เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [นิยายแปล]
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : 书旗小说(Shuqi Xiaoshuo)
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Public Co.,LTD
ประพันธ์โดย : 尺素 แปลภาษาไทยโดย : Sarintip Sangta (ศรินทิพย์ แสงตา)
ชาติก่อนของ “หลิงอิน” คือคุณหนูแห่งตระกูลหลิงผู้ร่ำรวย ชีวิตงดงามดั่งเจ้าหญิงในนิทาน…
ก่อนที่ความจริงจะตบหน้าเธอ!
ว่าแท้จริงแล้ว…ไม่ใช่ ‘ทายาทตัวจริง’ ของบ้านหลังนี้!
.
ในตอนนั้นเธอจะมีแค่สองทางเลือก ‘ครอบครัวที่มีสายเลือดเดียวกันแต่ยากจน’ หรือ ‘ครอบครัวที่เลี้ยงเธอมาแต่ร่ำรวย’
แน่นอนว่าเธอเลือกตระกูลที่เลี้ยงเธอมาโดยไม่ลังเล เพราะคำว่ารักที่พ่อกับแม่บุญธรรมพร่ำบอกเธอในเวลานั้น
.
โดยที่หารู้ว่าแท้จริงแล้ว มันคือเรื่องโกหกหลอกลวงคำโต!
มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาจะต้องเก็บลูกกาฝากอย่างเธอเอาไว้
นอกเสียจากคำว่าเห็นแก่ตัว คิดว่าเธอจะมีประโยชน์ต่อตระกูลหลิงในอนาคต
ผลสุดท้าย เธอต้องตายอย่างทุกข์ทรมานจากครอบครัวจอมปลอม!!
.
ก่อนตายเธอได้ถามตัวเองว่า… หากตอนนั้นเลือกอยู่กับครอบครัวที่แท้จริง ผลลัพท์ครั้งนี้จะเปลี่ยนไปหรือไม่?
.
ราวกลับปาฏิหาริย์ สวรรค์พาเธอให้ย้อนเวลากลับมา ณ จุดเริ่มต้นของเรื่องทุกอย่าง
ชาตินี้เธอไม่เชื่อคำหลอกลวงพวกนั้น และมุ่งเข้าไปหาอ้อมกอดอันแสนอบอุ่นของพ่อแม่ที่แท้จริงแห่งตระกูลซู
ไม่มีอีกแล้วหลิงอินผู้โง่งม ชาตินี้เธอจะเป็น “ซูอิน” ซูอินที่แปลว่าจะไม่มีวันยอมให้ใครมาทำร้ายเธอได้อีกต่อไป!
.
ถึงแม้หนทางที่เลือกจะขรุขระและยากลำบากนิดหน่อย แต่เทียบไม่ได้เลยกับความสุขที่ได้รับ
แม่เลี้ยงไม่รักหรือ? ไม่แคร์! เสียเวลาอ่านหนังสือ
ไม่มีเงินหรือ? ไม่สน! ก็หางานพิเศษทำเสียสิ
มีคนกลั่นแกล้ง? แล้วอย่างไร? คิดว่ามีมือมีเท้าคนเดียวหรือ?
ฉันสวย ฉันฉลาด ฉันเก่ง ที่สำคัญฉันรู้เรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต!
.
คอยดูเถอะ ฉันจะร่ำรวย สวยเชิด ด้วยการเป็นเจ้าของที่ดินยุค 90 แห่งนี้ให้ได้เลย!
----------------------
พลาดไม่ได้! อ่าน ‘เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90’
และนิยายจาก Jinovel ทั้งหมด ทุกเรื่อง ทุกตอน ไม่จำกัด
เพียง 99 บาท/ เดือน คลิกเลย >https://bit.ly/3LWoJSh
.
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
.
ขอแนะนำนิยายสนุกๆ คัดสรรค์มาเพื่อคุณท่านโดยเฉพาะ
อยากอ่านเรื่องไหน จิ้มได้เลย <3
ทางเลือกที่แตกต่างกัน
“อินอิน อยากอยู่กับพ่อแม่ หรืออยากกลับไปบ้านเกิดกับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดจ๊ะ”
แสงแดดฤดูร้อนส่องเข้ามาในห้องรับแขกของบ้านเดี่ยวหลังนี้ อู๋อู๋กังวลใจ มองบุตรสาวที่ตนเองเลี้ยงดูมาถึงสิบหกปีด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น ห้องรับแขกในขณะนี้มีสายตานับสิบคู่ของคนตระกูลหลิงและตระกูลซูกำลังจับจ้องไปยังจุดเดียว บนโซฟาสไตล์ตะวันตกตัวกว้างมีสาวน้อยร่างเพรียวบางนั่งขดตัวอยู่ ยกมือสองข้างกอดเข่าแล้วเอาศีรษะซุกลงไป เธอช่างดูโดดเดี่ยวและอ่อนแอยิ่งนัก
“อินอิน ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ แม่อยู่ที่นี่”
อู๋อู๋ก้าวไปข้างหน้า โอบเด็กสาวอย่างกระตือรือร้น ท่าทางเครียดราวกับว่าเด็กสาวในอ้อมกอดของเธอคือสมบัติหายาก
ความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนหายใจไม่ออก ทำให้ซูอินฉางลองลืมตา เมื่อเห็นแสงระยิบระยับ ภาพผู้คนมากมายก็เข้ามา
ซูเจี้ยนจวิน เมิ่งเถียนเฟิน หลิงจื้อเฉิง…ยังมี…สายตาของเธอหันไป เหมือนในความทรงจำไม่มีผิด เธอเห็นคนคนนั้นนั่งอยู่ที่มุมโซฟา หลิงเมิ่ง
ภาพเหตุการณ์ที่อยู่เบื้องหน้าเหมือนกับที่เธอเห็นในความทรงจำนับครั้งไม่ถ้วน
ชีวิตอันแสนสั้นของซูอินฉางถูกแบ่งเป็นสองช่วง
เมื่อสิบหกปีก่อน เธอเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของตระกูลหลิงที่ร่ำรวย ครอบครัวสุขสันต์ ไร้ความกังวล จนเมื่อเธออายุสิบหกปี ก่อนสอบเข้าชั้นมัธยมปลาย โรงเรียนในเมืองทุกแห่งจะมีการตรวจร่างกาย อู๋อู๋ซึ่งทำหน้าที่รับผิดชอบตรวจร่างกายครั้งนี้จึงได้พบกับเด็กสาวจากชนบทโดยบังเอิญ ซูเมิ่ง ใบหน้าทั้งสองคนเหมือนกันราวกับแกะสลักออกมาจากที่เดียวกัน ทำให้ใครต่อใครอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัย หลังจากตรวจดีเอ็นเอ ความจริงเกี่ยวกับการอุ้มเด็กสลับตัวกันจึงถูกเปิดเผย
แน่นอนว่าหลิงเมิ่งจะต้องกลับมายังตระกูลหลิง แต่ทุกอย่างในส่วนของเธอกลับซับซ้อนยุ่งเหยิงไปหมด
