โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

จับตารัฐบาลใหม่ “เศรษฐา1” เขย่าอำนาจกองทัพ ปฏิรูปโครงสร้างทุกมิติ คือทางออกประเทศไทย

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 10 ก.ย 2566 เวลา 17.52 น.

จับตารัฐบาลใหม่ “เศรษฐา1” เขย่าอำนาจกองทัพ ปฏิรูปโครงสร้างทุกมิติ คือทางออกประเทศไทย

ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยุทธศาสตร์ และความมั่งคง ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว The room44 ฉายภาพให้เห็นถึงแนวโน้มรัฐบาลสลับขั้ว ในช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศไทยว่า ซีนาริโอการเมืองที่เดินต่อไปเรื่อย ๆ บนเงื่อนไขแรก “ไม่มีรัฐประหาร” เงื่อนไขที่ 2“อาจมีวิกฤติ” ซึ่งไม่นำไปสู่การแตกหักของระบบการเมือง

โดยมองทอดยาวอีกนิด เมื่อการเมืองเดินไปเรื่อย ๆ อาจเห็นหน้าตารัฐบาลปัจจุบัน เป็นระบบรัฐสภาแบบหลายพรรค ที่ไม่ใช่ระบบรัฐสภาแบบอังกฤษ ไม่ใช่แบบสหรัฐอเมริกา ซึ่งมี 2 พรรคหลัก แต่คล้ายกับยุโรป ได้เห็นระบบประชาธิปไตยเปิดพื้นที่กว้าง

ปัจจุบันข้อถกเถียงในไทยค่อนข้างตึงมาก ถึงเส้นแบ่งระหว่างฝั่งเป็นประชาธิปไตยกับฝั่งไม่เป็นประชาธิปไตย โดยฝั่งที่ไม่เป็นประชาธิปไตยถูกนิยามเป็นพวกที่ไปอยู่กับฝ่ายรัฐประหาร หรือพรรคสืบทอดอำนาจ

ถ้าการเมืองมันเดินยาว สภาพเงื่อนไขรัฐประหาร 49 และ 57 คงค่อย ๆ จางลงด้วยเงื่อนของเวลา ประชาธิปไตยในอนาคต อาจต้องการพื้นที่การเมืองใหม่ เหมือนในยุโรป มีซ้ายสุด-ซ้ายกลาง-ขวากลาง-ขวาสุด พรรคไหนอยู่ตรงไหนขึ้นอยู่กับนโยบายที่นำเสนอ การเมืองในยุโรปพอพรรคสังกัดอยู่ในพื้นที่นั้น ๆ ก็รักษาอย่างนี้มาตลอด เพื่อรักษาจุดยืดหรือสถานะในพื้นที่ตรงนั้น

เราเห็น อังเกลา แมร์เคิล อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมัน “โอลาฟ ซอลซ์” นายกรัฐมนตรีเยอรมันคนปัจจุบัน เป็นตัวอย่างของ “ขวากลาง” หรืออย่างปีกขวาสุด พรรคอัลเทอร์เนทีฟ ฟูร์ ดอยช์ เยอรมัน (พรรคทางเลือกเพื่อเยอรมัน Alternative für Deutschland,AFD) ก่อนหน้านี้ได้รับเลือกน้อย แต่เดี่ยวนี้มากขึ้น หรือพรรคแนวร่วมในฝรั่งเศส ยุโรปมีพรรคลักษณะอย่างนี้ และตั้งแต่ปีกขวายุโรปเปิดการเคลื่อนไหวใหญ่ ประมาณหลังปี2015 เกิดประชานิยมปีกขวา อย่างโดนัล ทรัมป์-ผู้นำอัลเทอร์เนทีฟ ฟูร์ ดอยซ์ในเยอรมัน เรายังได้เห็นประชานิยมปีกขาวนอกยุโรป ทั้งที่รัสเซีย อินเดีย โดยเฉพาะในอินเดีย ระบอบประชานิยมปีกขวาเข้มแข็ง ทุกพรรคต้องจับมือกันเพื่อล้ม นเรนทระ โมที นายกรัฐมนตรีอินเดีย

