โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เกษตรกรต้นแบบกาฬสินธุ์ เปิดสูตรสำเร็จ เลี้ยงกุ้งก้ามกราม “โตเร็ว-ราคาดี”

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 24 ก.ย 2564 เวลา 11.35 น. • เผยแพร่ 24 ก.ย 2564 เวลา 10.45 น.

คุณพนิดา ภูทองหล่อ ก็เป็นเกษตรกรรายหนึ่งของตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด ซึ่งยึดอาชีพเลี้ยงกุ้งมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยเลี้ยงกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ซึ่งคุณพนิดามาสานอาชีพนี้ต่อ และยังได้รับเลือกเป็นเกษตรกรต้นแบบการเลี้ยงสัตว์น้ำ ปี 2561 โครงการ Smart Farmer จังหวัดกาฬสินธุ์ ของกรมประมง

คุณพนิดา ภูทองหล่อ

สานอาชีพต่อจากรุ่นพ่อรุ่นแม่

ตัวคุณพนิดาเองนั้น หลังจบ ม.6 ก็ไปทำงานในโรงงานที่กรุงเทพฯ กระทั่งพ่อแม่เสียชีวิตจึงกลับมาบ้านเกิด เริ่มเลี้ยงกุ้ง เมื่อปี 2545 ในพื้นที่ 9 ไร่ จำนวน 2 แปลง และเช่าพี่สาวทำนากุ้งอีก 5 ไร่ ซึ่งแต่ละปีคุณพนิดาสามารถเลี้ยงกุ้งได้ 2 รอบ รอบละ 5 เดือน หักลบค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว รอบหนึ่งๆ มีกำไรหลายหมื่นบาท ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น พูดได้ว่าเข้าขั้นเศรษฐินีเลยก็ว่าได้

ในการเลี้ยงกุ้งเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีและได้ราคานั้น คุณพนิดา แจกแจงว่า ต้องเริ่มจากการเตรียมบ่อให้ดี กรณีบ่อมีเลนมาก ให้ปาดเลนออกก่อน ต่อมาหว่านปูนขาว 80-100 กิโลกรัม ต่อไร่ ทั่วพื้นบ่อเพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ตากบ่อประมาณ 1 สัปดาห์ ให้เปลี่ยนจากสีดำให้เป็นสีเทา เพื่อจะย่อยสลายขี้กุ้ง

จากนั้นปล่อยน้ำเข้าบ่อ พร้อมปล่อยลูกกุ้ง ขนาด 5-7 เซนติเมตร จำนวน 10,000-12,000 ตัว ต่อไร่ และหลังจากอนุบาลได้ 2 เดือน จะมีอัตราการรอด 50-60% ลูกกุ้ง 100,000 ตัว ซื้อมาในราคา 10,000-30,000 บาท

สำหรับการให้อาหารมี 3 เวลา เช้า เที่ยง และเย็น กรณีอาหารของกุ้งที่อยู่ในช่วงอนุบาล ใช้อาหาร ซีพี เบอร์ 41S (ผง) ผสมกับไข่แดงคั่ว หมักร่วมกับหัวอาหารนาน 10 นาที เสริมวิตามินรวม และสารชวนกิน ให้กินเป็นระยะเวลา 1 เดือน

ต่อมาเปลี่ยนเป็น เบอร์ 42S (เกล็ด) ให้ระยะเวลา 2 เดือน พร้อมกระจายกุ้งลงไปแต่ละบ่อ จากนั้นเปลี่ยนอาหารเป็น เบอร์ 43S (เม็ด) โดยให้แต่ละบ่อ ระยะเวลา 2 เดือน

ทั้งนี้ จะต้องตรวจสอบจำนวนลูกกุ้งทุกๆ 15 วัน เมื่อทางชลประทานปิดการจ่ายน้ำจากเขื่อนลำปาว ซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และปิดอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ช่วงนี้จะต้องเปิดน้ำบาดาลเข้ามาทดแทน และหากน้ำในบ่อมีลักษณะสีเขียวเข้ม ต้องรีบถ่ายน้ำออกบางส่วน เพื่อเติมน้ำใหม่เข้าไป พร้อมกันนั้นจะต้องกำจัดวัชพืชคันบ่อด้วย

นอกจากนี้ จะต้องเติมอากาศ หรือเพิ่มออกซิเจนเข้าไปในบ่อด้วย โดยการใช้รถไถต่อเข้ากับอุปกรณ์สูบน้ำ และใช้ปั๊มลง เวลาการให้อากาศมีหลายช่วงคือ 05.00-08.00 น. 13.00-15.00 น. และเวลา 18.00-22.00 น.