นอกจากบุตรสาวคนโตแล้ว สามีภรรยาตระกูลซูยังมีบุตรชายอีกหนึ่งคน สำหรับพวกเขาบุตรสาวแปลกหน้าถือเป็นสิ่งที่จะมีหรือไม่มีก็ได้ ในทางกลับกัน ตระกูลหลิงเลี้ยงดูเธอมาหลายปี ทำให้พวกเขาเกิดความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ทุกคนในตระกูลต่างอาลัยอาวรณ์เธอ
ฝ่ายหนึ่งปรารถนาจะขับไล่ อีกฝ่ายปรารถนาจะรับเธอไว้ หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้หารือและถามความยินยอมของเธอ ผลลัพธ์คือเธอเลือกที่จะอยู่กับตระกูลหลิงต่อไป
ตอนนั้นเธอคิดว่าเรื่องราวได้จบลงแล้วในช่วงรอยต่อสั้นๆ สุดท้ายทุกอย่างก็กลับคืนสู่สภาพปกติ
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับบอกว่าเธอนั้นไร้เดียงสามากเพียงใด บิดามารดาผู้ให้กำเนิดและบิดามารดาบุญธรรมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อเธอยอมถอยให้หนึ่งก้าว อีกฝ่ายกลับได้คืบจะเอาศอก ผลักเธอให้ถอยไปทีละก้าวจนถึงหน้าผา สุดท้ายจึงจบลงด้วยโศกนาฏกรรม
ตั้งแต่อายุสิบหกจนถึงยี่สิบห้าปี ทุกครั้งที่เธอพยายามระงับความเสียใจเพื่อยอมถอยให้หลิงเมิ่ง ในสมองของเธอมักจะฉายภาพเหตุการณ์ในวันนั้นขึ้นมาเสมอ
ตระกูลหลิงและตระกูลซูนั่งอยู่ในห้องรับแขกของบ้าน อู๋อู๋ถามด้วยความคาดหวัง อยากรู้ว่าเธอต้องการอยู่กับฝ่ายใด
สิบปีมานี้ ไม่ใช่แค่หนึ่งครั้งที่เธอจินตนาการว่า หากวันนั้นเธอเลือกอีกทางหนึ่ง มันจะแตกต่างกันหรือไม่ อย่างน้อยในตอนที่คนอื่นๆ ร้องขอให้เธอยอม เธออาจสามารถยืนขึ้นและตะโกนปฏิเสธด้วยเสียงอันดัง เพราะเธอมิได้อาศัยอยู่ใต้ชายคาของคนอื่น พึ่งพาความช่วยเหลือจากผู้คนจึงจะสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ เธอมีท่าทีสง่าผ่าเผยและมั่นใจ
“อินอิน”
น้ำเสียงร้อนรนของอู๋อู๋ดึงให้เธอกลับสู่ความเป็นจริง ความรู้สึกเจ็บที่แขนเนื่องจากอีกฝ่ายออกแรงจับแน่นจนเกินไปกำลังบอกเธอว่าสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ความฝัน
เธอได้กลับมายังเมื่อสิบปีก่อน ตอนที่ได้เลือกตามที่คาดหวังไว้หลายต่อหลายครั้ง
เมื่อเงยหน้า เธอมองไปรอบๆ ห้องรับแขกนี้อีกครั้ง
มีโต๊ะน้ำชาวางคั่น ด้านซ้ายมีคนของตระกูลหลิงที่แต่งตัวดี ท่วงท่าไม่ธรรมดา เสริมให้การตกแต่งสไตล์ยุโรปของบ้านยิ่งดูหรูหรามากขึ้น ทว่าตระกูลซูที่อยู่ด้านขวา…เห็นได้ชัดเจนว่าพวกเขาเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีเพื่อร่วมการพบปะกันในวันนี้ เสื้อผ้าของพวกเขายังมีจีบเสื้อที่เพิ่งรีด แต่ลักษณะของพวกเขายังคงกลิ่นอายของชาวชนบทที่เข้ามาในเมืองใหญ่
คนทั้งสองฝั่งมาจากโลกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
เมื่อชาติก่อนเธอเลือกอยู่กับตระกูลหลิงต่อ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากความหวาดกลัวที่จะต้องใช้ชีวิตอย่างยากจนข้นแค้น
ทว่าหลังจากที่ได้รับความยากลำบากเป็นเวลาสิบปี ความคิดในใจเธอได้เปลี่ยนไปนานแล้ว หากเทียบกับได้การอยู่ดีกินดี ตัวเธอปรารถนาที่จะมีจิตใจเยือกเย็นไม่สะทกสะท้าน และไม่รู้สึกละอายใจใดๆ ทั้งสิ้น
“อินอิน บอกแม่มาว่าลูกจะอยู่กับใคร”
อู๋อู๋คุกเข่าข้างหนึ่งอยู่หน้าโซฟา มองเธออย่างกระตือรือร้น ไม่ว่าจะเป็นตอนก่อนอายุสิบหกปีหรือหลังจากนี้ “มารดา” ผู้นี้ ปฏิบัติต่อเธอด้วยท่าทีเรียบเฉยมาโดยตลอด แต่สิ่งที่แตกต่างคือ แววตาที่มารดาผู้นี้มองเธอก่อนอายุสิบหกปีนั้นเต็มไปด้วยท่าทีหวาดระแวงและเย็นชา แต่หลังจากที่ได้พบกับบุตรสาวแท้ๆ ของตนเอง เธอแสดงท่าทีรังเกียจและผลักไสเธออย่างไม่ปิดบัง
ระหว่างที่ทำอาหารเมื่อคืน และการพูดจาโน้มน้าวในเช้าวันนี้ เป็นสองช่วงเวลาที่เธอจำได้ถึงความอบอุ่นระหว่างมารดาและบุตรสาว
หากไม่ชอบเธอ เหตุใดต้องเกลี้ยกล่อมเพื่อให้เธออยู่ด้วย
ชาติก่อนเธอเป็นคนกลาง ถูกคนรอบข้างล้างสมองว่าเธอจะต้องกตัญญูต่อตระกูลหลิง โดยที่เธอไม่กล้าแสดงความคิดต่อต้านใดๆ ในใจเธอคิดแต่ว่าเป็นเพราะตนเองไม่ดีจึงถูกอู๋อู่รังเกียจ แต่เมื่อได้หลุดออกมาจากวงจรอุบาทว์ เธอก็เริ่มสงสัยท่าทีของอู๋อู๋
แบบนี้มันแปลกประหลาดเกินไปแล้ว
ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาวิเคราะห์ ทิ้งความสงสัยไว้ในใจ เธอจับพนักวางแขนของโซฟาเพื่อประคองตัวเองให้ลุกขึ้น ยืนนิ่งสักครู่เพื่อคลายอาการเหน็บชาหลังจากที่นั่งมานาน ก่อนจะสาวเท้าไปยังเบื้องหน้าตระกูลซู เผชิญหน้ากับคู่สามีภรรยาวัยกลางคนที่นั่งอยู่กลางโซฟา ชายผิวแทนมีนามว่า ซูเจี้ยนจวิน หญิงซึ่งดูมีอายุมากกว่าเล็กน้อยที่อยู่ถัดไปจากเขามีนามว่า เมิ่งเถียนเฟิน เป็นบิดามารดาที่ให้กำเนิดเธอ ท่านั่งบนโซฟาช่างแตกต่าง แต่ถึงแม้ท่วงท่าจะแตกต่างกัน แต่ไม่ได้แสดงท่าทีไร้มารยาท พวกเขานั่งบนโซฟาแค่ครึ่งก้น เมื่อเห็นเธอเดินเข้ามา มือของทั้งคู่ก็วางลงบนหัวเข่าด้วยท่าทีเก้ๆ กังๆ ก้มศีรษะราวกับเด็กประถมที่ทำการบ้านไม่เสร็จจนถูกครูจับได้