ฉะนั้นประชาธิปไตยไม่ได้กีดดันพรรคใด ประชาธิปไตยไทยในอนาคตต้องเปิดพื้นที่กว้าง เปิดใจกว้าง ต้องไม่ปิดพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งเป็นส่วนประกอบระบอบประชาธิปไตย อยากเห็นพรรคอนุรักษ์นิยมเป็นพรรคกระแสหลัก และประชาธิปไตยสมัยใหม่ ไม่ปฏิเสธการดำรงอยู่ของกองทัพ เพราะกองทัพเป็นเครื่องมือของรัฐสมัยใหม่ คอนเซ็ปนี้สังคมไทยไม่ค่อยพูดกัน ที่พูดถึงไม่ได้โปรทหาร แต่ชี้ให้เห็นในมิติทางรัฐศาสตร์

ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นภาพการเมืองโลกชุดใหญ่ แนวโน้มเป็นการเมืองแบบรัฐบาลผสม ยกเว้นที่สหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เป็นระบบ 2 พรรคหลัก ชี้ให้เห็นว่าการเมืองไทยเดินแบบนี้ต่อไป ไม่มีรัฐประหารก็เป็นแบบรัฐบาลผสม แม้การเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคก้าวไกลอาจชนะใหญ่ก็เป็นไปได้ แต่คงจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวไม่ได้

ในภาวะอย่างนี้ ขอย้ำในระบอบประชาธิปไตยต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่าย เว้นพรรคขวาจัดที่สนับสนุนรัฐประหาร ยุโรปในอดีตมีหลายประเทศยังรับได้แม้กระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ไม่รับพรรคนาซี เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยและมนุษยชาติ

ขอชวนปีกขวาเล่นการเมือง ถอดชุดความคิดรัฐประหารทิ้ง ลงจากรถถังและขึ้นรถหาเสียง การเมืองไม่ควรจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่เช่นนั้นระบอบการเมืองจะเอียงไปสุดทางใดทางหนึ่ง ไม่แตกต่างกัน ดีที่สุดให้พรรคการเมืองเป็นตัวคานทางความคิด ถ้าเดินมาถึงจุดนี้ การเมืองไทยย่อมเปลี่ยนทุกอย่าง จะเป็นการเมืองที่มีเสถียรภาพ ไม่มีรัฐประหาร

วันนี้เกาหลีใต้ พอจบเรื่องรัฐประหาร สิ้นสุดกองทัพแทรกแซงการเมือง สิ้นสุดการเมืองชุดเก่า เปิดพื้นที่การเมืองหมด ปลดปล่อยพลังสังคม การพัฒนาระบบทุนนิยมขยับตัวทันที เกาหลีใต้เติบโตมาก เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย หลังระบอบทหารล้ม ก็ไม่มีข่าวลือรัฐประหาร

พอมองการเมืองด้วยความหวังอย่างนี้ โดยต้องคิดถึงการเปิดพื้นที่การเมืองใหม่ เปิดพื้นที่ให้กว้างขึ้น เปิดใจด้วย ถ้าไม่เปิดใจมันก็ปะทะกับโลกการเมืองชุดเก่าไม่จบ และอย่าไปหงุดหงิดกับระบบการเมืองแบบหลายพรรค แม้อาจได้เห็นคล้ายการเมืองในอิตาลี ล้มลุกคลุกคลาน แต่ไม่มีรัฐประหาร ก็อยู่กันไป ปรับตัวไป รัฐบาลเดินหน้าต่อไม่ไหวก็ลาออก สลายความเป็นรัฐบาลผสมชุดหนึ่ง ก้าวไปสู่รัฐบาลผสมอีกชุดหนึ่ง

วันนี้การเมืองยุคเก่า ยุคสีเสื้อปิดฉากสุดท้ายที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับไทย และปิดฉาก 3 นายพลใหญ่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งเป็นผลพวงของเหตุการความขัดแย้งใน“ยุคทักษิณ” ทั้งหมด การเมืองเข้าไทยศตวรรษที่ 21 การเมืองไทย-การเมืองโลกเข้าสู่ช่วงยุคใหม่ไล่เลี่ยกัน

