โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วลี "ยายฟักขายข้าวแกง ยายแฟงขาย.. ยายมีขายเหล้า" กับวิวัฒนาการโรงโสเภณีกทม. 100 ปีก่อน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 22 พ.ค. 2565 เวลา 10.16 น. • เผยแพร่ 22 พ.ค. 2565 เวลา 09.50 น.
ฉากเที่ยวสถานบันเทิงยามราตรีในภาพยนตร์

แหล่งท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ปฏิเสธได้ยากว่า การท่องเที่ยวยามค่ำคืนเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศกำเม็ดเงินเข้ามาจับจ่ายใช้สอยกระตุ้น “เศรษฐกิจ” ในประเทศไทยให้คึกคัก โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวด้าน “บริการทางเพศ” ซึ่งสมัยก่อนเรียกกันว่า “โรงโสเภณี”

กว่าจะเป็น “แหล่งท่องเที่ยว” ในสภาพที่เห็นกันในปัจจุบัน แหล่งท่องเที่ยวยามค่ำคืนในกรุงเทพฯเมื่อหลายร้อยปีก่อนก็มีแหล่ง “โสเภณี” เป็นองค์ประกอบสำคัญมาโดยตลอดอยู่แล้ว

นับตั้งแต่ประเทศไทยต้องทำข้อตกลงในสนธิสัญญาเบาริ่งในปี พ.ศ. 2398 ซึ่งทำให้ต่างชาติเริ่มเข้ามาแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจในไทย อิทธิพลจากตะวันตกเริ่มส่งผลต่อสภาพเมืองในไทยอย่างต่อเนื่อง

วิถีชีวิตในเมืองยามค่ำคืนในกรุงเทพฯก็ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกเช่นกัน และเห็นได้ชัดตั้งแต่ทศวรรษ 2460 เป็นต้นมา ขณะที่ในช่วงต้นของการเปลี่ยนแปลงช่วงระหว่าง 2420-2450 ช่วงนี้มีวัฒนธรรมความบันเทิงที่ได้รับนิยมเริ่มต้นตั้งแต่งานเลี้ยงเต้นรำที่บ้านหรือวังเจ้านาย มาสู่การรวมตัวพบปะสังสรรค์ทางสังคมในสถานที่ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำกิจกรรม เรียกกันว่า “คลับ” (Club) หรือสโมสรและสมาคม ทำกิจกรรม อาทิ เต้นรำ เล่นกีฬา ฟังปาฐกถา และอ่านหนังสือ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในคลับมีทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่มีข้อมูลว่าบางคลับอนุญาตเฉพาะผู้ชายเท่านั้น

วีระยุทธ ปีสาลี ผู้เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต เรื่อง “ชีวิตยามค่ำคืนในกรุงเทพฯ พ.ศ. 2427-2488 เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ปีการศึกษา 2555 และหยิบมาเรียบเรียงใหม่เป็นหนังสือชื่อ “กรุงเทพฯ ยามราตรี” ระบุว่า การไปเที่ยวสโมสรสำหรับผู้ชายบางรายอาจไม่ได้สื่อความหมายถึง “สโมสร” อย่างเดียว แต่อาจหมายถึงการเที่ยวโรงโสเภณี จากที่ยุคนั้น (2420-2450) คำว่า “คลับ” รวมถึง “บาร์” (Bar) ถูกใช้เรียกโรงโสเภณีชั้นดีด้วย

“คลับที่เป็นโรงโสเภณีมีลักษณะคล้ายกับสถานกินดื่มสาธารณะและสถานเริงรมย์ที่มีหญิงสาวไว้คอยบริการลูกค้า และหากเป็นที่ต้องตาต้องใจก็ร่วมหลับนอนด้วยได้”

คลับที่มีชื่อเสียงในหมู่คนไทยและจีน คือคลับจางวางหม็อง ที่ถนนวรจักร คลับเบอร์ 10 ที่ถนนเจริญกรุง และคลับยี่สุ่นเหลือง ที่ตรอกยายแพ่ง