ขายดี ช่วงปีใหม่-สงกรานต์

คุณพนิดา เล่าว่า ปกติกุ้งจะขายดีในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ จึงต้องวางแผนเลี้ยงเพื่อให้ผลผลิตออกมาทันในช่วงนั้นพอดี จะปล่อยลูกกุ้งประมาณปลายเดือนกรกฎาคม จำนวน 120,000 ตัว จากนั้นอีก 5 เดือน ก็จับขายได้ โดยจะได้กุ้งขนาด 20-30 ตัว ต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม การจะได้ผลผลิตมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับจำนวนลูกกุ้งที่ปล่อยเลี้ยงในบ่อด้วยว่าจะมีเปอร์เซ็นต์รอดมากน้อยเท่าไร

ลูกกุ้งที่ซื้อมาปล่อยเลี้ยงในบ่อ

ทั้งนี้ การจัดซื้อลูกกุ้งในแต่ละรอบก็มีความสำคัญต่อการเลี้ยงด้วย อย่างที่คุณพนิดาให้ข้อมูลว่า ปกติซื้อลูกกุ้งบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง แต่ระยะหลังเจอปัญหา เนื่องจากมีแต่ตัวเมียจำนวนมากกว่าตัวผู้ ซึ่งทำให้เลี้ยงยากกว่า เพราะเมื่อเลี้ยงไปแล้วตัวเมียจะมีขนาดเล็ก เลี้ยงโตช้ากว่าตัวผู้ และมีไข่ติดท้อง ซึ่งไข่พวกนี้กินไม่ได้ ขณะที่ตัวผู้จะตัวโตกว่าเกือบ 2 เท่า ด้วยเหตุนี้บางรอบคุณพนิดาจึงเปลี่ยนไปซื้อลูกกุ้งกับอีกบริษัทหนึ่ง ซึ่งขายราคาถูกกว่า อีกทั้งปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ขายลูกกุ้ง แตกต่างจากสมัยก่อนที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงรายเดียวที่ขายลูกกุ้ง

10 กว่าปีในการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม คุณพนิดาบอกว่า เจอปัญหาทุกปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน เพราะทางเขื่อนลำปาวปิดน้ำขณะที่อากาศร้อน กุ้งจะมีปัญหาเรื่องน็อก และมีน้ำเสีย ทำให้กุ้งตาย จึงแก้ปัญหาด้วยการเจาะน้ำบาดาล และมีเครื่องตีน้ำที่ใช้เครื่องปั๊มลม ซึ่งพอพยุงให้ผ่านช่วงเวลายากลำบากนี้ไปได้ แต่ก็ไม่สามารถแก้ได้ 100%

นอกจากจะเจอปัญหากุ้งน็อกแล้ว เกษตรกรเลี้ยงกุ้งยังอาจจะเจอปัญหากุ้งเกิดโรคที่เรียกว่า กุ้งหางไหม้ และกุ้งหลังขาว เพราะเป็นโรคหลังขาว ซึ่งถ้าเป็นโรคพวกนี้แล้วกุ้งจะตาย แต่ถึงไม่ตายก็ขายไม่ได้ราคา

ปลูกตะไคร้คันบ่อเสริมรายได้

สำหรับบ่อเลี้ยงกุ้งของคุณพนิดานั้น พูดได้ว่าเจ้าตัวใช้ประโยชน์คุ้มจริงๆ เพราะใช่จะสร้างรายได้ก้อนโตจากการขายกุ้ง กิโลกรัมละ 250 บาท จากการที่คุณพนิดาดูแลเอาใจใส่อย่างดีแล้ว ในส่วนของคันบ่อ คุณพนิดายังปลูกต้นตะไคร้ไว้ขายด้วย ซึ่งนอกจากจะได้เงินในการขายตะไคร้ต้นแล้ว ต้นตะไคร้ดังกล่าวยังช่วยป้องกันไม่ให้คูบ่อพังทลายด้วย โดยจะปลูกช่วงหน้าฝนประมาณเดือนพฤษภาคม จำนวน 200 กอ  

ในการปลูกช่วงแรก คุณพนิดา บอกว่า ต้องรดน้ำ เพื่อให้รากขึ้น จากนั้นไม่ต้องรดน้ำ เพราะได้น้ำจากฝน ขณะที่น้ำในนากุ้งก็มีปุ๋ยมีแร่ธาตุอยู่แล้ว เมื่อเก็บผลผลิตได้จะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงที่ ในราคา 4-5 กอ 100 บาท ทำให้แต่ละปีมีรายได้เสริมจากการเลี้ยงกุ้งอีกหลายพันบาท