“พวกคุณ…”
ริมฝีปากของซูอินขยับ สีหน้าสับสน ทั้งที่เจอเรื่องต่างๆ มากมาย แต่ในเวลานี้เลี่ยงไม่ได้ที่เธอจะรู้สึกเห็นใจหลิงเมิ่ง เธอถอนหายใจ รวบรวมความคิดที่ผสมปนเป ถามในสิ่งที่เคยถามกับตนเองนับครั้งไม่ถ้วนเมื่อชาติก่อน
“ไม่ต้องการหนูเหรอ”
คู่สามีภรรยาเบื้องหน้าเงยหน้ามองพร้อมกันด้วยท่าทีดุดัน แววตาแสดงออกว่าไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ความรู้สึกที่ชัดเจนเช่นนั้นซูอินสามารถสัมผัสได้ ในตอนนั้นเธอรู้สึกโล่งใจไปพร้อมกัน ความรู้สึกกังวลใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อเสียงกระแอมของอู๋อู๋ดังขึ้น
เมิ่งเถียนเฟินที่กระตือรือร้นเห็นสายตาที่มองมาของอู๋อู๋ เธอจึงดึงสติกลับมาและเอ่ยช้าๆ ว่า “อินอิน ตระกูลหลิง…ดีมากเลยนะลูก มีห้องใหญ่โตให้อยู่ มีเสื้อผ้าสวยๆ ให้ใส่ แต่บ้านของพวกเรา…อย่าว่าแต่น้องชายอีกคนของลูกเลย แม้แต่ก่อนหน้านี้ตอนที่มีเมิ่งเมิ่งคนเดียว พวกเราก็ยังไม่สามารถซื้ออะไรดีๆ ให้เธอเลย”
เมื่อเอ่ยมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเมิ่งเถียนเฟินก็สะอื้นเล็กน้อย หลังจากที่รู้ว่านำลูกมาผิดคน เธอก็อดแอบไปดูที่โรงเรียนไม่ได้ ตอนนั้นเป็นเวลาชักธงขึ้นเสาของเช้าวันจันทร์ หันหน้าเข้าหาแสงอาทิตย์ สาวน้อยยืนอยู่บนโพเดียมเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ มีใบหน้างดงามซึ่งได้มาจากเธอและเจี้ยนจวิน ไม่ใช่สิ รวมข้อดีจากตระกูลซูและตระกูลเมิ่งต่างหาก สุนทรพจน์นั้นช่างไพเราะน่าฟัง แม้แต่คนที่ไม่ได้รับการศึกษาสูงอย่างเธอยังรู้สึกได้รับกำลังใจอย่างมาก อีกทั้งภาษากลางก็ชัดไม่น้อยไปกว่าเหล่าผู้ประกาศในโทรทัศน์
เด็กสาวที่มีข้อดีไปเสียทุกอย่างคือบุตรสาวแท้ๆ ของพวกเขา
เธอต้องการได้บุตรสาวคืน แต่ต่อมาคำพูดของอู๋อู๋ก็ทำให้เธอตระหนักถึงความเป็นจริง เมื่อมองอินอินกับเมิ่งเมิ่ง ทั้งคู่เป็นเด็กผู้หญิงเหมือนกัน เหตุใดอินอินถึงมีความเป็นเลิศเช่นนี้ นั่นก็มาจากการปลูกฝังเลี้ยงดูของตระกูลหลิงน่ะสิ!
ตระกูลหลิงเลี้ยงดูเธอมานานจนเกิดความผูกพัน อาลัยอาวรณ์ปรารถนาจะให้เธออยู่ที่นี่ต่อ ซึ่งเป็นโชคดีของอินอิน
“พวกคุณไม่เคยเลี้ยงดูอินอินแม้แต่วันเดียว แต่ก็ควรรู้ไว้ หากคุณรักลูกของตัวเองและอยากให้สิ่งดีๆ กับเธอ ก็ควรให้เธออยู่ที่ตระกูลหลิงต่อ”
อู๋อู๋เอ่ยเช่นนั้น ในเวลานั้นเธอยากที่จะยอมรับ แต่เมื่อใจเย็นลงก็จำใจต้องยอมรับ เพราะสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมานั้นสมเหตุสมผล
เธอพยายามสะกดความกระตือรือร้นในใจ ก่อนจะแข็งใจเอ่ยออกไป “อีกไม่นานน้องชายของลูกก็จะต้องเข้าเรียน ครอบครัวของเราไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กสองคนได้ ลูกอยู่ที่ตระกูลหลิงต่อเถิด…”
พูดแต่ละคำออกมามีแต่ “น้องชาย” พวกเขาจะทอดทิ้งบุตรสาวเพื่อบุตรชายของตนเองหรือ การแสดงออกเช่นนี้พบเห็นได้ทั่วไปในยุค 90 หากซูอินเป็นเพียงเด็กสาววัยสิบหกปีที่ไร้เดียงสา เธอก็คงยอมเชื่อ แต่ในตัวเธอกลับมีจิตวิญญาณที่เป็นผู้ใหญ่ ในตอนนี้สองสามีภรรยาเงยหน้าขึ้นมา ซึ่งพวกเขาคิดว่าคำพูดนั้นคงมากพอที่จะให้เธอตัดสินใจ โดยไม่มีสิ่งใดทำให้ไขว้เขว
“หนูรู้แล้ว”
เธอเดินกลับมาที่หน้าโซฟาเดี่ยว มองทั้งสองฝ่ายก่อนจะเอ่ยช้าๆ “หนูเลือกพ่อกับแม่”
ในขณะที่อู๋อู๋แสดงท่าทีกระตือรือร้น เธอก็กล่าวอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “พ่อกับแม่ที่ให้กำเนิดค่ะ”
รอยยิ้มบนริมฝีปากของอู๋อู๋หยุดชะงักและเอ่ยอย่างตกตะลึง “หลิงอิน…เธอ…”
จากนั้นเมื่ออู๋อู๋รับรู้ว่าน้ำเสียงของตนเองผิดปกติไป ก็รีบปรับน้ำเสียงและเอ่ยอย่างอ่อนโยน “อินอิน เมื่อวานแม่คุยเรื่องนี้กับลูกแล้วไม่ใช่หรือ เมื่อเช้าลูกก็รับปากแล้วว่าจะอยู่ที่นี่”
เปลี่ยนหน้าไวราวกับอุปรากรเสฉวนของจีน ทำให้ซูอินยิ่งมั่นใจในการเลือกของตนเอง
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่ตนเองเจอ ยิ่งรู้สึกมองหน้าตระกูลหลิงไม่ติด ระหว่างที่เธอกำลังเตรียมเผชิญหน้ากับคนที่ไร้ความจริงใจและพยายามเปลี่ยนเรื่อง เธอก็หันไปเห็นหลิงเมิ่งที่อยู่ตรงมุมหนึ่งกำลังมองมาที่เธอ ความอิจฉาริษยาในดวงตาของอีกฝ่ายคือสิ่งที่ออกมาจากความรู้สึกจริงๆ
ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชาติก่อนผุดขึ้นมาในแววตาเธอเหมือนกับภาพยนตร์ เธอเคยคิดจะยอมถอยให้คนเหล่านี้ แต่พวกเขาเคยนึกถึงเธอบ้างไหม