กิจการโสเภณีในยุคนี้ (2420-2450) ผู้เขียนวิทยานิพนธ์ อ้างอิงว่าเป็นโสเภณีรูปแบบเก่าที่มีลักษณะ “นางประจำสำนัก” โดยสำนักที่โด่งดังที่สุดคือ “สำนักยายแฟง” ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนมีคำพูดติดปาก (ขุนวิจิตรมาตรา, 2523) เป็นวลีที่ว่า

“ยายฟักขายข้าวแกง ยายแฟงขาย… ยายมีขายเหล้า”

ผู้เขียนหนังสือระบุว่า เมื่อกิจการรุ่งเรืองจนร่ำรวย ยายแฟงนำเงินไปสร้างวัดใหม่ยายแฟง หรือที่เรียกว่าวัดคณิกาผล หมายถึงผลที่ได้จากนางคณิกาคือหญิงโสเภณีนั่นเอง

กิจการการค้าประเวณีในกรุงเทพฯ ขยายเพิ่มเติมจากย่านสำเพ็ง (ซึ่งเริ่มมาก่อนทศวรรษที่ 2420) ในลักษณะตั้งเก๋งริมฝั่งน้ำมาตั้งตามตรอกซอกซอยของถนนต่างๆ เพื่อหลบสายตาผู้คน มีตรอกลือชื่ออย่าง ตรอกแตง ตรอกเต๊า ตรอกโรงเขียน และตั้งอยู่ตามพื้นที่บันเทิงยามค่ำคืนของเมืองอย่างโรงบ่อนและโรงหวย

กิจการการค้าประเวณีเติบโตมาจนถึงช่วง 2460-2480 ทั้งสำเพ็งและเยาวราชถือเป็นเขตเศรษฐกิจและย่านกลางคืนของเมืองสมัยใหม่ มีสถานที่พักผ่อนยามค่ำคืนผุดขึ้นมากมาย รวมไปถึงสำนักโสเภณีซึ่งเปิดตลอดคืน (อ่านเพิ่มเติม “สำเพ็งและเยาวราช” อดีตย่านกลางคืนของกรุงเทพฯ)

วีระยุทธ ปีสาลี ระบุว่า กิจการโสเภณีในท้องที่สำเพ็งเติบโตพร้อมกับการพัฒนาของเมืองกรุงเทพฯ ที่มีลักษณะเป็น “สังคมบก” สำนักโสเภณีต้องเสียภาษีบำรุงถนนเพื่อซ่อมแซมและพัฒนาให้รองรับลักษณะเมืองสมัยใหม่

สำหรับการแขวนโคมเขียวของสำนักโสเภณีเกิดขึ้นเมื่อมีประกาศพระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค ร.ศ.127 เมื่อ พ.ศ. 2452 สำนักโสเภณีทุกแห่งต้องแขวนโคมเขียวเพื่อแสดงว่าจดทะเบียนและเสียภาษีเรียบร้อยแล้ว ส่วนโสเภณีที่ไม่ได้เสียภาษีก็ต้องแอบยืนขายบริการตามพื้นที่บันเทิงในเมืองเช่นโรงบ่อนและโรงหวย

ข้อมูลจากการสืบค้นระบุว่า โรงโสเภณีชั้นดีจะปรนนิบัติผู้ใช้บริการอย่างพิถีพิถัน มีที่หลับนอนหมอนมุ้งสะอาดเรียบร้อย หญิงโสเภณีก็อ่อนหวาน ไม่ลักทรัพย์ลูกค้าเนื่องจากมีนายโรงดูแลอย่างดี ส่วน “โสเภณี” อีกระดับชั้นที่ด้อยกว่าจะบริการลักษณะนั่งม้านั่งหน้าสำนัก ส่งเสียงร้องดึงดูดลูกค้า และยังฉุดลากผู้ผ่านทางเข้าไปในสำนัก

