โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เทคนิคการปลูกส้มเขียวหวาน” ให้ผลผลิตดี ของ “ สวนนายแป๊ะ ” จ.ปราจีนบุรี

เทคโนโลยีชาวบ้าน

เผยแพร่ 05 ก.พ. 2562 เวลา 05.18 น.

หลายคนคงจดจำความอร่อยของตำนาน “ส้มบางมด” ได้ขึ้นใจ ความจริง ส้มบางมดก็คือ ส้มเขียวหวาน อยู่ในตระกูลส้มแมนดาริน นิยมปลูกแพร่หลายมาตั้งแต่สมัยอดีต มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ส้มกำนันจุล ส้มเพชรบูรณ์ ส้มสีทองจังหวัดน่าน ส้มศรีสัชนาลัย ส้มบางมด ส้มรังสิต ส้มกลุ่มนี้คือ ส้มเขียวหวานทั้งหมด แต่ปลูกในระดับอุณหภูมิที่ไม่เหมือนกัน ช่วงกลางคืนกับช่วงกลางวัน มีอุณหภูมิแตกต่างกันประมาณ 14 องศาเซลเซียส ผลส้มจะสร้างสีที่เข้มขึ้น สังเกตส้มเขียวหวานที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือจะมีสีผิวเข้มกว่าส้มที่ปลูกทางตอนใต้

สาเหตุที่ต้นส้มที่ปลูกในพื้นที่ภาคกลาง ถูกเรียกว่า “ ส้มเขียวหวาน ” เพราะเป็นผลส้มแก่ที่มีเปลือกสีเขียวและมีรสหวาน เนื่องจากพื้นที่ภาคกลางไม่มีความแตกต่างด้านอุณหภูมิ (ช่วงกลางวัน-กลางคืน ) เหมือนกับต้นส้มที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือนั่นเอง ส่วนส้มสายน้ำผึ้ง หรือ ส้มโชกุน ความจริง เป็น ต้นส้มเขียวหวานที่กลายพันธุ์ไป เมื่อนำต้นส้มเขียวหวานไปปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ ผลส้มก็กลายเป็นสีเหลือง เมื่อนำต้นส้มไปปลูกที่หาดใหญ่ ชุมพร ซึ่งอุณหภูมิไม่ต่างกัน ผลส้มมีเปลือกเป็นสีเขียว ถูกเรียกว่า ส้มโชกุนเขียว

ส้มรสอร่อยของสวนนายแป๊ะ

คุณสุชาติ ธนะพฤกษ์ หรือ “ คุณแป๊ะ” (โทร. 081- 374-5226 ) เจ้าของสวนธนะพฤกษ์ หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า “ สวนนายแป๊ะ ” เนื้อที่ 70 ไร่ ตั้งอยู่เลขที่ 182 หมู่ที่ 2 ตำบลแก่งดินสอ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ปัจจุบันปลูกส้มเขียวหวาน เนื้อที่ 50 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 20 ไร่ ใช้ปลูกฝรั่งพันธุ์หวานพิรุณ และทุเรียน

คุณแป๊ะได้ประยุกต์ภูมิปัญญาชาวสวนส้มบางมดมาใช้ในการบริหารจัดการสวนส้มแห่งนี้ โดยปลูกส้มเป็นไม้ประธาน ในระยะห่าง 3.5 เมตร พร้อมปลูกทุเรียนหมอนทองเป็นพืชร่วมแปลง ในระยะห่าง 8 – 12 เมตร พื้นที่ว่างที่เหลือจะใช้ปลูกพืชล้มลุกอายุสั้นคือ มะเขือยาว กล้วยเป็นพืชเสริมรายได้ระหว่างรอเก็บส้มในปีที่ 3

เขาให้ปุ๋ยต้นส้ม ตามหลักเรโชปุ๋ย และสอดคล้องกับตามความต้องการของพืช เช่น ช่วงเร่งผลจะใช้ เรโชปุ๋ย 3:1:2 ช่วงปรับปรุงผลผลิต ใช้เรโชปุ๋ย 1:1:2 เมื่อต้องการเร่งดอกใช้เรโชปุ๋ย 1:2:2 โดยจะให้ปุ๋ยต่อไร่ เพียงบางๆ ตามขนาดทรงพุ่ม สำหรับพื้นที่ 6 X 6 เมตรจะให้ไม่เกิน 1 ก.ก.รวมทั้งใช้ปุ๋ยมูลไส้เดือน เพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์เข้าไปช่วยย่อยสารอาหารในดิน กระตุ้นการดูดซึมธาตุอาหารของรากพืชได้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นความหวานแก่ผลส้มอีกทางหนึ่ง