เธอกลั้นหายใจก่อนเอ่ยออกมาตรงๆ “หนูคิดว่ามันแปลก ทำไมจู่ๆ คุณแม่ถึงทำดีกับหนูแบบนี้คะ”
อู๋อู๋ชะงัก ซูอินจึงเอ่ยต่อ “หนูโตมากับคุณย่า ถึงแม้ตั้งแต่เล็กคุณแม่จะมาเยี่ยมหนูบ่อยๆ แต่กลับไม่เคยอุ้มหนูสักครั้ง ทุกทีที่มองหนู แม้จะค่อนข้าง…พูดยังไงดีล่ะ เหมือนกับว่ารังเกียจหนู ในเวลานั้นหนูยังไม่เข้าใจและเคยแอบไปร้องไห้ ต่อมาคุณย่าบอกว่าหากหนูสอบได้ที่หนึ่งคุณแม่จะดีใจ หนูจึงตั้งหน้าตั้งตาเรียน สอบได้ที่หนึ่งทุกครั้ง แต่แม่ก็ยังคงไม่ชอบหนูอยู่ดี ในตอนนั้นหนูไม่เข้าใจมาตลอด แต่ตอนนี้หนูเข้าใจดีแล้ว นี่คือความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่กล่าวไว้ในตำนาน มารดาคือผู้ให้กำเนิด จะเป็นบุตรของตนเองหรือไม่นั้น ผู้เป็นมารดาสามารถรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณ”
ในห้องรับแขกเงียบลง สายตาของทุกคนมองไปที่ซูอิน ความสิ้นหวังฉายแววขึ้นมาในดวงตาของอู๋อู๋
“หนูอยากรู้ว่าการที่ถูกแม่รักมันเป็นยังไง ดังนั้นหนูอยากกลับไปอยู่กับพ่อแม่ที่ให้กำเนิดหนู”
เมิ่งเถียนเฟินที่อยู่ทางซ้ายมือในยามนี้มีน้ำตาไหลอาบหน้า เธอคิดมาตลอดว่าอินอินเป็นที่รักของตระกูลหลิง คิดไม่ถึงเลยว่าการที่เธอเป็นเด็กเพียบพร้อม ไม่ได้เกิดจากการบ่มเพาะเลี้ยงดูด้วยความเอาใจใส่ แต่เกิดจากการกระทำของเด็กคนหนึ่งที่ต้องการเรียกร้องความสนใจจากผู้เป็นมารดาเท่านั้น
“หนูไม่อยากอยู่ที่ตระกูลหลิงอีกต่อไป พวกคุณยอมรับหนูได้ไหม หนูได้ยินมาว่ามัธยมปลายปีนี้มีการเปิดห้องอบรมโอลิมปิก หากสอบเข้าได้ก็จะได้เรียนฟรี…”
ไม่ต้องรอให้ซูอินพูดจบ เมิ่งเถียนเฟินก็ดึงเธอเข้ามากอดจนแน่น ด้วยความกระตือรือร้น
“กลับบ้าน อินอินพวกเรากลับบ้านกันเถอะ ลูกวางใจได้ ต่อให้ต้องทุบหม้อขายเหล็ก[1] แม่ก็จะทำให้หนูได้เรียนหนังสือ”
-—---------------------------------------------------------------------
[1] ทุบหม้อขายเหล็ก หมายถึง ทำทุกอย่าง ยอมเสียสละทุกอย่าง
----------------------
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
ความคิดของอู๋อู๋
เมื่อเห็นมารดาและบุตรสาวในสายเลือดกอดคอกันร้องไห้ และกำลังจะตามมาด้วยบทสรุปอันชื่นมื่น อู๋อู๋ก็รู้สึกร้อนรน
ยอมรับตามตรงว่าเธอไม่มีความรู้สึกใดๆ ต่ออินอิน
หลังจากที่เธอคลอดบุตรได้ไม่นานก็เข้าทำงานที่โรงพยาบาล ยังไม่ได้ผ่านการทดลองงานเพื่อเข้าเป็นพนักงานประจำ มันเป็นช่วงที่เพิ่งจะเริ่มทำงาน หลังจากอยู่เดือนเสร็จเธอก็ส่งบุตรสาวไปอยู่กับปู่และย่าที่บ้านเกิด จากนั้นเธอก็พุ่งความสนใจให้กับงาน
เมื่อหน้าที่การงานมั่นคงแล้ว หันกลับมามองอีกที บุตรสาวก็เติบใหญ่ขึ้นเหมือนแกะขาวที่วิ่งไปบนช่องเขาสูง ตัวเธอแทบจะไม่มีส่วนร่วมในการเติบโตของบุตรสาว ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างมารดาและบุตรสาวจึงห่างเหินกันมาก
หากจะบอกว่าไม่เสียใจก็คงเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงสองปีนี้ที่การงานของเธอมั่นคงขึ้น เมื่อมีเวลาว่างเธอก็ตั้งตารอที่จะสานสัมพันธ์ระหว่างมารดาและบุตรสาว เธอพยายามแก้ไขความสัมพันธ์นี้ ทว่าเด็กสาวอินอินนั้นเป็นคนที่ยากจะคาดเดา เป็นเด็กที่ดื้อรั้น เมื่อพ่ายแพ้หลายต่อหลายครั้งเธอจึงไม่อยากหาเหาใส่หัวอีก
หลังจากเรื่องที่นำลูกกลับมาผิดคนถูกเปิดเผย ภายใต้ความตกใจเธอได้ถอนหายใจโล่งอก โชคดีที่หลายปีมานี้เธอไม่สนใจบุตรสาวคนนี้สักเท่าไร
ตามความปรารถนา เธออยากรีบส่งบุตรสาวคนนี้กลับไปหาบิดามารดาผู้ให้กำเนิด แต่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ อินอินได้ช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งไว้
เด็กคนนั้นไม่ธรรมดา ถึงแม้จะมีที่มาไม่ชัดเจน แต่ถึงขั้นผู้นำจังหวัดโทรศัพท์เข้ามาที่โรงพยาบาลด้วยตนเองเพื่อขอเปลี่ยนห้องผู้ป่วย และขอผู้ดูแลอย่างดีให้แก่เด็กคนนั้น
หลังจากนั้นผู้อำนวยการโรงพยาบาลจึงได้มาคุยกับเธอเป็นการส่วนตัวและเอ่ยว่า ทางจังหวัดได้มอบโควตาทุนการศึกษาเพิ่มเติมให้กับโรงพยาบาล ซึ่งโควตานั้นเป็นของเธอ
เป็นหลักสูตรการศึกษาเพิ่มเติม[1] ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยประจำจังหวัด และมีผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จากเยี่ยนจิงมาสอนด้วยตนเอง เมื่อเรียนจบหลักสูตรการศึกษาเพิ่มเติมนี้ก็สามารถเอาไปบอกใครต่อใครได้ว่า ฉันเป็นนักเรียนของผู้เชี่ยวชาญคนนี้ แค่นี้ก็มากพอที่จะดึงดูดความสนใจจากผู้คน เนื่องจากการเข้าเรียนในหลักสูตรนี้ต้องแย่งชิงกัน ช่วงสี่ห้าปีที่ชั้นเรียนนี้เปิด นี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีโควตาเข้ามายังโรงพยาบาลของพวกเขา
