนที่เข้าใจหลักเกณฑ์ของกฎหมาย

“สำหรับผมมองว่า DPO ที่ดีจะต้องแก่ทั้งในเรื่องวัยวุฒิและคุณวุฒิ เพราะจะต้องประสานงานกับคนจำนวนมาก ไม่จำเป็นต้องเป็นนักกฎหมาย เป็นไอที แต่ต้องเข้าใจธุรกิจขององค์กรแบบที่พอรู้แล้วว่าองค์กรทำงานยังไง ลูกค้าอยู่ตรงไหน

ยังไง แล้วต้องไปคุยกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ด้วย เพราะ DPO ไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ ต้องมีทีมสนับสนุน ทั้งยังต้องติดต่อกับองค์กรกำกับดูแลด้วย แต่ถ้าคนในองค์กรไม่พอหรือขัดแย้งกันสูง การ outsource ก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่ต้องมีสัญญาชัดเจนโดยเฉพาะเรื่องเพดานความรับผิดชอบจะเป็นในรูปแบบไหน”

ด้าน ผศ.ปิยะบุตร กล่าวเสริมว่า DPO มีหน้าที่ให้คำแนะนำในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ใช่แค่คอยตรวจสอบ แต่ต้องประเมินว่ากิจกรรมนั้นขององค์กรมีความเหมาะสมปลอดภัยหรือไม่ ถ้ามีความเสี่ยงแล้วจะต้องเพิ่มมาตรการใดให้สอดคล้องกับกฎหมาย

สร้างความตระหนัก

“พิเชษฐ สิทธิอำนวย” นายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กรรมการผู้อำนวยการหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ ต้องตระหนักก่อนในต่างประเทศเองกฎหมายคุ้มครองส่วนบุคคล (GDPR) ประกาศใช้ไปแล้ว 1 ปี ประชาชนทั่วไปยังรับรู้แค่ 60-70%

ฉะนั้น องค์กรอย่างสมาคมหลักทรัพย์จึงพยายามสร้าง awareness ให้ทุกคนเข้าใจว่ามีกฎหมายนี้เกิดขึ้น แต่ละคนมีหน้าที่อะไรบ้าง และตั้งคณะทำงานเพื่อจ้างที่ปรึกษาทางกฎหมายมาช่วยดูเพราะแต่ละหน่วยงานก็เก็บแตกต่างกัน

“บางรายการงงมาก มีการเก็บข้อมูลว่าลูกค้าแพ้อาหารอะไรบ้าง ไซซ์เสื้ออะไร เราก็เลยต้องมานั่งคุยกับที่ปรึกษาว่าข้อมูลแต่ละอย่างอันไหนเพื่อการทำธุรกรรม อันไหนต้องเก็บตามกฎหมาย อันไหนที่มันไม่ใช่และพยายามทำให้ทั้งอุตสาหกรรมไปในแนวทางเดียวกัน”

ฉะนั้น เป็นหน้าที่ของซีอีโอที่จะทำให้องค์กรพร้อมรับมือให้เร็วที่สุด ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากเพราะกฎหมายลูกยังไม่มี

“ก็ต้องทำขนานเพื่อซ้อม ๆ ไปก่อนให้ได้ตามแนวของกฎหมาย แต่สุดท้ายกฎหมายลูกจะออกมาอย่างไรก็ไม่รู้ ก็ทำให้มีแนวที่คล้าย ๆ กันก่อน และพยายามส่งข้อมูลให้ทุกคนในอุตสาหกรรมเข้าใจ”

ข้อมูล “เจ้าของ” ต้องยินยอม

สำหรับการเก็บข้อมูลและประมวลผลขององค์กรธุรกิจ ผศ.ปิยะบุตร กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญมากในการเก็บข้อมูลคือจะต้องขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลทุกครั้ง โดยอ้างอิงไปที่นโยบายในการเก็บข้อมูลที่จะต้องระบุว่า เก็บข้อมูลอะไร อย่างไร นำไปใช้เพื่ออะไร มีการจัดส่งข้อมูลไปให้ใครบ้าง สิทธิของเจ้าของข้อมูลมีอย่างไรบ้าง

“ปัญหาการถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว ไม่ว่าจะโทร.มาขายประกัน นำข้อมูลไปขายต่อ คือต้นเหตุหนึ่งของการต้องมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ฉะนั้น หัวใจหลักคือ หากบริการใดที่เจ้าของข้อมูลไม่ได้ต้องการให้ทำ หรือไม่ได้เป็นบริการที่จำเป็นกับเจ้าของข้อมูล การจะเก็บหรือประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลนั้นจะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของก่อน”

ส่วนการเก็บข้อมูลไว้บนคลาวด์จะทำได้ตามกฎหมายนี้หรือไม่ ผศ.ปิยะบุตร กล่าวว่า ในกฎหมายของยุโรป GDPR ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การใช้บริการ “คลาวด์” จะถือเป็น processor หรือผู้ให้บริการ ต่อเมื่อได้ทำตามคำสั่งของผู้ใช้บริการที่เป็นองค์กรต่าง ๆ แต่ไม่ได้มาจัดการ data ให้

ขณะที่การลงทุนเพื่อเตรียมรับมือกับกฎหมายฉบับนี้นั้น “ปริญญา หอมเอนก” กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรจะรับความเสี่ยงได้แค่ไหน ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ค่าปรับทางปกครองจากการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ยังหมายถึงความเสี่ยงด้านชื่อเสียง ความเสี่ยง “SOFC” ได้แก่ strategy risk/operational risk/financial risk และ compliance risk

“ไม่ใช่แค่ SOFC แต่ยังหมายถึงด้านชื่อเสียงที่ไปฉาวโซเชียล ความเสี่ยงจากการที่ลูกค้าหนี ถ้ารับไม่ไหวก็ต้องจัดเต็ม ลงทุนกันเต็มที่ แต่ถ้ามีงบฯจำกัดก็ต้องรอเกณฑ์ขั้นต่ำขององค์กรกำกับที่จะออกมา ซึ่งหากปฏิบัติได้ตามเกณฑ์โอกาสที่จะโดนฟ้องก็จะลดลง แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่มีทางที่จะลดความเสี่ยงได้ 100% เพราะเป็นกระบวนการที่จะต้องปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...