ช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศไทย มีความกังวลอะไร ศ.ดร.สุรชาติ กล่าวว่า ผมเติบโตมากับทฤษฎีการเปลี่ยนผ่าน เงื่อนไขใหญ่ที่ฟังแล้วหงุดหงิดที่สุด คือ “การประนีประนอมระหว่างอำนาจเก่ากับอำนาจใหม่” ทั้งประนีประนอมไม่ให้เกิดสถานการณ์วิกฤติ นำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด แล้วไม่ลงเอยที่รัฐประหารรอบใหม่ การเปลี่ยนผ่านอย่างนี้อาจไม่ถูกใจ หงุดหงิด แต่มันคือการดำรงให้การเมืองเดินต่อโดยไม่สะดุดบนเงื่อนไขรัฐประหาร ฉะนั้นการประนีประนอมต้องมีเงื่อนไขไม่เสียหลักประชาธิปไตย ทำให้ระบอบประชาธิปไตย ระบบการเลือกตั้ง เดินต่อไปได้

ต่างกับอีกโมเดลที่เปลี่ยนผ่านโดยโค่นระบอบทหารทิ้งหรือระบอบอำนาจเดิมทิ้ง แบบนี้ไม่มีการประนีประนอมหลังตั้งรัฐบาลการเปลี่ยนผ่านชุดใหม่ แต่ถามว่าไม่มีประนีประนอมทั้งหมดหรือไม่ คำตอบไม่จริง มันยังต้องประนีประนอมนั่นแหละ แต่เป็นโมเดลที่ระบบเดิมล้ม มันมีความง่ายกว่า

“เราจะรักษาสภาวะของการเปลี่ยนผ่านให้เดินหน้าไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่มากขึ้นได้อย่างไร ในโจทย์นี้มแน่นอน ความหงุดหงิดที่ใหญ่สุด คือประนีประนอมกับอำนาจรัฐเดิม ความหงุดหงิดอีกส่วน คือ ปัญหาที่ระบบเดิมทิ้งไว้ในรูปกฎหมาย ในรูปองค์กรบางส่วน อำนาจรัฐที่ขึ้นสู่การเป็นรัฐบาลจะจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างไร” และในช่วงรอยต่อของการเริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่าน จัดสัมพันธ์ระหว่าง “รัฐบาลเลือกตั้ง”กับ“กองทัพ” นับเป็นกุญแจดอกสำคัญหลัก

ในลาตินอเมริกาครั้งหนึ่งเป็นการเมืองที่ระบอบทหารเข้มแข็งที่สุด ของประเทศไทยเทียบไม่ได้เลย แต่หลังการเปลี่ยนผ่าน ทหารไม่หวนกลับมา ไม่มีรัฐประหาร ตรงกันข้ามและน่าตกใจการเมืองในแอฟริกาเหนือ-ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในแอฟริกาที่หวนกลับสู่รัฐประหาร เมื่อไม่นานมานี้มีรัฐประหาร “ไนเจอร์-กาบอง” 2ปีที่ผ่านมานแอฟริกามีรัฐประหาร8ประเทศ เตือนประเทศไทยว่า “กุญแจดอกสำคัญจัดสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับกองทัพ” เป็นเรื่องที่ต้องคิด

แต่รัฐบาลเพื่อไทยส่งนายสุทิน คลังแสง เป็นรมว.กลาโหม ศ.ดร.สุรชาติ กล่าวว่า ตัวชี้วัดใหญ่ที่สุดของความสำเร็จ คือ ตั้ง รมว.กลาโหม พลเรือน ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศพอเปลี่ยนผ่านสำเร็จ โดยประเทศเหล่านี้ค่อนข้างคัดคนที่ขึ้นไปเป็น รมว.กลาโหม เพราะปัญหาช่วงเปลี่ยนผ่าน ข้อเสนอยุบนู้น ยุบนี้ อาจไม่ใช่คำตอบ บางเรื่องต้องการเวลาของการแก้ปัญหา หลายเรื่องมีตัวกฎหมายรองรับอยู่ ก็ต้องปรับแก้กฎหมายถึงแก้ไขปัญหาได้ บนข้อตระหนักว่าเรากำลังทำการเมืองในระบบ ไม่ได้อยู่บนเงื่อนไขชัยชนะของการปฏิวัติ ที่รื้อระบบกฎหมายทุกอย่างทิ้งได้ทันใจ

ในลาตินอเมริกาหลังเปลี่ยนผ่าน เขาเจอปัญหาหนึ่งทฤษฎีคนรุ่น เรียกว่าลัทธิ Nowism ที่ต้องการได้อะไรทุกอย่างในแบบปัจจุบันทันด่วน พอเกิดความหวงแบบนี้ ทำให้การเปลี่ยนผ่านมันมีโอกาสของการปะทะ เพราะข้อเรียกร้องมันตึง เมื่อเป็นอย่างนี้ ไม่ได้บอกว่าผมประนีประนอมจนสุดขั้ว แต่การเปลี่ยนผ่านโดยธรรมชาติของตัวมัน บนเงื่อนไขที่เป็นการเปลี่ยนผ่านแบบสันติ อย่างไรก็ต้องประนีประนอม

การเมืองไทยรอบนี้กำลังเดินอยู่เส้นทางการเปลี่ยนผ่าน ที่อาจไม่ตอบสนองต่ออารมณ์ ความรู้สึก ความต้องการ แต่มองไกลสักนิด นับเป็นโอกาสของการประคับประคองระบอบประชาธิปไตยให้เดินแล้วสู่กันต่อ ในภาวะอย่างนี้สิ่งที่อาจต้องคิดต่อคือ จะผ่านประชาธิปไตยในภาวะอย่างนี้ เดินไปข้างหน้าไม่สะดุดล้มกันได้อย่างไร ทำอย่างไรไม่มีเหตุปัจจัยให้ทหารกลับมาแทรก ทำอย่างไรที่ปีกขวาสุดส่วนหนึ่ง ยอมเหมือนกับ ผมล้อเล่น ดึงชิพบางตัวออกจากสมอง คือชิพว่าด้วยรัฐประหารโยนทิ้ง แล้วใส่ชิพประชาธิปไตย และประชาธิปไตยก็เปิดพื้นที่รับปีกอนุรักษ์นิยมเหล่านี้

ที่สำคัญสุดประชาธิปไตยต้องไม่ใจแคบ เมื่อไหร่ที่ใจแคบ พรรคโน้นก็ไม่รับ พรรคนี้ก็ไม่รับ เหลือฉันพรรคเดียวที่เป็นประชาธิปไตย คิดอย่างนี้สุดท้ายไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่อยากจะว่าเป็นเผด็จการ ฉะนั้นขอย้ำทำอย่างไรประชาธิปไตยไทจะเปิดกว้าง รับทุกส่วนบนเงื่อนไขเดียวไม่มีความสุดโต่งบน ไม่รับรัฐประหาร ไม่รับชุดวิธีคิดทำให้ตัวระบบทั้งระบบมันล้มพังครืน ความสูญเสียไม่ใช่คำตอบ

รากเหง้าพรรคเพื่อไทยเคยเจอกองทัพรัฐประหาร2รอบ ช่วงเปลี่ยนผ่านประเทศไทยส่งพลเรือนเป็นรมว.กลาโหม มีความเชื่อมั่นเปลี่ยนผ่านสำเร็จอย่างไร ศ.ดร.สุรชาติกล่าวว่า การเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่บะหมี่สำเร็จรูป ฉีกซองใส่ถ้วยน้ำร้อนชง แล้วจบ การเปลี่ยนผ่านในภาวะเช่นนี้มีปัญหาเฉพาะหน้าเกิดขึ้นตลอด โดยเฉพาะแรงกดดันจากภาคสังคม ยิ่งครม.ชุดใหม่ ไม่ค่อยมีเสียงตอบรับ รัฐบาลต้องดึงใจประชาชนกลับมา ถ้าทำไม่ได้อาจเกิดปัญหาอีกแบบ

เช่น อาจเผชิญกับการประท้วง ต่อต้านใหญ่ ฉะนั้นสิ่งที่ต้องตระหนัก และท้าท้ายรัฐบาล การประนีประนอมต้องรักษาหลักการที่พาประเทศเดินไปสู่ประชาธิปไตยมากขึ้น มีความเป็นนิติรัฐมากขึ้น บริหารประเทศมีประสิทธิภาพ ตอบสนองแก้ปัญหาของประชาชน บนโจทย์ใหญ่สารพัด อาทิ การฟื้นเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ ปัญหาความมั่นคงและการฟื้นฟูสังคมในยุคหลังโควิด ไม่นับปัญหาไทยเผชิญสถานการณ์สงครามเย็นในเวทีโลก ปัญหาการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจในภูมิภาค ใหญ่ที่สุดต้องฟื้นบทบาทของไทยในเวทีอาเซียน