“ ต้นหญ้า ” เป็นตัวช่วยดีที่สุด ในการปรับปรุงคุณภาพดินภายในสวนส้มแห่งนี้ เพราะรากหญ้าจะทำหน้าที่พรวนดินในแปลงส้มตลอดเวลา ช่วงฤดูแล้ง ประมาณเดือนมีนาคม – เมษายน จะปล่อยให้ต้นหญ้าเติบโตตามธรรมชาติ เพื่อทำหน้าที่รักษาความชื้นบนผิวดิน หลังจากนั้นจะทำการตัดหญ้าในสวนส้มให้ให้โล่งเตียนสวยงาม เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นหญ้าอุ้มน้ำในช่วงฤดูฝน

ด้านตลาด

สวนคุณแป๊ะ สามารถเก็บผลส้มออกขายได้ประมาณ 1 แสนกิโลกรัมต่อปี โดยผลผลิตส่วนใหญ่ถูกส่งขายตลาดไท และเริ่มพัฒนาช่องทางการขายใหม่สู่ “ตลาดโลจิติกส์ ” โดยเก็บส้มแก่คุณภาพดี เกรดพรีเมียร์ อายุ10 -11 เดือนที่มีรสชาติอร่อย ส่งขายผู้บริโภคปลายทาง ผ่านทางระบบไปรษณีย์ขนส่ง

“ ส้มเขียวหวาน ที่เข้าสู่ตลาดประมาณเดือนธันวาคม ถือว่ามีรสชาติอร่อยสุดในรอบปี เพราะ ต้นส้มเจริญเติบโตอย่างเต็มที่หลังผ่านฤดูฝน และช่วงฤดูหนาว เป็นระยะที่ต้นไม้พักตัว จะไม่มีการแตกใบอ่อนหรือแตกราก อาหารที่ปรุงได้ทั้งหมดก็จะถูกเก็บสะสมในผลส้ม ทำให้ผลส้มในรุ่นปลายหนาวนี้มีรสชาติอร่อยสุด ” คุณแป๊ะกล่าว

ทุกวันนี้ ผลผลิตส้มที่เกษตรกรไทยปลูกได้ ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ จนต้องนำเข้าส้มจากประเทศจีนเข้ามาจำหน่าย แต่ส้มจีนไม่ใช่คู่แข่งที่น่ากลัว เพราะส้มจีนที่แช่เย็นมาขายในไทย มีช่วงระยะเวลาการขายสั้นๆ แค่ปีละ 2 เดือนเท่านั้น ( ตุลาคม – พฤศจิกายน)

คุณแป๊ะกล่าวว่า ปีก่อน ส้มจีนช่วงเก็บเกี่ยวโดนฝน ทำให้ผลผลิตคุณภาพไม่ดี เมื่อนำออกจากห้องเย็นออกมาวางขายในไทย คนซื้อต้องกินให้หมดภายใน 48 ชั่วโมงก่อนส้มเน่า ทุกวันนี้ จีนเผชิญกับผลกระทบจากภาวะเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ทำให้ส้มจีนส่งเข้ามาขายในไทยไม่เยอะเท่าไหร่ นอกจากนี้ ยังพบว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน ผู้นำเข้าผลไม้ของจีนหันมาสั่งซื้อส้มเขียวหวานจากไทยในราคาสูง เพื่อนำใช้ไหว้เจ้า จนถึงเทศกาลสารทจีน