อู๋อู๋ยอมรับว่าตัวเองพยายามมาหลายปี มีความสุขุมรอบคอบและระมัดระวัง สาเหตุที่เธอไม่มีโอกาสได้เลื่อนขั้น ทั้งหมดเป็นเพราะวุฒิการศึกษา
หากได้รับโอกาสเรียนหลักสูตรระยะสั้นนี้ ภายภาคหน้าเธอจะต้องไปได้สวยอย่างแน่นอน
ความคิดเหล่านี้จุดประกายขึ้นในใจของอู๋อู๋ เมื่อคำนึงถึงผลประโยชน์แล้ว เธอจึงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว วันนี้ไม่ว่าอย่างไรเธอจะต้องเหนี่ยวรั้งให้อินอินอยู่ที่นี่ต่อให้ได้
เธอรีบลุกขึ้น เดินตรงไปยังเบื้องหน้าของมารดาและบุตรสาว เอ่ยด้วยสีหน้าที่จริงใจมากขึ้น “อินอิน ลูกบอกว่าแม่ไม่ใส่ใจลูก แบบนั้นมันไม่ใช่การควักหัวใจแม่ออกมาหรือ!”
เธอเอ่ยพร้อมหันไปขยิบตาด้านหลัง สตรีร่างอวบอ้วนผู้หนึ่งที่อยู่ในตระกูลหลิงจึงเอ่ยว่า “อินอิน ทำไมเข้าใจแม่ผิดแบบนี้ล่ะ ที่แม่ตั้งใจทำงานเพราะอะไร ไม่ใช่เพราะให้เธอได้ใช้ชีวิตสุขสบายหรอกหรือ สิ่งที่เธอกิน เสื้อผ้าที่เธอใส่ตั้งแต่เด็ก รวมถึงตึกแถวที่เธออยู่ตอนนี้ ไม่ใช่เพราะพ่อกับแม่เธอทำงานตรากตรำอย่างหนักหรอกหรือ เด็กคนนี้ช่างโง่เขลาเกินไปแล้ว”
“กุ้ยฮวา!”
อู๋อู๋รีบพูดขัด สีหน้าแสดงความไม่พอใจ “อินอินยังเด็ก อย่าพูดจาแบบนี้”
เอ่ยจบเธอหันไปตบไหล่ซูอินเบาๆ “อินอินอย่าไปฟังน้าสะใภ้ของลูกพูดไร้สาระ แม่เลี้ยงลูกด้วยความเต็มใจ เพราะลูกเปรียบเสมือนเจ้าหญิงน้อยของพวกเรา”
น้ำเสียงรักใคร่เช่นนี้…ทำให้ซูอินอดรู้สึกขนลุกไม่ได้
โดยเฉพาะตอนที่เธออยู่ในอ้อมกอดของเมิ่งเถียนเฟินเช่นนี้ ความรู้สึกของอีกฝ่ายช่างเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น มือที่โอบไหล่เธอสั่นเล็กน้อย
ฝ่ายหนึ่งพูดจาสวยหรูเกินจริง อีกฝ่ายหนึ่งกลับเงียบสนิทไม่ปริปาก
หากเป็นเมื่อก่อนซูอินคงเชื่อคนที่อยู่ตรงหน้า แต่หลังจากผ่านสิ่งต่างๆ มากมาย เธอจึงได้เข้าใจลึกซึ้งถึงหลักการหนึ่ง สิ่งที่ตาเห็น สิ่งที่หูได้ยิน อาจไม่เป็นความจริงเสมอไป บ่อยครั้งที่ต้องใช้ใจสัมผัส
“เอาละ หยุดร้องไห้ก่อนเถอะค่ะ”
ตบไหล่ของเมิ่งเถียนเฟินแล้วเธอก็ผละออกจากอ้อมกอดนั้น ก่อนที่ซูอินจะหยิบกระดาษทิชชูส่งให้เมิ่งเถียนเฟิน
จากนั้นเธอหันไปมองคนของตระกูลหลิงที่มารวมตัวกัน ซึ่งเมื่อครู่ช่วยกันพูดว่าเธอไม่ใช่คนอื่น นั่นคือโจวกุ้ยฮวาน้าสะใภ้ของเธอ
น้าสะใภ้ผู้นี้เป็นตัวอย่างของคนแล่นตามลม สิบหกปีก่อนปฏิบัติต่อเธอเป็นอย่างดีและสนิทสนมมากเท่าไร หลังจากสิบหกปีนั้นก็ปฏิบัติต่อเธออย่างร้ายกาจมากเท่านั้น สายตากวาดมองญาติพี่น้องของตระกูลหลิงที่ตัวเป็นคนนิสัยเป็นสุนัข ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยที่นิสัยเหมือนกัน
ซูอินค่อยๆ เหล่ตามองช้าๆ
ในตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือกรรมสิทธิ์เลี้ยงดู หากเธออายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์ แน่นอนว่าเธอคงไม่มีทางยอมออกไปพร้อมกับสมุดบัญชีแค่เล่มเดียว ในชาติก่อนเธอต้องเจอประสบการณ์ความเย็นชาที่รุนแรงหลายปี ต้องอยู่คนเดียวมาหลายครั้ง เธอไม่เคยคิดเลยว่าการอยู่ตัวคนเดียวเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่ในตอนนี้เธออายุเพิ่งจะสิบหกปี จำเป็นต้องมีผู้ปกครอง
เมื่อออกมาจากถ้ำเสือที่เต็มไปด้วยอันตรายได้ แน่นอนว่าเธอไม่มีทางยอมกลับไปโง่เขลาอีกครั้ง
เธอกำหมัดแน่น ตามองไปยังตู้ด้านหลัง
“คุณแม่เห็นหนูเป็นเจ้าหญิงน้อยจริงหรือคะ” ซูอินลูบขนแขนที่ลุกซู่ของตนเอง
อู๋อู๋ไม่รู้สึกกระดากใจเลยสักนิด หันมาให้ความสนใจเธอ “แน่นอนสิ หลายปีที่ผ่านมา อินอินเป็นลูกสาวคนเดียวของพ่อกับแม่ หากพ่อแม่ไม่รักลูกแล้วจะไปรักใคร”
“รักหนูจริงๆ หรือคะ”
ซูอินยิ้มอ่อน ในเวลาต่อมาเธอชี้ไปที่ปิ่นโต “ช่วงนี้อากาศร้อนมาก พักกลางวันหนูต้องหิ้วปิ่นโตไปส่งให้คุณแม่ กว่าจะไปถึงโรงพยาบาลแทบจะเป็นลม หนูพูดออกไปแค่นั้น คุณแม่กลับตำหนิหนูอย่างแรง บอกว่าหนูหนักไม่เอาเบาไม่สู้”
ทิศที่นิ้วของเธอชี้ไป คนของตระกูลหลิงและตระกูลซูต่างหันไปมองปิ่นโตซึ่งวางอยู่บนตู้กับข้าว
ปิ่นโตนั้นเป็นปิ่นโตสเตนเลสสี่ชั้น แค่ดูก็รู้แล้วว่าน้ำหนักไม่เบา หากด้านในใส่ซุปหรือน้ำแกงจนเต็ม ต่อให้เป็นผู้ใหญ่ถือก็คงรู้สึกหนักเช่นกัน
แน่นอนว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความหนักเบาของปิ่นโต แต่เป็นเพราะอากาศที่ร้อน เด็กสาวซึ่งไม่ได้พักผ่อนช่วงพักกลางวัน แต่กลับถูกใช้ให้ไปส่งอาหารที่โรงพยาบาลซึ่งอยู่ค่อนข้างไกล ไม่เพียงแค่นั้น อากาศร้อนจนหอบ พอเอ่ยปากพูดกลับถูกต่อว่า
นี่เป็นเพราะรักลูกจริงๆ หรือ?
