โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดเทคนิค วิธีเก็บ "ผัก-ผลไม้" ให้สดใหม่

MATICHON ONLINE

อัพเดต 05 ส.ค. 2563 เวลา 05.13 น. • เผยแพร่ 05 ส.ค. 2563 เวลา 05.13 น.
เปิดเทคนิค วิธีเก็บ “ผัก-ผลไม้” ให้สดใหม่

เปิดเทคนิค วิธีเก็บ “ผัก-ผลไม้” ให้สดใหม่

ไม่ใช่แค่คนเท่านั้น ที่ต้องรักษาระยะห่าง เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ผักและผลไม้ก็ต้องการการรักษาระยะห่างเช่นกัน ยิ่งในช่วงที่ผู้คนหันมาทำอาหารรับประทานเองเพิ่มมากขึ้น ก็ยิ่งต้องมั่นใจว่าวัตถุดิบต้องสะอาด และมีวิธีการปรุงที่ถูกสุขลักษณะ แอลจีจึงได้แนะนำวิธีการเก็บรักษาอาหารให้สดใหม่ และคงไว้ซึ่งคุณค่าทางโภชนาการที่ดีของครอบครัวระยะยาว ด้วยวิธีการ “เว้นระยะห่างทางอาหาร”

เริ่มด้วย ผักผลไม้อย่างอะโวคาโด มะม่วง มะละกอ และมะเขือเทศ ที่จะปล่อยก๊าซเอทิลีนในขณะที่กำลังสุกมากขึ้น อาจส่งผลต่อผลไม้ที่มีความรู้สึกไวต่อก๊าซเอทิลีน เช่น บร็อกโคลี กะหล่ำปลี แครอต และผักใบเขียว เน่าเสียได้ง่ายขึ้น จึงควรแยกผักและผลไม้สองกลุ่มนี้ออกจากกัน

ต่อกันด้วยพืชตระกูลแตง อย่างแตงกวา แตงล้าน ที่มีเปลือกค่อนข้างบางและสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่าย จึงควรใส่ถุงไว้ก่อนนำไปแช่ตู้เย็น จะช่วยป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้นได้อย่างดี

และแม้ว่าผลไม้บางชนิดจะมีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่สามารถเก็บรักษาผลไม้เหล่านี้ไว้ด้วยกันได้ เพราะมีคุณสมบัติในการปล่อยก๊าซเอทิลีนเหมือนกัน เช่น แอปเปิล ส้ม เสาวรส และสาลี่ การเก็บไว้ด้วยกันจะทำให้สุกงอมเร็วกว่าปกติ

ส่วนอาหารประเภทนมหรืออาหารที่มีส่วนผสมของนม เช่น ชีส เนย และโยเกิร์ต นั้น ควรเก็บแยกกับอาหารชนิดที่มีกลิ่นแรง อย่างกระเทียม สะระแหน่ มะกรูด โหระพา ขิง ข่า ตะไคร้ หรือเครื่องเทศต่างๆ เพราะอาหารที่มีส่วนผสมของนมจะสามารถดูดซึมกลิ่นจากวัตถุดิบที่มีกลิ่นแรงเหล่านี้ และจะทำให้อาหารเสียรสชาติได้

เท่านี้ก็สามารถรักษาผักและผลไม้ ให้คงคุณค่าได้แล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...