แนะนำการลงทุน

สำหรับผู้สนใจลงทุนทำสวนส้มอย่างมืออาชีพ คุณแป๊ะให้แนะนำว่า ควรหลีกเลี่ยงปลูกส้มซ้ำในแหล่งเดิมที่มีปัญหาโรคส้มเช่น โรคกรีนนิ่ง ฯลฯ เพื่อความเสี่ยงจากปัญหาขาดทุน เพราะแหล่งปลูกส้มเดิม แม้เลิกปลูกส้มไปนานแล้วแต่ยังมีเชื้อโรคกรีนนิ่งแฝงอยู่กับต้นไม้กลุ่มอื่น โดยเฉพาะพืชตระกูลแตง ฯลฯ ส่งผลให้ต้นส้มที่ปลูกใหม่ มีโอกาสเสี่ยงรับเชื้อโรคกรีนนิ่งได้ง่ายขึ้น

การปลูกส้มเชิงการค้าให้ประสบความสำเร็จ ปัจจัยสำคัญที่ควรนำมาพิจารณาได้แก่ 1. ทำเลเหมาะสม ไม่ควรปลูกส้มในแหล่งที่เคยมีการแพร่ระบาดของโรคกรีนนิ่ง 2. มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับใช้ดูแลสวนส้มได้ตลอดทั้งปี แม้ส้มจะเป็นพืชที่ทนทานความแห้งแล้งได้ดีก็ตาม หากหวังให้ต้นส้มมีผลผลิตที่ดี ก็ต้องใช้น้ำค่อนข้างเยอะ

3. ปัจจัยเรื่อง “ ดิน ” พื้นที่รังสิต ที่เคยปลูกส้มนับแสนไร่ในอดีต ก็ไม่ใช่ดินที่ดีสำหรับปลูกส้ม เพราะดินรังสิตมีค่าความเป็นกรดจัด เแต่เกษตรกรปรับปรุงคุณภาพดินด้วยเทคนิคต่างๆ เช่น เติมปูนขาว วิธีการตากดิน เทคนิคการรดน้ำ ฯลฯ จนดินมีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการเติบโตของต้นส้มและให้ผลผลิตที่ดี

ทุกวันนี้ การหาดินที่มีคุณภาพดีสำหรับปลูกส้ม ยังคงเป็นเรื่องยาก เรื่อง “ ดิน “ เป็นปัญหาด้านการจัดการมากกว่า เมืองไทยมีนักวิชาการด้านดินอยู่มากพอสมควร หากมีปัญหาเรื่องดิน ควรขอคำแนะนำเรื่องการจัดการดินจากนักวิชาการโดยตรงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

4. สายพันธุ์ส้ม เป็นปัจจัยสำคัญที่คุณแป๊ะเน้นมาก ให้เลือกซื้อต้นพันธุ์ต้นส้มปลอดโรคมาปลูก เพราะหากนำต้นส้มติดเชื้อโรคกรีนนิ่งมาปลูก โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการทำสวนส้มแทบจะไม่มีเลย

5. มีทุนทรัพย์เพียงพอสำหรับการลงทุน เพราะการบุกเบิกที่ดินเปล่า พัฒนาระบบน้ำ ค่าปุ๋ย ค่ายาสำหรับปลูกดูแลสวนส้มจนได้ผลผลิตออกขาย ต้องใช้เงินลงทุนประมาณไร่ละ 100,000 บาท หลังจากนั้นต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปีจึงจะคืนทุนได้สำเร็จ

สวนส้มของคุณแป๊ะใช้เงินลงทุนไม่มาก เพราะใช้วิธีปลูกมะเขือยาว กล้วยน้ำว้า เป็นพืชเสริมรายได้ในแปลงต้นส้ม หลังปลูกประมาณ 40-50 วัน สามารถเก็บมะเขือยาวออกขายต่อเนื่องเป็นเวลา 4 เดือน หลังจากปลูก-เก็บเกี่ยวกล้วย ออกขายได้ 4 รุ่น ในระยะเวลา 2 ปีก็รื้อแปลงกล้วยออก ช่วงนี้ ต้นส้มก็พร้อมให้ผลผลิตรุ่นแรกออกขายได้แล้ว

ความมหัศจรรย์ ของ “ ส้ม ”

ทั่วไปตั้งแต่ต้นส้มออกดอก จนพัฒนาเป็นผลส้ม จะใช้เวลาปลูกดูแลประมาณ 7 เดือน ส้มอายุ 7 เดือน จะมีรสเปรี้ยวนำ มีรสหวานปนบ้างนิดหน่อย ส้มอายุ 8 เดือน จะมีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ส้มอายุ 9 เดือน จะมีรสหวานอมเปรี้ยว ส้มอายุ 10 เดือนจะมีรสชาติหวานฉ่ำ

คุณแป๊ะเล่าถึงความมหัศจรรย์ของพืชตระกูลส้ม ได้แก่ 1. เป็นพืชวิเศษชนิดหนึ่ง ที่สามารถเก็บผลผลิตอยู่บนต้นได้นานถึง 4 เดือน เกษตรกรจะเก็บผลผลิตวันไหนก็ได้ในระยะ 4 เดือนนี้ สำหรับผลผลิตในเดือนที่ 1 ส้มจะมีรสชาติเปรี้ยว เดือนที่ 2 ส้มมีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน เดือนที่ 3 หวานอมเปรี้ยว เดือนที่ 4 รสชาติหวานเจี๊ยบ ดังนั้นเกษตรกรจึงมีช่วงเวลาของการขายส้มนานถึง 4 เดือน ไม่ต้องรีบเก็บผลผลิตออกขาย จนโดนพ่อค้าคนกลางกดราคารับซื้อเหมือนไม้ผลชนิดอื่น

ความมหัศจรรย์ข้อ 2. ส้ม เป็นผลไม้ที่มีโอกาสทางการตลาดตลอดทั้งปี เพราะคนไทย นิยมใช้ผลส้ม บูชาพระ เช่นเดียวกับ คนจีนที่ใช้ผลส้มไหว้เจ้าเพื่อเสริมสิริมงคล ดังนั้น ตลาดส้ม ไม่มีวันตัน เกษตรกรมีโอกาสขายส้มในช่วงเทศกาลวันพระทุก ๆ 15 วัน ไม่รวมกับเทศกาลไหว้เจ้าของคนจีนที่มีตลอดปี

3. ส้ม เป็น ไม้ผลที่ให้ผลผลิตทุกๆ 4 เดือน ประมาณปีละ 2 – 3 ครั้ง ทุกวันนี้ ส้ม เรียกได้ว่าเป็นผลไม้ที่ไม่มีฤดูกาลตายตัว เพราะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดได้เกือบทั้งปี เกษตรกรสามารถเลือกเก็บส้มออกขายได้ตามต้องการ และสามารถวางแผนจัดการตลาดได้อย่างสม่ำเสมอ

“ การปลูกส้ม ก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วเพราะส้ม เป็นพืชตระกูลเดียวกับมะนาว มีปัญหาเรื่องโรคแมลง เช่น เพลี้ยไฟ หนอนชอนใบ โรคแคงเกอร์ โรครากเน่าและโคนเน่า โรคผลร่วง ฯลฯ กล่าวโดยสรุป การทำสวนส้มมีเทคนิคดูแลจัดการเหมือนกับต้นมะนาวทั้งหมด หากต้องการประสบความสำเร็จในการทำสวนส้มเชิงการค้า เคล็ดลับสำคัญอยู่ที่ การดูแลระบบรากต้นส้มให้มากกว่าต้นมะนาวสักหน่อย เพราะรากต้นส้ม อ่อนแอกว่าต้นมะนาว ” คุณแป๊ะกล่าว

“ ผีเสื้อม้วนหวาน ” ศัตรูสำคัญในสวนผลไม้

คุณแป๊ะกล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2558 ที่ผ่านมา แหล่งปลูกผลไม้ในหลายจังหวัดเช่น สวนส้ม จ.ปราจีนบุรี สวนมะละกอฮอลแลนด์ในอำเภอวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา สวนลองกอง จ.อุตรดิตถ์ ฯลฯ ต่างประสบปัญหาการแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืช คือ “ ผีเสื้อมวนหวาน ”ในวงกว้าง สร้างความเสียหายแก่ผลผลิตจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรชาวสวนผลไม้สูญเสียรายได้ถึงหลักล้าน

ความจริง “ ผีเสื้อมวนหวาน ” ก็คือผีเสื้อกลางคืนขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งอาศัยตามป่าธรรมชาติโดยกินผลไม้ป่าเป็นอาหาร ในอดีต พบการแพร่ระบาดของ ผีเสื้อมวนหวานในสวนผลไม้ ที่อยู่ใกล้กับป่าธรรมชาติ เช่น จันทบุรี ตาก เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ ฯลฯ

แต่ระยะหลังพบการแพร่ระบาดผีเสื้อมวนหวานในสวนผลไม้ทั่วไปมากขึ้น สันนิฐานว่าเป็นผลพวงจากปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่องในช่วง 2- 3ปีหลัง ทำให้ผลไม้ป่าตามธรรมชาติมีน้อยลง ทำให้ผีเสื้อมวนหวานต้องย้ายถิ่นเข้ามาโจมตีสวนผลไม้ของเกษตรกรมากขึ้น

ครั้งแรกที่คุณแป๊ะเจอการระบาดของผีเสื้อมวนหวาน ช่วงใกล้เก็บเกี่ยว ตอนแรกเขาคิดว่า ผลส้มเสียหายจากปัญหาแมลงวันทอง จนกระทั่งนำผลส้มมาผ่าดูเนื้อข้างใน จึงรู้ว่า คิดผิด เพราะเนื้อส้มเว้าแหว่งหายไปจำนวนหนึ่ง เพราะถูกผีเสื้อมวนหวานที่อยู่ในช่วงตัวเต็มวัยใช้ปากที่แข็งแรงแทงเข้าไปในผลส้ม เพื่อดูดกินน้ำหวานจากผลไม้นั้น ส้มที่ถูกเจาะจะมีรอยแผลเป็นรูเล็ก ๆ และมียางไหลออกมา ผลจะเน่าเป็นวง รอยแผลนี้จะเป็นช่องทางการเข้าของแมลงวันผลไม้ต่อไป ทำให้ผลส้มจะร่วงในเวลาต่อมา

คุณแป๊ะทดลองใช้สารเคมีกำจัดผีเสื้อมวนหวาน ปรากฎว่า ไม่ได้ผลเพราะศัตรูพืชชนิดนี้เป็นผีเสื้อที่หากินในช่วงเวลากลางคืน และวางไข่ในแหล่งพืชเช่น ใบย่านาง ใบข้าวสาร และใบบอระเพ็ด ซึ่งเป็นอาหารของผีเสื้อมวนหวาน ระยะตัวหนอน

เมื่อสวนผลไม้ในพื้นที่อำเภอนาดี เจอการระบาดของผีเสื้อมวนหวานเป็นครั้งแรกในปี 2558 สำนักงานเกษตรอำเภอนาดี ได้นำกรงดักผีเสื้อมวนหวานมาแจกจ่ายเกษตรกรในพื้นที่ แต่ใช้ไม่ได้ผล เพราะกรงมีขนาดเล็กไป

“ ผมจึงได้ปรับปรุงขนาดกรงดักผีเสื้อมวนหวานให้มีขนาดใหญ่กว่าเดิม 4 เท่าตัว คือ ขนาด 50X50 ซม. และใช้ผลไม้สุกเป็นเหยื่อล่อ โดยตั้งกรงดักไว้รอบสวน ปรากฎว่า ใช้งานได้ดี สามารถดักผีเสื้อมวนหวานได้ครั้งละ 200-300 ตัว/ คืน

“ คุณสุนันท์ พยัคฆฤทธิ์” เกษตรอำเภอนาดีเล็งเห็นข้อดีของการปรับปรุงกรงดักผีเสื้อมวนหวานจึงจัดหางบประมาณจากโครงการภัยแล้ง จำนวน 100,000 บาท ผลิตกรงดักไซส์ใหญ่จำนวน 200 กรง แจกจ่ายให้เกษตรกรเจ้าของสวนผลไม้ในท้องถิ่นได้นำไปใช้ ก็ได้ผลดีเช่นเดียวกัน ปีนี้ ไม่เจอการแพร่ระบาดผีเสื้อมวนหวานมากเมื่อปีผ่านมา ” คุณแป๊ะกล่าว

สวนส้มเปลือกล่อนให้ระวังแมลงศัตรูพืชระบาด

ในตอนเช้ามีหมอกลง กลางวันอากาศร้อน และมีฝนตกเล็กน้อยเช่นนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรสวนส้มเปลือกล่อนเฝ้าระวังแมลงศัตรูพืช 3 ชนิด คือ เพลี้ยไก่แจ้ส้ม เพลี้ยไฟ และหนอนชอนใบส้ม จะพบในระยะที่ส้มแตกยอดอ่อนและติดผล