การกระทำเหล่านั้นมีสิ่งไหนบ้างที่ใกล้เคียงกับคำว่า “รัก”
ในห้องรับแขกเงียบกริบไปชั่วขณะ คนของตระกูลหลิงยังคงแสดงท่าทีนิ่งเฉย แต่คนของตระกูลซูกลับมีเสียงสูดหายใจด้วยท่าทีฮึดฮัดขึ้นทีละคน
อู๋อู๋รู้สึกร้อนรน “อินอิน พูดจาไร้สาระอะไรกัน!”
สิ่งที่ตอบสนองกลับมาคือใบหน้างุนงงของซูอิน อีกทั้งยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้า “คุณแม่บอกว่ารักหนูที่สุดไม่ใช่หรือคะ ทำไมขึ้นเสียงใส่หนูแบบนี้”
อู๋อู๋ชะงัก เธอรู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ไม่ปกติ
วินาทีต่อมา ลางสังหรณ์ของเธอก็เป็นจริง
ในตอนแรกเมิ่งเถียนเฟินคิดว่าการให้บุตรสาวของตนเองอยู่ในเมืองต่อไปคือตัวเลือกที่ดีที่สุด เพื่ออนาคตที่ดี เธอยอมแม้จะต้องเจ็บปวด แต่จากที่เห็นในตอนนี้ สถานการณ์กลับไม่เหมือนสิ่งที่เธอจินตนาการไว้เลยสักนิด สายสัมพันธ์ของมารดาและบุตร เธอรู้ว่าอินอินไม่ได้โกหก
“คุณหมออู๋ ในเมื่อลูกเต็มใจ ก็ให้เธอกลับไปดีไหมคะ”
แววตาของเมิ่งเถียนเฟินขอร้องด้วยความจริงใจ อู๋อู๋อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
สมกับเป็นแม่ลูกกัน ต่างก็เชื่อถือไม่ได้ เรื่องที่ตกลงกันเสียดิบดีแล้วล้วนกลับคำได้
สถานการณ์ในตอนนี้ไม่เป็นผลดีกับเธอนัก อู๋อู๋รู้ดีว่าอินอินจะต้องอยู่ที่นี่ต่อ
เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไร เธอรีบคิดวิธีแก้ไข สมองขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว เมื่อเธอเห็นปฏิทินบนโต๊ะน้ำชา สมองก็เกิดความคิดขึ้นในทันใด
“ไม่ใช่ว่าฉันจะให้หรือไม่ให้ไป…พวกคุณดูสิ อีกไม่นานก็จะถึงเวลาสอบเข้ามัธยมปลายแล้ว ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุด หากอินอินไปอยู่ที่นู่นจะต้องกระทบต่อเวลาทบทวนหนังสือ เช่นนั้นให้เธออยู่ที่นี่ไปก่อน รอจนสอบเสร็จแล้วค่อยหารือเรื่องนี้อีกทีดีไหม”
---------------------------------------------------------------------
[1] หลักสูตรการศึกษาเพิ่มเติม หมายถึง หลักสูตรการศึกษาเพิ่มเติมที่เทียบเท่ากับปริญญาโท ซึ่งเมื่อได้ศึกษาและผ่านการสอบก็จะได้รับใบประกาศนียบัตร หากมีคุณสมบัติตรงตามกำหนด จะสามารถสอบเทียบเท่ากับปริญญาโท
----------------------
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <
ฉินหล่าง
ไม่ว่าคุณจะลำบากแค่ไหนก็ไม่ควรกดดันลูกๆ และไม่ว่าคุณจะยากจนเพียงใด คุณก็ไม่สามารถขาดการศึกษา
สำหรับผู้ปกครองชาวจีนส่วนใหญ่ การศึกษาของบุตรถือเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งกว่าท้องฟ้า อู๋อู๋ได้เคลื่อนไหวครั้งใหญ่โดยใช้เรื่องของซูอิน คนของตระกูลซูจึงทำได้เพียงยอมถอยหนึ่งก้าว
ซูอินนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมา
ในชาติก่อนคะแนนของเธอดีมาตลอด ต่อให้รู้สึกสับสนงงงวยหลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่พื้นฐานของเธอยังอยู่ เมื่อประกาศผลสอบเข้ามัธยมปลาย คะแนนของเธอทำให้สอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายที่ดีที่สุดของเมืองได้
ในขณะที่หลิงเมิ่งทำคะแนนออกมาได้ไม่ดี
หลังจากประกาศคะแนน อู๋อู๋ใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้คะแนนของพวกเธอสองคนสลับกัน หลิงเมิ่งได้เข้าไปเรียนในเมือง ในทางกลับกัน ตัวเธอต้องไปเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายที่แปดซึ่งเป็นแหล่งรวมนักเรียนที่ไม่เอาไหน
บรรยากาศในโรงเรียนไม่สู้ดี นักเรียนส่วนใหญ่แบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ในวันที่ทำรายงานเธอตกเป็นเป้าหมายของนักเรียนแก๊งหนึ่ง ถูกคุกคามต่างๆ นานาจนไม่สามารถเข้าเรียนได้อย่างปกติสุข
ชีวิตมัธยมสามปีอันมืดมน ผลการเรียนของเธอแย่ลง สุดท้ายคะแนนออกมาช่างน่าเวทนาเกินกว่าจะทนดูได้
สิ่งที่เธอรู้สึกเสียใจคือไม่สามารถเรียนต่อมหาวิทยาลัย แต่เมื่อวิเคราะห์ดูอย่างละเอียด ความเสียใจนี้ก่อตัวขึ้นตั้งแต่ตอนที่เธอไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมดังที่ต้องการ
เมื่อได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง เธอจึงอยากชดเชยความเสียใจในครั้งนั้น ถึงแม้ว่าเธออยากออกไปจากตระกูลหลิง แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่อู๋อู๋พูดนั้นมีเหตุผล ย่านที่บ้านเดี่ยวของตระกูลหลิงตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนเพียงสองถนน เดินแค่สิบนาที หากก่อนสอบเข้ามัธยมปลายได้อยู่ที่นี่เพื่อทบทวนบทเรียน ย่อมถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเธอ
หลังจากที่เดินตามสองสามีภรรยาตระกูลหลิงเพื่อไปส่งคนของตระกูลซูออกจากเมือง ระหว่างทางซูอินก็คิดบางอย่างออก