หลังทศวรรษ 2460 กิจการโสเภณียิ่งเติบโตมากขึ้นเช่นเดียวกับโสเภณีเถื่อน หลังจากนั้นกิจการค้าบริการในกรุงเทพฯเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นลักษณะแอบแฝงในสถานที่บันเทิงยามค่ำคืนในเมืองสมัยใหม่ เช่น โรงหนัง โรงแรม สถานบันเทิง กลายมาเป็นสภาพเมืองกลางคืนในอีกยุคหนึ่ง

ทศวรรษที่ 2460-2480 เปลี่ยนรูปแบบออกมาสู่ตามท้องถนนและพื้นที่สาธารณะปะปนกับกลุ่มคนที่ท่องเที่ยวราตรี

ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์ ผู้จัดทำวิทยานิพนธ์ “โสเภณีกับนโยบายของรัฐบาลไทย พ.ศ. 2411-2503” นิยามโสเภณีที่แอบแฝงขายบริการตามสถานที่ต่างๆ ว่า “โสเภณีแห่งยุคการเปลี่ยนแปลง” (2464-2487) ถือเป็นยุคโค้งเปลี่ยนผ่านระหว่างโสเภณีแบบเก่าที่สำเพ็ง (2411-2463) กับโสเภณีใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒธรรมอเมริกัน (2488-2503)

ความเปลี่ยนแปลงสืบเนื่องมาจากความพยายามหลบเลี่ยงการเสียภาษีให้รัฐ ประกอบกับต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ค่านิยม และวัฒนธรรมสมัยใหม่ (ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์, 2526)

บทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐต่อการบริหารควบคุมสถานโสเภณีก็มีบันทึกไว้ในหนังสือพิมพ์ยุคนั้นด้วย หนังสือพิมพ์ “ออบเซอรเวอร” วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2458 รายงานว่า

“เวลานี้ตัวกามโรคเที่ยวพลุกพล่านมากตามแถวหลังโรงหนังยี่ปุ่นหลวง ถึงกับฉุดค่าชวนชายไปสมสู่ พลตำรวจบางคนเห็นเข้าก็ห้ามปราม แต่บางคนก็เห็นเป็นสนุกหัวเราะเล่น ใช่แต่เท่านั้น พวกหญิงตามที่พักคนเดินทางก็เลี่ยงกฎหมายได้อยู่มาก…”

ผู้ศึกษาระบุว่า รูปแบบบริการยุค 2460-2480 เริ่มซับซ้อน ทศวรรษที่ 2460 โรงบ่อนถูกยกเลิกไป การบริการก็มาจากที่แฝงตัวอยู่ในอาชีพอื่น เช่น หญิงบริกรตามโรงน้ำชาและโรงฝิ่น หมอนวดตามที่พักคนเดินทาง หรือแม้แต่หญิงคู่เต้นตามสถานเริงรมย์

หญิงบริกรและหญิงคู่เต้นรำยุคแรกมีทั้งหญิงไทยและจีน โดยเฉพาะหญิงกวางตุ้ง และจากจีนที่ส่งตรงจากเซี่ยงไฮ้ ราคาค่าบริการแตกต่างกันออกไป หญิงจีนอยู่ที่ประมาณคนละ 200 บาท ซึ่งถือว่าสูงพอสมควรสำหรับค่าครองชีพสมัยนั้น

อ้างอิง:

ขุนวิจิตรมาตรา. 80 ปีในชีวิตข้าพเจ้า. กรุงเทพฯ : บัณฑิตการพิมพ์, 2523, หน้า 183

ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์. “โสเภณีกับนโยบายของรัฐบาลไทย พ.ศ. 2411-2503.” วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2526

วีระยุทธ ปีสาลี. กรุงเทพฯ ยามราตรี. กรุงเทพฯ : มติชน, 2557

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 22 ตุลาคม 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...