โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค่าเงินบาทอ่อนดันต้นทุนพุ่ง ชะลอนำเข้าวัตถุดิบ-ลดสต๊อกเหลือ 1 เดือน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 ต.ค. 2566 เวลา 02.07 น. • เผยแพร่ 08 ต.ค. 2566 เวลา 01.52 น.

บาทอ่อนรอบ 11 เดือน ส่งผลเงินไหลออกต่างประเทศ ผู้นำเข้าอ่วม รับต้นทุนนำเข้าทั้ง “น้ำมัน-อาหารสัตว์” พุ่งสูงขึ้น แต่โชคยังดีที่รัฐบาลมีมาตรการดูแลค่าน้ำมัน-ไฟฟ้า ยังกดเงินเฟ้ออยู่ ด้านผู้ส่งออกสินค้าเกษตร-อาหารรับส้มหล่น แต่ภาพรวมของการส่งออกไทยยังคงติดลบ 1.5-1%

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทอ่อนค่าแตะที่ระดับ 37 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ นับเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 11 เดือน โดยเป็นผลจากความแตกต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐที่อยู่ในระดับสูง 5.50% กับดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังคงอยู่ที่ 2.50% หรือคิดเป็นช่องว่างของดอกเบี้ย 2.50% ทำให้กระแสเงินไหลออกจากไทยไปสู่ประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งด้วยประเด็นนี้ส่งผลเชื่อมโยงต่อภาคการส่งออกไทย

นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่อ่อนค่ามาอยู่ที่ 36-37 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ถือว่าเป็นไปตามกลไกของตลาดเงิน แต่ทั้งนี้ ค่าเงินบาทของไทยที่อ่อนค่ายัง “น้อยกว่า” ภูมิภาค 2% ดังนั้นยังเป็นผลดีต่อภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร ที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นสัดส่วน 20% ของการส่งออกภาพรวมทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าอีกด้านหนึ่ง ค่าเงินบาทอ่อนค่ามีผลต่อการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะ “น้ำมัน” จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ก็ยังมีมาตรการของรัฐบาล ลดราคาน้ำมัน-ค่าไฟฟ้าที่ยังช่วยได้

ส่วนการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตในการส่งออก มองว่า “ไม่มีปัญหา” เพราะสามารถนำเข้ามาผลิตและส่งออกกลับไปจำหน่าย หักล้างกันไปได้ ส่วนกลุ่มที่จะกระทบคงเป็นวัตถุดิบนำเข้าผลิตเพื่อขายในประเทศ

“ขอให้ผู้ส่งออกประกันความเสี่ยงของค่าเงินบาทไว้ เพื่อป้องกันการผันผวนของค่าเงินบาท เพราะปีที่ผ่านมา ค่าเงินบาทขึ้นไปที่ 38 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และแข็งค่าทันทีที่ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยต้องติดตามในช่วงปลายปีนี้ว่าจะเป็นอย่างไร ขณะที่ปัญหาค่าระวางเรือไม่มีปัญหา ค่าระวางเรือยังคงที่ ตู้คอนเทนเนอร์และเรือขนส่งยังเพียงพอและไม่ได้มีผลต่อค่าเงินบาทไทยที่อ่อนค่า ส่วนภาพรวมการส่งออก สรท.ยังมองการส่งออกของไทยทั้งปี 2566 ติดลบ 1.5-1%”

ด้าน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทอ่อนค่ามีผลกระทบต่อเงินเฟ้อน้อยมาก” แม้ว่าสมมุติฐานเงินเฟ้อปี 2566 จะคำนวณบนพื้นฐานอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่ 34.50-35.50 บาทก็ตาม เนื่องจากไทยมีมาตรการของภาครัฐ โดยเฉพาะการตรึงราคาน้ำมันดีเซลและมาตรการลดค่าครองชีพของประชาชน

ดังนั้นค่าเงินบาทที่อ่อนค่าต่อเนื่อง ซึ่งมีผลต่อต้นทุนการนำเข้าน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่ด้วยมาตรการของรัฐบาลที่ออกมา จึงไม่ได้มีผลกระทบต่อเงินเฟ้อของไทย

ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ปรับประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยทั้งปี 2566 จากเดิมอยู่ที่ระหว่าง 1.0-2.0% ค่ากลาง 1.5% เป็นระหว่าง 1.0-1.7% ค่ากลาง 1.35 ภายใต้สมมุติฐาน จีดีพีของไทย ขยายตัว 2.5-3.0% ราคาน้ำมันดิบดูไบ 75-85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และค่าเงินบาท 34.50-35.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เพื่อสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

นายอรรถพล ชินภูวดล ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า จากปัญหาค่าเงินบาทที่อ่อนค่าในช่วงนี้อาจจะมีผลต่อการชะลอนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์บ้าง โดยผู้นำเข้าอาจพิจารณานำเข้าตามปริมาณสต๊อกเดิมที่แต่ละรายมีเหลืออยู่ โดยปกติจะมีการนำเข้ามาสต๊อกล่วงหน้า 3 เดือน ซึ่งหากในช่วงราคาสูงก็จะนำเข้ามาสต๊อกไว้เพียง 1 เดือน และค่อยพิจารณานำเข้า หรือซื้อวัตถุดิบในประเทศ เช่น มันสำปะหลัง ปลายข้าว เป็นการทดแทน แต่ยืนยันว่าวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ และปริมาณอาหารสัตว์ยังเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ และไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน

จากการติดตามราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์อย่าง “ข้าวสาลี” มีการปรับขึ้นราคามาก่อนหน้านี้อยู่แล้ว จากปัญหาสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งยูเครนเป็นผู้ส่งออกหลัก แนวโน้มผลผลิตในตลาด และมาประกอบเรื่องของค่าเงินเพิ่มเติม ส่งผลให้ราคาสูงขึ้น ตอนนี้อยู่ที่ 11-12 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิม 10-11 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้การนำเข้าชะลอลง และคาดว่าจะลดลงในช่วงปลายปี 2566 ทั้งปีน่าจะนำเข้าเพียง 1.5 ล้านตัน

แม้การนำเข้าข้าวสาลีจะลดลง แต่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศกำลังออกสู่ตลาด จึงสามารถทดแทนได้ อีกทั้งราคาก็ถูก อยู่ที่ 10-11 บาทต่อกิโลกรัม และแนวโน้มก็น่าจะลดลง ส่วนราคาถั่วเหลืองขณะนี้ราคาลดลงมาอยู่ที่เฉลี่ยทั้งปี 21 บาทต่อกิโลกรัม จากปีที่แล้วเฉลี่ย 22 บาทต่อกิโลกรัม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...