หน้าปากทางชุมชน เมิ่งเถียนเฟินกำลังบอกลาหลิงเมิ่ง เธอพูดเจื้อยแจ้วว่าให้หลิงเมิ่งใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ว่าอย่างไรก็อย่าน้อยใจ เชื่อฟังพ่อแม่
สีหน้าของหลิงเมิ่งแสดงออกว่ารำคาญ ตระกูลหลิงดีขนาดนี้ เมื่อเทียบกับตระกูลซูแล้วแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เธอจะน้อยใจได้อย่างไร ส่วนเรื่องที่ให้เชื่อฟัง บิดามารดาผู้ให้กำเนิดเธอสุดยอดขนาดนี้ ต่างจากบิดามารดาตระกูลซูที่อนาคตดูเหมือนไม่สดใสเลยสักนิด แน่นอนว่าเธอต้องเชื่อฟังอยู่แล้ว บีบซูอินออกไป และกลายเป็นบุตรสาวที่ตระกูลหลิงรักและเอ็นดูมากที่สุด
“หนูรู้แล้ว แม่ก็ไปพูดกับอินอินสักหน่อยเถอะค่ะ”
พยายามผลักไสแม่บุญธรรมจากชนบทที่เลี้ยงดูตัวเองมาให้กับซูอิน ก่อนที่เธอจะกลับไปอยู่ข้างกายอู๋อู๋
เมิ่งเถียนเฟินไม่ใช่คนโง่ เธอสังเกตเห็นความห่างเหินของหลิงเมิ่งก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่เธอไม่คิดจะโทษหลิงเมิ่ง ใครใช้ให้เธอไร้ความสามารถ มอบสิ่งดีๆ ให้กับบุตรสาวไม่ได้กันเล่า
อินอินจะรังเกียจเธอหรือเปล่า
เมื่อมีความรู้สึกเช่นนี้ ตอนที่เอ่ยปากกับซูอินเธอจึงกล่าวด้วยท่าทีระมัดระวัง “ถ้าอย่างนั้นอินอิน…ลูกตั้งใจทบทวนหนังสือ รอสอบเข้ามัธยมปลายแล้ว พวกเราจะมา…หาลูกอีก”
ประโยคหลังที่เอ่ยออกมาราวกับยืนยันว่าเธอไม่สามารถกลับไปด้วยกันได้จริงๆ เช่นนั้นหรือ
ซูอินที่ได้ยินก็รู้สึกเสียใจ ในชาติก่อนเธอดูถูกตระกูลซู อีกทั้งในตอนนั้นได้แสดงท่าทีจริงจังว่าเธอตัดสินใจที่จะอยู่กับตระกูลหลิงต่อ โดยไม่ได้ออกมาส่งพวกเขาด้วยซ้ำ
ในเวลานั้นมารดาของเธอคงเสียใจมากสินะ
เรื่องราวที่ผ่านมาทำให้เธอรู้สึกว่าตนเองช่างเลวทราม เธอเดินเข้าไปคว้ามือสองข้างของเมิ่งเถียนเฟินก่อนให้คำมั่นสัญญา “พวกคุณกลับไปก่อน รอสอบเข้ามัธยมปลายเสร็จแล้วค่อยมารับหนูนะคะ”
ดวงตาของเมิ่งเถียนเฟินเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างรวดเร็วโดยมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า “ตกลง เมื่อถึงเวลานั้น…จะมารับหนูนะ”
ร่ำลากันอยู่ครู่หนึ่ง คนของตระกูลหลิงก็ออกไปจากชุมชน เดินไปยังสถานีรถโดยสารที่อยู่ห่างออกไปเพียงสองช่วงถนน
ถึงแม้จะอยู่เมืองเดียวกัน แต่จากชุมชนของตระกูลหลิงที่อยู่ใจกลางเมืองไปยังหมู่บ้านตงผิงของตระกูลซูมีระยะทางห่างออกไปถึงยี่สิบกิโลเมตร มีรถบัสทางไกลที่ผ่านเข้าหมู่บ้านจากเขตเมืองผิงไปถึงเขตเมืองหลิน เมื่อเช้าพวกเขาก็รีบมาเพื่อขึ้นรถโดยสารนี้ให้ทันเวลา
รถโดยสารระยะยาวเป็นรถโดยสารต่อเนื่อง[1] เมื่อตระกูลซูมาถึง รถคันก่อนหน้านี้เพิ่งจะออกไป รถคันต่อไปเคลื่อนเข้ามาและจอดอยู่ตรงนั้น
เมื่อซื้อตั๋วแล้ว บนรถยังโล่งอยู่ มีเพียงเด็กหนุ่มวัยรุ่นใส่เสื้อยืดลายพรางนั่งอยู่ด้านหน้าซ้ายมือติดประตู
เด็กหนุ่มคนนั้นนั่งตัวตรง ขายาวชิดไปกับราวกันตก ตัวของเขาสูงมาก สิ่งที่ดูดียิ่งกว่าหุ่นของเขาคือใบหน้าอันหล่อเหลา คิ้วเรียวเหมือนดาบ ตาเป็นประกายดุจดวงดาว สันจมูกโด่ง แม้จะตัดผมทรงสกินเฮด ก็ไม่ได้ทำลายภาพลักษณ์ที่หล่อเหลาและกล้าหาญของหนุ่มวัยรุ่นเลยสักนิด
พี่สะใภ้ของตระกูลซู หลิวจินเซียงมีอาการเมารถเล็กน้อย ตอนขามาเธอจึงนั่งแถวแรก ตอนนี้มีเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลานั่งอยู่แถวแรก เธอซึ่งเป็นหญิงวัยกลางคนจึงรู้สึกเขินเกินกว่าจะเข้าไปใกล้ จึงทำได้เพียงดึงเมิ่งเถียนเฟินไปนั่งแถวสอง
แน่นอนว่าตอนขามาเมิ่งเถียนเฟินนั่งอยู่แถวสอง โดยมีหลิงเมิ่งนั่งอยู่ข้างกาย เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้นเธอก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นปิดปาก
“นี่เธอ…เป็นอะไรขึ้นมาอีกล่ะ” สีหน้าของหลิวจินเซียงเต็มไปด้วยความงุนงง
“เมื่อเช้าขามาเมิ่งเมิ่งยังนั่งข้างฉันอยู่เลย พอขากลับเธอก็ไม่อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ตระกูลหลิงจะชินไหม คิดแล้วฉันก็เป็นห่วงจริงๆ”
ฉินหล่างซึ่งนั่งอยู่หน้าพี่สะใภ้กับน้องสะใภ้จึงได้ยินบทสนทนาที่ค่อนข้างเป็นเรื่องส่วนตัว เขาเหลือบดูนาฬิกา ยังเหลือเวลาอีกพักใหญ่กว่ารถจะออก เขาจึงคิดจะเลี่ยงหนี
ขณะที่กำลังจะลุก เขาก็ได้ยินคำว่า “ตระกูลหลิง”
หลิง…เด็กสาวที่ช่วยเสี่ยวหรุยก็แซ่นี้
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเขาจึงไม่ได้ลุกขึ้น แต่นั่งฟังต่อ เมื่อได้ยินชื่อ “อินอิน” สองคำนี้เขาก็มั่นใจว่า ตระกูลที่สองคนด้านหลังเอ่ยถึงจะต้องเป็นตระกูลที่เขานึกถึงอย่างแน่นอน
จากนั้น ในระหว่างที่พวกเธอกำลังพูดจาคลุมเครือ เขาก็สรุปเรื่องที่คาดไม่ถึงออกมาได้
สลับลูกกัน?