สำหรับเพลี้ยไก่แจ้ส้ม เกษตรกรควรสังเกตตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากตาและยอดอ่อน โดยตัวอ่อนจะกลั่นสารสีขาวเป็นเส้นด้ายทำให้เกิดราดำ ใบถูกทำลายจะหงิกงอและแห้งเหี่ยว อีกทั้งเพลี้ยยังเป็นพาหะของโรคกรีนนิ่งที่สามารถแพร่กระจายไปเกือบทุกแหล่งที่ปลูกส้ม ทำให้ต้นส้มทรุดโทรมและตายในที่สุด

ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจต้นส้มในระยะแตกตาและยอดอ่อน หากสุ่มพบเพลี้ยไก่แจ้ส้ม 5 ยอดต่อต้น จำนวน 10-20 ต้นต่อสวน ควรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 8 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 1 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ล ยูพี อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

ส่วนเพลี้ยไฟ จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากเขี่ยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนและผลอ่อน ส่งผลให้ใบผิดปกติ แคบเรียว กร้าน มักพบเพลี้ยไฟทำลายรุนแรงในระยะผลอ่อน ตั้งแต่กลีบดอกร่วงจนถึงผลส้มมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เซนติเมตร

ผลที่ถูกทำลายจะเกิดวงสีเทาเงินบริเวณขั้วและก้นผล ผลแคระแกร็น หากพบเข้าทำลายผลมากกว่า 10% หรือพบเข้าทำลายยอดมากกว่า 50% ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบฟูแรน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

นอกจากนี้ เกษตรกรควรเฝ้าระวังหนอนชอนใบส้ม มักพบผีเสื้อหนอนวางไข่ใต้เนื้อเยื่อใกล้เส้นกลางใบส้ม เมื่อไข่ฟักเป็นหนอนจะชอนเข้าไปกัดกินระหว่างผิวใต้ใบ แรกเริ่มแผลเป็นทางสีขาวเรียวยาวสังเกตได้ง่าย ต่อมาขยายใหญ่เป็นทางคดเคี้ยวไปมาคล้ายงูเลื้อย ใบบิดงอลงด้านที่หนอนทำลาย

หากระบาดมาก กิ่งอ่อนและผลอ่อนถูกทำลาย ส่งผลให้ส้มต้นเล็กชะงักการเจริญเติบโตได้ และแผลเป็นช่องทางให้โรคแคงเกอร์รุนแรงขึ้น สามารถพบระบาดได้ทุกช่วงที่มีการแตกใบอ่อนตลอดทั้งปี หากสุ่มสำรวจหนอน 5 ยอดต่อต้น จำนวน 10-20 ต้นต่อสวน และยอดอ่อนถูกทำลายมากกว่า 50%

ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์ 83.9% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไท อะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 2 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไทอะมีทอกแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 8 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วทั้งใบ หากยังระบาดอยู่ให้พ่นซ้ำอีก เกษตรกรควรใช้อัตราน้ำในการพ่นสารให้มากกว่าการพ่นสารฆ่าแมลงทั่วไป เพื่อให้สารน้ำมันเคลือบใบพืช และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสารปิโตรเลียมสเปรย์ออยล์ให้ดีขึ้น

การป้องกันแก้ไขสำหรับเพลี้ยไฟและหนอนชอนใบส้ม ควรควบคุมบังคับให้ต้นส้มแตกยอด ออกดอก และติดผลในระยะเดียวกัน เพื่อง่ายต่อการป้องกันกำจัด ช่วยควบคุมประชากรหนอน สะดวกในการดูแลรักษา ช่วยลดจำนวนครั้งในการพ่นสารเคมี และช่วยอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติที่พบมากในสวนส้ม จากนั้น ให้เกษตรกรเก็บยอด ใบ หรือเด็ดผลอ่อนที่ถูกทำลายไปเผาไฟทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณหนอน ช่วยให้ต้นส้มฟื้นตัวเร็วขึ้น และช่วยการแตกยอดของส้มรุ่นต่อไปอีกด้วย

สำหรับผู้สนใจวิธีป้องกันกำจัดแมลงแบบผสมผสาน สามารถสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2579-1061 หรือที่เว็บไซด์ www.doa.go.th/plprotect/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...