นายเศรษฐ ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ไม่เรียกว่าว่าปฏิรูปกองทัพ ใช้คำว่า “ทำงานร่วมกัน” นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม เบี่ยงคำว่า “ปรับโครงสร้าง” สะท้อนอะไรต่อการปฏิรูปกองทัพ ศ.ดร.สุรชาติ กล่าวว่า นายเศรษฐาไม่เข้าใจภาษาทางรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นคำพื้นฐานที่สุด การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มี2มุม คือ ปฏิวัติกับปฏิรูป (Revolution, Reformation) รัฐศาสตร์ไม่มีคำอธิบายอย่างที่นายเศรษฐาพูด

ปฏิรูปเป็นคำที่ขวาที่สุด เพราะเป็นคำที่ปีกขวาใช้ ถ้าเป็นปีกซ้าย จะไม่พูดถึงปฏิรูป ในโลกตะวันตก ข้อเสนอเรื่องปฏิรูป เป็นข้อเสนอของปีกขวา ข้อเสนอของปีกซ้ายเป็นเรื่องของการปฏิวัติ เมื่อไหร่ที่คนพูดถึงปฏิรูปเขาจะถูกจัดอยู่ในสังกัดของปีกขวาทันที แต่เมื่อไรที่พูดถึงการปฏิวัติ เขาจะถูกสังกัดอยู่ในปีกซ้ายทันที ฉะนั้นอยากให้นายกฯ เศรษฐา ตระหนักกับภาษาพวกนี้ เพราะมันมีนัย อย่าไปพูดเลย ปฏิรูป คือการร่วมมือ

ขอฝากไปถึงพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ใช่แค่นายกฯ เศรษฐา ถ้าคิดว่าวันนี้ โจทย์ใหญ่ คือความเปลี่ยนแปลงภายในโครงสร้าง วันนี้รัฐไทย ต้องการการปฏิรูปทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่การปฏิรูปกองทัพ เพราะโจทย์การเมืองโลก เปลี่ยนใหญ่ โจทย์มิติทางสังคมก็เปลี่ยนใหญ่ การมาของคนรุ่นใหม่มากับเทคโนโลยีชุดหนึ่ง โลกของติ๊กต๊อก โลกของโซเชียลทั้งหลาย

ผมเรียกการเมืองไทยสมัยใหม่ เป็นการเมืองติ๊กต๊อก ชนะด้วยติ๊กต๊อก ชนะด้วยโซเชียล วันนี้“เอไอ”กลายเป็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทย ที่ผมเรียกการเมืองยุคเก่า 22 ปี จากปี 44 – 66 เปลี่ยนยุคแล้ว นายทักษิณ มาก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร คนมาก็ประมาณหนึ่ง 3 ป.ก็ไป คนโลกการเมืองชุดเดียวกันกำลังปิดฉากลง การเมืองชุดใหม่มากับเอไอ ติ๊กต๊อกคือตัวแทน

ฉะนั้นภาพรวมการเมืองไทยอยู่ภายใต้ระบบเดินบนเงื่อนไขของการเปลี่ยนผ่าน ที่ไม่ได้รวมทุกอย่างได้ แต่ในอนาคตต้องการกระบวนการทางรัฐสภาที่เข้มแข็ง ตรวจสอบรัฐบาล ผลักดันให้รัฐบาล ดำเนินนโยบายสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ผลักดันรัฐบาลให้แก้ปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้น

ถ้าการเมืองเดินได้ไม่สะดุด ก็เดินสู่ “อารยะ” เหมือนระบอบประชาธิปไตยในตะวันตก แม้มีล้มลุกคลุกคลาน วิกฤติ ขออย่าเป็นวิกฤติที่แตกหัก จบลงด้วยรัฐประหาร อยากให้มองการเมืองไทยด้วยความหวัง ไม่ใช่ด้วยความหดหู่.

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...