เมิ่งเถียนเฟินที่นั่งเยื้องออกไปไม่รู้เลยว่าคนที่นั่งอยู่แถวหน้ากำลังแอบฟัง เวลานี้จิตใจของเธอเต็มไปด้วยความกังวล “ฉันวางใจเรื่องอินอินไม่ได้เลย เธอไม่ได้มีชีวิตที่ดีเหมือนกับที่คนของตระกูลหลิงพูด เมื่อก่อนขนาดตอนที่อินอินยังเป็นลูกแท้ๆ ก็ยังให้เธอเดินตากแดดหิ้วปิ่นโตหนักๆ ไปส่งที่โรงพยาบาล ในตอนนี้รู้แล้วว่าไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของตัวเอง จะไม่ยิ่งปฏิบัติต่อเธอแย่กว่าเดิมหรือ”
ฉินหล่างสรุปเรื่องอีกครั้ง เหมือนกับว่าตระกูลหลิงปฏิบัติต่อเด็กสาวคนนั้นไม่ดีนัก
นี่มันไม่เหมือนกับที่เขาตามสืบมาเลยสักนิด
ฉินหล่างมาที่เขตเมืองผิงในครั้งนี้เพราะตั้งใจจะมาตอบแทนบุญคุณโดยเฉพาะ เสี่ยวหรุยเป็นบุตรชายของพี่ชายคนรองของเขา พี่รองและพี่สะใภ้หย่ากันเมื่อหลายปีก่อน โดยที่พี่สะใภ้ของเขานำบุตรชายไปเลี้ยง เมื่อหลายวันก่อนพี่สะใภ้มาที่เขตเมืองผิงเพื่อไปยังสระว่ายน้ำแห่งใหม่ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเธอถึงปล่อยให้เสี่ยวหรุยไปที่ฝั่งน้ำลึกเพียงลำพัง
ในวันนั้นมีคนมาว่ายน้ำค่อนข้างน้อย ที่ฝั่งน้ำลึกแทบจะไม่มีคน โชคดีมีสาวน้อยคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น มิเช่นนั้นหากรอให้พนักงานมาพบ ไม่อยากคิดเลยว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร
เสี่ยวหรุยเป็นหลานของตระกูลฉิน คนตระกูลฉินเมื่อมีบุญคุณต้องทดแทน คุณปู่ของเขาจึงโทรศัพท์มาหาเขาเป็นการส่วนตัว คุณปู่บอกเขาซึ่งอาศัยอยู่ใกล้เขตเมืองผิงมากที่สุด ว่าให้เดินทางในช่วงวันหยุดเพื่อดูว่าพอจะทำอะไรได้หรือไม่
วันที่มาถึง เขาก็ได้ทราบสถานการณ์ในครอบครัวของสาวน้อยผู้นั้น บิดาของเธอเปิดบริษัทซึ่งรายได้ค่อนข้างดีทีเดียว มารดาทำงานเป็นแพทย์อยู่ในโรงพยาบาล สาวน้อยคนนั้นเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียว เป็นครอบครัวสามคนสุขสันต์ เมื่อรู้แล้วเขาก็ตั้งใจจะตอบแทนบิดามารดาของเธอ
ติดต่อคนรู้จักและให้ไฟเขียวแก่โครงการที่บิดาของเธอกำลังทำอยู่ ในส่วนของมารดา มีโควตาหลักสูตรเรียนเพิ่มเติมที่เหมาะสมกับเธอพอดี เขาจึงมอบให้เธอเป็นการเฉพาะเจาะจง
เมื่อรู้สึกว่าการตอบแทนนี้เพียงพอแล้ว เขาก็ขึ้นรถบัสกลับด้วยความอุ่นใจ
จัดการเรื่องนี้เสร็จก็กลับไปโดยไม่เปิดเผยชื่อ
แต่เมื่อได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้น มันไม่เหมือนกับที่เขาสืบมา ประการแรก เด็กคนนั้นไม่ใช่บุตรสาวแท้ๆ ของตระกูลนี้ ประการต่อมา พวกเขาปฏิบัติต่อเธอไม่ดีนัก
ก่อนหน้านี้พวกเขาเลี้ยงดูเธอมาสิบหกปี หลังจากนี้หากสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง สิ่งที่เขาจัดเตรียมไว้คงจะไม่ใช่การตอบแทนบุญคุณ แต่เป็นการแก้แค้น
คิดอย่างนี้แล้วฉินหล่างก็นั่งแทบไม่ติด เขาลุกขึ้นแล้วลงจากรถ
ถึงอย่างไรวันหยุดนี้เขาก็ยังพอมีเวลา เพื่อความปลอดภัย เขาควรเข้าใจเรื่องเหล่านี้ให้มากขึ้นอีกสักหน่อย
-------------------------------------------------------------------------
[1] รถโดยสารต่อเนื่อง หมายถึง การเดินรถโดยสารที่ไม่มีเวลาแน่นอน เป็นเส้นทางที่มีผู้โดยสารมาก รถเต็มเมื่อไรก็ออก และรถคันใหม่ก็จะเข้ามา
----------------------
หากคุณท่านชอบนิยายเรื่องนี้ สามารถกดติดตาม
เพื่อรับการแจ้งเตือนตอนใหม่ๆได้ที่นี่เลยค่า~ >/\<
> จิ้มตรงนี้เพื่อติดตาม <