เรียกว่าเป็นการใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่า และยังนำเลนจากการทำความสะอาดบ่อมาใส่เป็นปุ๋ยด้วย ทำให้ตะไคร้ที่ปลูกอยู่ริมขอบบ่อกุ้งเจริญเติบโตดี ไม่ต้องบำรุงอะไรมาก

คุณพนิดา ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจจะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามว่า ต้องเตรียมบ่อให้ดี และต้องศึกษาพันธุ์กุ้ง รวมทั้งต้องมีเงินลงทุนหลักแสน และมีพื้นที่อย่างน้อย 4-5 ไร่

เกษตรกรเลิกทำนา หันมาเลี้ยงกุ้ง

ด้าน คุณเสกสรร ดวงศรี หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการประมง สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์  ระบุว่า ในแต่ละปีจะมีเกษตรกรเลี้ยงกุ้งเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยเปลี่ยนจากการทำนาข้าวมาเป็นนากุ้งแทน เพราะให้ค่าตอบแทนสูงกว่าถ้าเทียบกับการทำนาข้าว และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากในการจ้างแรงงาน อีกทั้งเหนื่อยน้อยกว่า ที่สำคัญราคากุ้งไม่ผันผวนไม่แกว่งเหมือนราคาข้าว ซึ่งหลายปีมานี้ขายได้ กิโลกรัมละ 250 บาท ประมาณ 25-30 ตัว โดยไม่คัดแยกขนาด มีต้นทุนเฉลี่ยกิโลกรัมละ 150 บาท ทั้งนี้ กุ้งจะขายดีมากในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์

“สมัยก่อนเกษตรกรเลี้ยงกุ้งเจอปัญหามาก เพราะแต่ละบ่อเลี้ยงกันถึง 15,000-20,000 ตัว หนาแน่นมาก แต่ปัจจุบันลดจำนวนเหลือ 8,000-10,000 ตัว ต่อบ่อ และมีการแยกเลี้ยงในบ่ออนุบาลก่อน ทำให้ลดอัตราการตายและได้ผลผลิตดี” คุณเสกสรร กล่าวและว่า ปัญหาอีกอย่างของเกษตรกรเลี้ยงกุ้งคือ ทางชลประทานจะปิดน้ำจากเขื่อนลำปาวช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ทำให้กุ้งในบ่อของเกษตรกรบางรายเกิดอาการน็อก

คุณเสกสรร บอกด้วยว่า แต่ละปีมักมีจำนวนเกษตรกรมาลงทะเบียนเลี้ยงกุ้งกันเพิ่มขึ้น อย่างปี 2561 ก็เพิ่มจากปีที่แล้ว ประมาณ 100 ราย จากเหตุผลหลักๆ คือรายได้ดีกว่าทำนา ซึ่งสามารถคำนวณได้ว่าลงทุนไปเท่านี้ จะได้กำไรเท่าไร กรณีที่ไม่มีปัญหาเรื่องโรค ขณะที่ตอนนี้เกษตรกรเองก็ได้เรียนรู้ว่า อย่าโลภมาก อย่าเลี้ยงกุ้งจำนวนมากเกินไปในแต่ละบ่อ

อย่างไรก็ตาม คุณเสกสรร แจกแจงว่า แม้จะมีเกษตรกรเลี้ยงกุ้งเพิ่มขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดของการใช้น้ำ ซึ่งต้องอาศัยน้ำจากเขื่อนลำปาว ส่วนมากผู้ที่มาเลี้ยงกุ้งรายใหม่นี้มักเป็นเกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทาน หมายถึงว่าคลองชลประทานไม่ได้ผ่าน แต่สามารถสูบน้ำจากเขื่อนลำปาวไปใช้ได้

ใครที่ไปกาฬสินธุ์แล้วไม่ได้กินกุ้งที่นี่ ถือว่ายังไม่ถึงกาฬสินธุ์ ขอแนะนำให้ไปลองลิ้มชิมรสกันดู ซึ่งมีทั้งกุ้งที่เลี้ยงในบ่อและกุ้งที่อยู่ในเขื่อนลำปาว แล้วจะรู้ว่ากุ้งเมืองนี้รสชาติดีไม่แพ้กุ้งก้ามกรามของจังหวัดอื่น

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...