โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชุมชนบ้านบุแหล่งทำขันลงหิน มรดกทางภูมิปัญญาสมัยอยุธยา หนึ่งเดียวในไทย

BLT BANGKOK

อัพเดต 18 พ.ย. 2562 เวลา 08.18 น. • เผยแพร่ 18 พ.ย. 2562 เวลา 08.14 น.

บริเวณปากคลองบางกอกน้อย ข้างวัดสุวรร-ณารามราชาวรวิหาร (วัด ทอง) มีชุมชนเก่าแก่นามว่า “บ้านบุ” ที่เล่ากันว่ามีต้นตระกูลสืบมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายหลังจากกรุงแตกเมื่อราวปี 2310 หรือกว่า 250 ปีที่แล้ว ได้อพยพมาอยู่ที่บางลำภูเป็นแห่งแรก ก่อนจะย้ายมายังบ้านบุในปัจจุบัน
ชาวบ้านบุมีชื่อเสียงอย่างมากในด้านการทำงานหัตถกรรมโบราณ คือ “ขันลงหิน” โดยคำว่าลงหิน มาจากการขัดผิวให้เรียบด้วยหิน ส่วนบุหมายถึงการตีขึ้นรูป ซึ่งปรากฏในนิราศสุพรรณของสุนทรภู่ ที่ประพันธ์เอาไว้ว่า …ยลย่านบ้านบุตั้งตีขัน ขุกคิดเคยชมจันทน์แจ่มฟ้า…  

โดยขันลงหินเป็นภาชนะที่นิยมกันในสมัยก่อน เฉพาะอย่างยิ่งระดับเจ้าขุนมูลนาย ซึ่งเป็นของสูง ใช้ในงานมงคล ใส่น้ำมนต์หรือน้ำ การทำขันลงหินถือเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน โดยสืบทอดวิชาทางภูมิปัญญาของบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น อย่างไรก็ตามในอดีตอาชีพบุขันลงหินนั้นเป็นที่นิยมกันมาก แต่เดิมมีกว่า 10 ครัวเรือน ภายหลังกลับเสื่อมความนิยมลงไป ด้วยสาเหตุจากภัยสงครามในอดีต และวัตถุดิบที่มีราคาสูงขึ้น รวมถึงในโลกยุคใหม่มีภาชนะให้เลือกใช้หลากหลาย จนอาชีพนี้ไม่เป็นที่นิยม
ปัจจุบันการทำขันลงหินหลงเหลืออยู่เพียงครัวเรือนเดียวคือโรงงานขันลงหินบ้านบุ เจียม แสงสัจจา ซึ่งปัจจุบันดูแลโดยคุณเมตตา เสลานนท์ ทายาทรุ่นที่ 6 ในวัย 76 ปี โดยยังคงรูปแบบวิธีดั้งเดิม อันเป็นงานฝีมือที่ต้องใช้ความปราณีตและพละกำลัง ซึ่งยังคงทำขันด้วยมือในทุกขั้นตอน โดยมี 6 ขั้นตอน ผ่านกระบวนการทำที่ต้องใช้ทั้งฝีมืออันชำนาญ บวกกับแรงกายและความอดทนสูง

การทำขันลงหิน เริ่มต้นจากขั้นตอนแรก เรียกว่าการตีขึ้นรูป โดยใช้ทองแดง ดีบุก และเศษขันลงหินเก่า นำมาหลอมในเบ้าที่ทำด้วยดินเผาประมาณ 15 นาที แล้วนำมาตีแผ่หรือเรียกว่า “บุ” ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด ช่างต้องมีความแข็งแรง ทั้งยังนั่งหน้าเตาไฟเป็นวันๆ และการตีก็ต้องอาศัยจังหวะ บวกกับความเข้าใจกันและกันของช่างที่มักจะเป็นสามีภรรยาหรือลูก ปัจจุบันมีช่างที่ทำงานนี้เพียง 4 คนเท่านั้น จากนั้นขั้นตอนที่ 2 เป็นการลาย เพื่อเก็บรอยค้อนจากการตีขึ้นรูปและแต่งขันให้เรียบ ขั้นตอนที่ 3 การกลึง ขัดเอาผิวภาชนะออกเพื่อให้เห็นสีทองของทองสำริด โดยนำชันมาทาก้นแล้วนำไปติดที่เครื่องกลึงซึ่งเรียกว่าภมร ซึ่งจะกลึงทั้งด้านนอกหรือกลึงดำ และด้านในหรืือกลึงขาว
จนมาสู่ขั้นตอนที่ 4 การกรอ โดยใช้ตะไบมากรอขอบปากขันให้เรียบเสมอกัน ขั้นตอนที่ 5 คือการเจียร อันเป็นขั้นตอนใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งในอดีตจะไม่มี โดยใช้เครื่องเจียรไฟฟ้ามาตกแต่งรอบตำหนิให้ผิวภาชนะเรียบเนียน เรียกกว่าการเก็บเม็ด และสุดท้ายขั้นตอนที่ 6 ขัด ให้เกิดความเงางาม ในอดีตขัดด้วยหินจึงเป็นที่มาของ “ขันลงหิน” ซึ่งกว่าจะได้ขันลงหิน 1 ใบต้องใช้เวลาทั้งหมด 4 วัน

ขันลงหินบ้านบุได้รับการคัดเลือกให้เป็นสินค้าโอทอประดับ 5 ดาว ด้วยจุดเด่นคือความสวยงาม ผิวเงางาม ดูสูงค่า เนื้อภาชนะเหนียว แข็งแรง ไม่ขุ่นมัวง่าย มีน้ำหนัก ผิวเย็น และเมื่อเคาะจะเกิดเสียงกังวานใส คล้ายเสียงระฆัง จึงทำให้มีคนสนใจนำไปเป็นของตกแต่งบ้านหรือของที่ระลึก ถึงอย่างนั้น งานขันลงหินก็นับได้ว่าเป็นงานภูมิปัญญางานช่างฝีมืออีกหนึ่งแขนงที่ลมหายใจกำลังโรยรินลงทุกที ด้วยเพราะมีผู้ผลิตเพียงรายเดียวในไทย รวมถึงช่างฝีมือที่เหลืออยู่น้อยแล้ว ซึ่งต่างก็มีอายุมากกว่า 60 ปี น่าสนใจว่างานหัตถศิลป์อันล้ำค่าที่มีมาแต่โบราณนี้ จะสามารถยืนหยัดต่อไปอีกยาวนานเพียงใด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...