โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

พันธบัตรออมทรัพย์ การลงทุนที่คุ้มค่า เหมาะกับใครบ้าง ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ก.ค. 2564 เวลา 05.42 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 05.38 น.

พันธบัตรออมทรัพย์ ของรัฐบาลออกมากี่ครั้งก็ได้รับการตอบรับอย่างดี ขายหมดอย่างรวดเร็วเสมอทำไมการซื้อพันธบัตรเป็นการลงทุนที่ขึ้นชื่อด้านความมั่นคง และปลอดภัยที่สุด 

ที่ผ่านมารัฐบาลได้เปิดจำหน่าย “พันธบัตรออมทรัพย์” มาแล้วหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเราไม่ทิ้งกัน (วงเงินรวม 5 หมื่นล้านบาท ซื้อขั้นต่ำ 1,000 บาท ดอกเบี้ยต่อปีสูงสุดร้อยละ 4.00) รุ่นเราชนะ (วงเงินรวม 6 หมื่นล้านบาท ซื้อขั้นต่ำ 100 บาท ดอกเบี้ยต่อปีสูงสุดร้อยละ 2.50) และล่าสุด รุ่นยิ่งออมยิ่งได้ (วงเงินรวม 5 หมื่นล้านบาท ซื้อขั้นต่ำ 100 บาท ผลตอบแทนดอกเบี้ยต่อปีสูงสุดร้อยละ 2.50) ที่เปิดขายผ่านแอปเป๋าตัง โดยขายหมดภายใน 2.45 ชั่วโมง

จะเห็นว่า พันธบัตรออมทรัพย์ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี “ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมข้อมูลมาให้ผู้ที่ต้องการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ได้ทราบว่า พันธบัตรออมทรัพย์ คืออะไร และการลงทุนผ่านพันธบัตรออมทรัพย์นั้นดีอย่างไร

พันธบัตรออมทรัพย์ คืออะไร

ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ระบุว่า พันธบัตรออมทรัพย์ เป็น “ตราสารหนี้” ที่รัฐบาลออกโดยให้คำมั่นสัญญาว่า ผู้ถือมีสิทธิที่จะได้รับชำระต้นเงินจากรัฐบาลตามจำนวนที่ได้ระบุไว้ในพันธบัตรคืนภายในกำหนดเวลา นอกจากนี้ พันธบัตรยังจ่ายดอกเบี้ยในอัตราและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพันธบัตร

ข้อมูลจาก ตลาดหลักทรัพย์ ระบุว่า ตราสารหนี้ (Bond) คือ ตราสารทางการเงินที่ผู้ถือ (นักลงทุน) มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ และผู้ออกมีสถานะเป็นลูกหนี้ โดยเจ้าหนี้จะได้รับผลตอบแทนในรูปของ “ดอกเบี้ย” อย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ และจะได้รับ “เงินต้น” คืนเมื่อครบกำหนดอายุ ตัวอย่างตราสารหนี้ที่พบเห็นทั่วไป เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้เอกชน

ลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ ดีอย่างไร ?

ธปท. ระบุว่า กระทรวงการคลังเป็นผู้ออกพันธบัตรออมทรัพย์ฯ โดยมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นนายทะเบียน การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลออมทรัพย์ฯ จึงเป็นการลงทุนที่มั่นคง ไม่มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับต้นเงินคืน และมีความเสี่ยงต่ำกว่าเงินฝาก

พันธบัตรออมทรัพย์ เป็นการซื้อพันธบัตรเพื่อออมทรัพย์ โดยจะขายให้กับบุคคลทั่วไปและองค์กรไม่แสวงหากำไรในสังกัดของรัฐบาล มีระยะเวลาไถ่ถอน 1 ปีขึ้นไป ได้รับดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง

หากผู้ใดถือพันธบัตรออมทรัพย์ฯ จนครบกำหนด ก็จะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่คุ้มค่าและมากกว่าการออมทรัพย์ประเภทอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงในระดับเดียวกัน อีกทั้งยังมีความคล่องตัวในกรณีที่ผู้ถือพันธบัตรมีความต้องการจะใช้เงิน เนื่องจากสามารถขายพันธบัตรออมทรัพย์ฯ คืนก่อนกำหนดได้

การลงทุนในพันธบัตรเหมาะกับใคร ?

ธนาคารไทยพาณิชย์ ได้เผยแพร่บทความของ นิภาพันธ์ พูนเสถียรทรัพย์ นักวางแผนการเงินอิสระ นักเขียนและวิทยากร ที่ได้อธิบายถึงผู้ที่เหมาะสมที่จะลงทุนผ่านพันธบัตรออมทรัพย์ ดังนี้

1.ผู้ที่ต้องการความแน่นอนในเรื่องผลตอบแทน ไม่ชอบความเสี่ยง

ยอมรับความเสียหายจากการลงทุนได้ไม่มาก และจำเป็นต้องมีเงินก้อนเพื่อการลงทุน รวมถึงเงินลงทุนก้อนนั้นต้องมีกำหนดระยะเวลาในการลงทุนสอดคล้องกับระยะเวลาของพันธบัตรด้วย

2.ผู้ที่ต้องการใช้ตราสารหนี้เพื่อการบริหารเงินลงทุน (Portfolio Management) ให้มีความปลอดภัยมากขึ้น

นอกเหนือจากการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้นสามัญ ที่ให้ผลตอบแทนสูงแล้ว นักลงทุนควรแบ่งเงินส่วนหนึ่งลงทุนในตราสารหนี้ด้วย เพื่อที่ตราสารหนี้จะก่อให้เกิดกระแสเงินรับที่สม่ำเสมอสำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายประจำต่าง ๆ นอกจากนี้นักลงทุนก็จะได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน การลงทุนในตราสารหนี้จึงเป็นการสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตการลงทุน

ทั้งนี้ นักลงทุนควรแบ่งเงินลงทุนในสัดส่วนเท่าใดเพื่อลงทุนในตราสารหนี้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุของผู้ลงทุน ขนาดของรายได้ประจำเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายประจำ และที่สำคัญคือระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หากผู้ลงทุนอายุไม่มาก เพิ่งทำงานได้ไม่กี่ปี มีรายได้ประจำเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ และชอบความเสี่ยง ก็อาจแบ่งเงินลงทุนในตราสารหนี้ในสัดส่วนไม่สูงนัก

ความเสี่ยงจากการลงทุนพันธบัตร

อย่างไรก็ตาม ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงแอบแฝงอยู่เสมอ โดยข้อมูลจาก ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุถึงความเสี่ยงจากการลงทุนในพันธบัตรที่ผู้ลงทุนจะต้องทำความเข้าใจ แบ่งออกเป็น 3 ข้อ ดังนี้

  • ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk) ในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยมีการปรับตัวสูงขึ้น แต่คุณหมดสิทธิ์ได้ปรับดอกเบี้ยขึ้นตาม เพราะพันธบัตรรัฐบาลเป็นดอกเบี้ยตายตัว คุณก็จะเสียผลประโยชน์ในจุดนี้ไป

  • ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) เพราะพันธบัตรมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน ต้องถือให้ครบตามสัญญาจึงจะได้เงินคืน ไม่สามารถไถ่ถอนก่อนถึงกำหนดเวลาได้

  • ความเสี่ยงด้านสภาวะเงินเฟ้อ (Inflation Risk) ในกรณีที่ค่าเงินเฟ้อสูงขึ้นมาก ๆ แต่ดอกเบี้ยจากพันธบัตรยังเท่าเดิม ก็จะไม่คุ้มค่าที่ลงทุนไป

  • รู้หรือไม่ ? ใครถือพันธบัตรรัฐบาลไทยบ้าง มูลค่ากว่า 6.3 ล้านล้าน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...