ดูแล ครรภ์คุณแม่ ด้วยวิธี MFM เริ่มตั้งแต่วันแรก…จนคลอดลูกน้อย
ช่วงเวลาของการตั้ง ครรภ์คุณแม่ คือช่วงเวลาที่คุณแม่ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ต้องได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง การได้รับการดูแลโดยแพทย์ที่มีความชำนาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ (MFM) จึงมีความสำคัญ เพื่อการดูแลแบบเชิงลึก ให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีสุขภาพที่แข็งแรงและทารกในครรภ์ลืมตาดูโลกอย่างราบรื่น พร้อมจะเติบโตอย่างมีคุณภาพในอนาคต
นายแพทย์ร่มไทร
เลิศเพียรพิทยกุล สูติ - นรีเวช
ศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า วิธีการดูแลแม่ตั้งครรภ์แบบ Maternal
Fetal Medicine (MFM) คือ การดูแลโดยแพทย์ที่มีความชำนาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์
โดยมีการต่อยอดหลังจากจบการฝึกอบรมสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา เป็นการดูแลมารดาตั้งครรภ์และทารกในครรภ์แบบเชิงลึก
เพื่อตรวจหาความเสี่ยง อัลตราซาวนด์ดูความสมบูรณ์ของทารก ประเมินการรักษา
ป้องกันความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น
ตลอดจนให้คำปรึกษาและคำแนะนำอย่างใกล้ชิดตลอดการตั้งครรภ์
เพื่อให้คุณแม่และเจ้าตัวน้อยมีสุขภาพที่แข็งแรง
หน้าที่หลักของแพทย์ด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์
Maternal
Fetal Medicine(MFM) ได้แก่ 1.การดูแลให้คำปรึกษาตั้งแต่เตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์
ระหว่างฝากครรภ์ ช่วงเวลาคลอด และหลังคลอด
2.ดูแลและรับฝากครรภ์ในคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง
3.แนะนำและให้คำปรึกษาเมื่อสงสัยหรือตรวจพบว่าทารกในครรภ์มีภาวะผิดปกติ 4.ตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อประเมินสุขภาพของทารกในครรภ์และหาความพิการของทารกในครรภ์
5.ตรวจคัดกรองและวินิจฉัยความผิดปกติของทารกในครรภ์
6.รักษาทารกในครรภ์ที่มีความผิดปกติตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ได้แก่ ทารกบวมน้ำ
หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น 7.ตรวจความผิดปกติทางพันธุกรรมของทารกในครรภ์มารดา
ได้แก่ การเจาะน้ำคร่ำ การเจาะชิ้นเนื้อรก การเจาะเลือดสายสะดือทารก เป็นต้น
8.ดูแลการทำคลอดและหลังการคลอดบุตร 9.ยุติการตั้งครรภ์ตามข้อบ่งชี้การแพทย์
โดยคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษคือ
คุณแม่ที่มีครรภ์เสี่ยงสูง ได้แก่ 1.คุณแม่อายุมากกว่า 35 ปี 2.อายุน้อยกว่า 18 ปี
3.คุณแม่ครรภ์แฝด
โดยเฉพาะแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันจะเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง เช่น
ทารกมีการถ่ายเทเลือดระหว่างกัน ทารกเติบโตขนาดไม่เท่ากัน เป็นต้น
4.คุณแม่ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคไต
ลมชัก โรคหอบหืด โรคมะเร็ง 5.คุณแม่ที่มีหมู่เลือดผิดปกติ คือ Rh
negative ที่มี isoimmunization
6.คุณแม่ติดเชื้อต่าง ๆ เช่น ไวรัสตับอักเสบ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
ฯลฯ 7.คุณแม่ที่มีประวัติรับยาหรือสารเคมีที่อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ 8.คุณแม่ที่มีภาวะปากมดลูกสั้น
9.คุณแม่ที่มีภาวะแท้งคุกคาม แท้งบ่อย รกเกาะต่ำ 10.คุณแม่ที่เคยคลอดบุตรก่อนกำหนด
11.คุณแม่ที่เคยคลอดทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์
12.คุณแม่ที่เคยคลอดทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย คลอดทารกตัวเล็กกว่าปกติ (IUGR)
13.คุณแม่ที่คลอดบุตรมีความพิการแต่กำเนิด
14.คุณแม่ที่มีโรคทางพันธุกรรม เช่น ธาลัสซีเมีย 15.คุณแม่ครรภ์เป็นพิษ
คุณแม่ตั้งครรภ์ควรตรวจคัดกรองด้วยการอัลตราซาวนด์กับแพทย์ที่มีความชำนาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์
อย่างน้อย 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1(สัปดาห์ที่ 11 – 14)
ตรวจเพื่อดูพัฒนาการของทารก หากพบความผิดปกติสามารถหาทางแก้ปัญหาได้โดยเร็ว
ช่วยลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ครั้งที่ 2(สัปดาห์ที่ 18 – 23)
ตรวจเพื่อค้นหาความผิดปกติของโครงสร้างทารก
หากไม่พบความผิดปกติในช่วงนี้ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าทารกแข็งแรง โดยจะมีการตรวจรก เนื้องอก
ความผิดปกติภายในมดลูก
วัดความยาวของปากมดลูกเพื่อตรวจเช็กความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนดของแม่ตั้งครรภ์ด้วย
ครั้งที่ 3(สัปดาห์ที่ 32 – 36) ตรวจเพื่อดูการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
ตำแหน่งรก ปริมาณน้ำคร่ำ ความผิดปกติบางอย่างอาจพบเจอในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์แม้โอกาสที่เกิดขึ้นจะไม่มากนัก
ดังนั้น การดูแลแม่ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์กับแพทย์ที่มีความชำนาญทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์
(MFM)
เป็นสิ่งสำคัญ ในคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงจะช่วยให้สามารถดูแลตนเองและลูกน้อยได้อย่างถูกต้อง
อีกทั้งยังสามารถแก้ปัญหาความผิดปกติได้ทันท่วงที
นอกจากนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ควรใส่ใจดูแลสุขภาพให้แข็งแรง
เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเบาๆ เลี่ยงการเอกซเรย์ สารเคมี ควัน
และยาที่อาจมีผลกับการตั้งครรภ์ ที่สำคัญควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด