โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เนตรสวรรค์บรรพกาล

นิยาย Dek-D

อัพเดต 23 พ.ค. 2567 เวลา 12.55 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2567 เวลา 12.55 น. • หนุ่มชาวไร่
วิชาที่ทุกคนต้องการกับตกอยู่ในมือเด็กหนุ่มผู้ที่จะสะท้านสะเทือนสวรรค์

ข้อมูลเบื้องต้น

นี่คือนิยายเรื่องแรก เขียนตามความชอบที่อยากให้พระเอกเป็นในแบบที่เราต้องการ เป็นการต่อสู้ไปเรื่อยๆ เนื้อหาคล้ายๆเดิม

ปฐมบทแห่งความวุ่นวาย

เคล็ดวิชาระดับพระเจ้าไม่ว่าใครก็ต้องการ เกิดศึกครั้งยิ่งใหญ่บนสวรรค์ เทพหลายองค์กำลังแย่งชิงวิชาอันเป็นที่สุดของสุดยอดวิชา เคล็ดวิชานี้มีชื่อว่า "เนตรสวรรค์บรรพกาล" ประวัติความเป็นมาไม่แน่ชัดแต่เป็นดั่งตำนานที่ทุกคนเฝ้าถวิลหา คำเล่าลือว่าหากใครฝึกสำเร็จ สามารถล่วงรู้ทุกสรรพสิ่ง เปิดมิติได้ หนึ่งการมองบงการความตาย ควบคุมปรากฎการณ์ธรรมชาติได้ มอบพลังชีวิตแก่ผู้ใกล้ดับสูญ เนตรลอกแบบ คำเล่าลือต่างๆ บ้างก็ว่า เทพสายฟ้าสามรถแย่งชิงมาได้ เพราะอาศัยความเร็วดุจสายฟ้า
แต่ถึงแย่งชิงมาได้ก็ไม่มีเวลาฝึกเพราะโดนไล่ล่าตลอดเวลาจากเทพทุกองค์ แม้แต่เพื่อนสนิทที่รักกันดั่งพี่น้องก็ยังทรยศหักหลัง ลอบเล่นงานทีเผลอจนเทพสายฟ้าได้รับบาดเจ็บสาหัส หนีไปที่ใดก็โดนหมายหัวไม่สามารถอยู่แดนสวรรค์ได้อีกต่อไป บวกกับโดนลอบทำร้ายจนชีวิตใกล้ดับสูญ ใช้พลังหยดสุดท้ายฝืนเปิดมิติร่วงหล่นสู่โลกเบื้องล่างแล้วหายสาปสูญไปพร้อมกับวิชาที่เป็นดั่งตำนานนับล้านปี
"เรื่องเล่าวันนี้จบแล้ว ใครอยากให้เหรียญทองเป็นกำลังใจ ใส่ถาดได้เลย" เด็กสาวตัวน้อยเดินถือถาดเดินรอบวง บางคนก็ให้ บางคนก็เดินจากไป แต่แล้วก็มีมือปริศนาใส่เหรียญเงินในถาด 2 เหรียญแล้วเดินหายจากไป
"ขอบคุณพี่ชายทุกท่าน" เด็กน้อยเดินกลับมาหาท่านปู่ที่เป็นผู้เล่านิทานพร้อมรอยยิ้มสดใส แล้วเก็บรวบรวมเงินใส่ถุงแล้วเดินจูงมือกันสองคนจากไป
ณ เมืองเมฆายามเช้าตรู่ ผู้คนในเมืองคึกคัก พ่อค้าแม่ขายกำลังตะโกนขายของกันเสียงดังเอะอะตามประสาคนขายของ สินค้าต่างๆมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพร สัตว์อสูรระดับต่ำ หนังสือตำราเคล็ดวิชาจริงปลอมปะปนกันไป เด็กชายวัย 10 ขวบ กำลังเดินเล่นท่ามกลางผู้คนมากมาย เดินไปพลางคิดไปว่าหากได้เคล็ดวิชานั้นมาก็คงดี ไม่แน่บางทีตัวมันอาจจะเปิดจุดชีพจรทำให้สามารถเป็นผู้ฝึกปราณก็เป็นได้ เด็กชายเดินมาเรื่อยๆจนมาถึงประตูบานใหญ่ มีป้ายชื่อติดไว้"ตระกูลจาง" เด็กชายเดินผ่านยามเฝ้าประตูเข้าไปด้วยความท้อแท้ที่ตัวเองไม่สามารถฝึกปราณได้ ยามเฝ้าประตู 2 คน มองด้วยความเห็นใจ เพราะทวีปเทียนอู่ใครที่ไม่สามารถฝึกปราณได้ก็คือคนธรรมดา โดยเฉพาะเมืองเมฆาแห่งนี้เด็กที่อายุแปดขวบก็จะทำการทดสอบเปิดจุดชีพจร ยิ่งเปิดได้หลายจุดจะถือว่าเป็นอัจฉริยะ
ส่วนเด็กชายที่เดินเข้าไปเมื่อสักครู่เข้าทดสอบเปิดจุดชีพจรมา 2 ปีแล้วก็ยังไม่สามรถเปิดจุดชีพจรได้เลย เด็กชายที่เดินผ่านไปมีนามว่า"จางหลง" เป็นหลานชายประมุขตระกูล น่าเสียดายที่พ่อแม่ของเด็กชายได้เสียชีวิตไปตั้งแต่เขาอายุได้ 5 ปี ทำให้เด็กชายขาดคนดูแล ประมุขตระกูลซึ่งเป็นปู่แท้ๆก็ไม่สนใจใยดี ยิ่งจางหลงเปิดจุดชีพจรไม่ได้มา 2 ปี ถือเป็นความอัปยศอดสูของตระกูล
จากที่เคยมีบ้านอยู่ มีคนรับใช้ สุดท้ายก็โดนเนรเทศให้ไปอยู่ในกระท่อมผุพัง อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันทดสอบเปิดจุดชีพจรอีกครั้ง
"น่าสงสารนายน้อยจางหลง เป็นถึงหลานชายประมุขแต่ต้องไปอยู่กระท่อมเก่าๆ"
"คนไร้ค่า ตระกูลคงไม่เลี้ยงเปลืองข้าว เปลืองทรัพยากรหรอก"
"ก็คงเป็นอย่างนั้นละนะ"
"มีข่าวว่าถ้าปีนี้นายน้อยจางหลงยังเปิดจุดชีพจรไม่ได้จะโดนเนรเทศออกจากตระกูล"
"จริงหรือ คงต้องแล้วแต่เวรแต่กรรม คงต้องพึ่งโชคชะตาแล้วแหละ"
ยามสองคนคุยกันพร้อมกับมองแผ่นหลังของเด็กน้อยจางหลงค่อยหายลับตาไป จางหลงเดินเข้าไปในตระกูลเพื่อจะไปเดินกลับกระท่อม ระหว่างทางต้องเดินผ่านลานฝึกวิชาซึ่งตอนนี้มีเด็กหลายคนกำลังฝึกวิชา บ้างก็ประลองฝีมือกัน จางลี่ลูกชายผู้อาวุโสเจ็ดหันหน้ามาเจอจางหลง เอ่ยเยาะกับเพื่อนฝูง ทำให้คนในลานฝึกวิชาสนุกสนานกันไป
"พวกเรา มีคนไร้ค่าเดินคอตกผ่านมาหวะ555"
"ลูกพี่อย่าไปสนใจเลย เดี๋ยวโดนแพร่เชื้อใส่พวกเราจะกลายเป็นคนไร้ค่าไปด้วย
"555 ก็จริงของพวกเจ้า" จางหลงได้แต่กำหมัด กัดฟันจนเหลือดไหล แต่เท้าก็ยังคงก้าวเดินมุ่งหน้าสู่กระท่อม เมื่อเดินมาถึงก็เปิดประตูเข้าไปแล้วปิดประตู ในบ้านมีเตียงไม้เก่าๆ โต๊ะเก้าอี้ ตู้ไม้เก่าๆ จางหลงพุ่งตัวเข้าหาเตียงน้ำตาไหลริน
"ท่านพ่อท่านแม่ ทำไมข้าช่างไร้ประโยชน์เยี่ยงนี้ ข้าต้องทำอย่างไรดี" เด็กชายร้องไห้จนหลับไป ตื่นมาอีกทีก็มืดค่ำแล้ว เตรียมหุงหาอาหารกิน เด็กชายต้องหากินด้วยตัวเอง มีเงินที่บิดามารดาทิ้งไว้ให้ แต่ปัจจุบันเหรียญเงินก็ลดลงไปทุกที โชคดีที่เด็กชายเป็นคนประหยัดทำให้มีเงินใช้พอตลอดห้าปี เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลเลย
วันเวลาหมุนเวียนมาถึงวันทดสอบเปิดจุดชีพจร ทุกคนมารวมกัน ณ หอประชุมประจำตระกูล เหล่ารุ่นเยาว์ที่อายุแปดขวบกำลังตื่นเต้นที่จะได้ฝึกวิชา เมื่อถึงเวลาเหล่าผู้อาวุโสนั่งประจำที่ ที่นั่งสูงสุดคือประมุขตระกูลจาง นามว่า
"จางหย่ง" นั่งมองบรรดารุ่นเยาว์ด้วยความคาดหวัง ผู้อาวุโสเจ็ดเดินออกมาทำการเรียกชื่อรุ่นเยาว์ที่จะเปิดจุดชีพจรให้ออกมายืนเรียงแถวหน้ากระดานซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ จางหลง ยืนรวมอยู่ด้วย ข้างหน้าเหล่ารุ่นเยาว์มีเสาหินที่ใช้ในการเปิดจุดชีพจรเพียงแค่ใช้มือแตะเสาหินก็จะทำการเปิดจุดชีพจรให้ เสาหินนี้เกิดจากฟ้าดินมีพลังงานลึกลับบางอย่างซึ่งแต่ละตระกูลมีไว้ในครอบครองตระกูลละ 1 แท่ง
"จางฮัน มาทดสอบ" เด็กที่ชื่อจางฮันเดินไปหน้าเสาหินพร้อมเอามือแตะ สักพักก็มีแสงเรืองออกจากตัวแล้วมีตัวเลขปรากฎ 4จุด
"จางฮัน 4 จุด ผ่าน" เด็กน้อยจางฮันดีใจวิ่งไปหาพ่อแม่ ทุกคนต่างร่วมแสดงความยินดี
"คนต่อไป จางซุน" เด็กน้อยจางซุนแตะเสาหินและก็เกิดเหตุการณ์เหมือนจางฮันสักพักตัวเลขขึ้น 5 จุด
"จางซุน 5 จุด ผ่าน" เด็กน้อยและพ่อแม่ดีใจกันถ้วนหน้า การทดสอบคนแล้วคนเล่าผ่านไป บางคนก็ได้ 4 จุด บางคนก็ได้ 5 จุด ซึ่งสูงสุดตอนนี้คือ 5 จุด เมื่อถึงคนรองสุดท้ายเมื่อสิ้นแสงออกมาตัวเลขขึ้น 7 จุด ทุกคนต่างตกตะลึงเพราะในเมืองเมฆาแห่งนี้เพิ่งมีปรากฎคนที่เปิดชีพจรได้ 7 จุด เด็กน้อยคนนี้คือจางซานซึ่งเป็นหลานของผู้อาวุโสสูงสุด หลังจากเงียบอยู่พักนึงก็มีเสียงแสดงความยินดีดังเซ็งแซ่
"ยินดีกับผู้อาวุโสสูงสุดด้วยที่มีหลานชายเก่งแบบนี้
"555 ท่านประมุขชมเกินไปแล้ว" หลังจากทุกคนเข้ามาแสดงความยินดีกับผู้อาวุโสและเด็กน้อยจางซาน ความหยิ่งยโสของจางซานก็บังเกิด
"ต่อไปจางซานจะเป็นอัจฉะริยะอันดับ 1 ของตระกูลเรา ตระกูลจะทุ่มเททรัพยากรให้เขาบ่มเพาะอย่างเต็มที่"
เมื่อสิ้นเสียงประมุขตระกูลประกาศ ทุกคนต่างมองจางซานด้วยความอิจฉา บ้างก็มองด้วยความชื่นชม บ้างก็เคารพเลื่อมใส
"คนสุดท้าย จางหลง ออกมาทดสอบได้ปีนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายของเจ้าทำให้ดี" สิ้นเสียงอาวุโสเจ็ดประกาศในหอประชุมต่างเงียบ
ทุกคนจ้องมองไปทางเดียวกัน นั่นก็คือจางหลง บ้างก็มองอย่างสมเพชเวทนา บ้างก็มองด้วยความเหยียดหยาม บ้างก็มองด้วยความเยาะเย้ย
จางหลงเดินไปหน้าเสาพร้อมยื่นมือออกไป มีแสงเรืองรองแต่สักพักแสงก็หยุดลง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกคนพากันมองด้วยความเยาะเย้ย ประมุขตระกูลมองจางหลงด้วยความเกลียดชัง เพราะจางหลงทำให้ตระกูลต้องอับอาย
ตอนนี้ในหอประชุมต่างพูดคุยกันเสียงดัง ต่างจับกลุ่มคุยเรื่องจางหลงกัน บางคนกล่างถึงข่าวลือที่ว่าถ้าจางหลงไม่สามารถเปิดจุดชีพจรได้จะถูกไล่ออก
"เงียบ จางหลงไม่สามารถเปิดจุดชีพจรได้" ผู้อาวุโสเจ็ดกล่าวขึ้นเสียงดังน้ำเสียงเจือความเยาะเย้ยนิดๆ ผู้อาวุโสต่างจับกลุ่มประชุมหาลือกัน
"จางหลงเจ้าไม่สามารถเปิดจุดชีพจรได้ จากผลการประชุมลงมติให้ขับไล่ออกจากตระกูล" จางหลงหน้าซีดเผือดมือไม้สั่น ไม่คิดว่าทุกคนจะไล่เขาออกจากตระกูล
"ท่านปู่ ข้าขอลองปีหน้าอีกครั้งได้หรือไม่"
"ข้าได้ให้โอกาสเจ้ามา 3 ครั้งแล้ว จงออกไปเสีย อย่าอยู่ให้ตระกูลอับอายชาวเมืองเลย อ้อ แล้วก็ต่อไปห้ามใช้แซ่จางอีก"
จางหลงเงยหน้ามองปู่ของตน ปากขยับจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ยั้งปากกัดฟันแน่น เตรียมหันหลังจะเดินจากไป
"ผู้อาวุโสห้า ให้เงินเขาไป 5000 เหรียญเงิน เพื่อเป็นทุนให้เขา"
ทุกคนในหอประชุมต่างนิ่งเงียบและมองการกระทำต่างๆอย่างสนใจ ผู้อาวุโสห้าเดินมาทางจางหลงพร้อมกับยื่นถุงเงินให้ แต่จางหลงยังคงไม่หันมาแล้วเดินออกจากหอประชุมไป ภายในหอประชุมตอนนี้มีอารมณ์หลากหลาย แต่ไม่นานต่างก็แยกออกจากหอประชุมกลับบ้านตนกัน

ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี

หลังออกจากหอประชุมเดินกลับกระท่อม จางหลงก็เดินเข้ากระท่อม หาผ้ามากางแล้วเก็บเสื้อผ้าซึ่งมีแค่ 2 ชุดพร้อมกับเหรียญเงินที่เหลือไม่มากมาห่อแล้วผูกเรียบร้อยเตรียมตัวออกจากตระกูลจาง
"ต่อไปนี้จะไม่มีคนชื่อจางหลงอีกต่อไป ต่อไปนี้ข้าชื่อ เทียนหลง (ใช้แซ่ของแม่) เทียนหลงก้าวเดินออกจากตระกูลจางอย่างช้าๆ ตอนนี้ในตระกูลแทบไม่มีคนออกมาเดินเพราะแต่ละบ้านมีการเลี้ยงฉลองความสำเร็จของลูกหลานที่ผ่านการเปิดชีพจร เทียนหลงเดินออกจากประตูใหญ่ได้ 3 ก้าวก็หันกลับไปมองตระกูลจางอีกครั้ง
"555 ตระกูลจางสักวันพวกเจ้าจะต้องเสียใจ เมื่อวันนั้นมาถึงต่อให้พวกเจ้ามาคุกเข่าต่อหน้าข้า ก็อย่าได้หวังว่าข้าจะเห็นใจ"
หลังจากเทียนหลงพูดเสร็จก็มุ่งหน้าเดินตามถนนไปจนถึงประตูเมือง เมื่อมาถึงก็มีรถม้าวิ่งสวนเข้ามา เทียนหลงกระโดดหลบทำให้ม้าโดดสองขา คนขับต้องบังคับให้ม้าหายตกใจ หลังจากนั้นก็มีเด็กสาวอายุสิบขวบเปิดม่านเดินออกมา หน้านางสวย ผิวกระจ่างใส แต่ยามนี้ใบหน้าของนางเกรี้ยวกราด
"เจ้าขอทานสกปรกบังอาจมาขวางทางข้า" เมื่อนางพูดเสร็จนางหยิบแส้ออกมาแล้วฟาดใสเทียนหลง 10 กว่าครั้ง เนื่องจากเด็กสาวเป็นผู้ฝึกปราณก่อเกิดขั้นที่ 1 บวกด้วยอารมณ์โกรธยามฟาดลงมาโดนผิวเนื้อของเทียนเป็นแผลทางยาวทำให้เทียนหลงเกือบสลบ
"เจ้าขอทาน วันนี้ข้าจะลงโทษเจ้าเพียงเท่านี้ แต่อย่าให้ข้าเจอเจ้าอีกก็แล้วกันไม่งั้นเจ้าได้ตายแน่ ไป"
หลังจากนั้นเด็กสาวก็เดินเข้าไปในรถม้าแล้วม้าก็ลากเข้าเมืองไป ส่วนเทียนหลงที่ล้มอยู่ก็ไม่มีผู้ใดเข้ามาช่วยเหลือ บางคนมองมาด้วยความเยาะเย้ย บางคนพูดสมน้ำหน้าแล้วก็ต่างคนต่างเดินไป
เทียนหลงพยายามลุกขึ้นอย่างยากลำบากแล้วเดินออกจากเมืองไป เมื่อเจอต้นไม้ใหญ่ก็นั่งพักจนในที่สุดก็ทนไม่ไหวจนสลบไป เมื่อตื่นขึ้นมาพบว่าห่อผ่าถูกรื้อค้นกระจุยกระจ่ายเต็มพื้น เงินหายไปหมดเหลือแต่เสื้อผ้าสองชุด เทียนหลงได้แต่มองอย่างเศร้าใจเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ แต่ยังถือว่าดีอยู่เล็กน้อยยังเหลือเหรียญเงินอยู่ในออกเสื้ออยูเล็กน้อยพอจะซื้ออาหารและยา
เมื่อรู้สึกดีขึ้นเทียนหลงเดินกลับเข้าเมืองไปซื้อยาและอาหารแห้งอีกเล็กน้อยแล้วเดินมานั่งใต้ต้นไม้แล้วนำยามาทาแผลและนั่งกินอาหาร ระหว่างกินก็นั่งคิดว่าจะทำอะไรดีในต่อไปนี้ หรือจะลองเสี่ยงเข้าไปหาสมุนไปในหุบเขาสายฟ้า แต่เทียนหลงก็คิดว่าถ้าเจอสัตว์อสูรจะทำอย่างไรดี ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว
"เฮ้อ เอาหวะยังไงชีวิตเราก็ไม่เหลืออะไรอยู่แล้ววัดดวงสักครั้งนึง ปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตาแล้วกัน"
เทียนหลงเริ่มออกเดินทางเข้าป่าเพื่อไปยังหุบเขาสายฟ้า ที่นั่นทำไมถึงเรียกหุบเขาสายฟ้าเพราะว่าภายในหุบเขามีฟ้าผ่าตลอดทั้งปี ผู้คนจึงเรียกหุบเขาสายฟ้า ระหว่างเดินทางเทียนหลงก็เจอสมุนไพรระดับต่ำบ้าง
เป็นความโชคดีที่เทียนหลงไม่สามารถฝึกปรานได้แต่เขาก็ศึกษาหาความรู้ด้านอื่นๆเช่นสมุนไพร ประวัติศาสตร์ ค่ายกล วิธีหลอมยา สูตรยาต่างๆ เขาอ่านไว้แล้วจำมันได้
เมื่อเดินมาได้สักพักก็มาถึงทางเข้าหุบเขาสายฟ้า เมื่อเห็นสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงมา สีหน้าของเทียนหลงแสดงถึงความกลัว เท้าพลันก้าวถอยหลังเพราะสายฟ้าที่ฟาดผ่ามาแต่ละครั้งมันช่างน่ากลัวจริงๆ แต่เมื่อมองไปสักพักในใจก็คิดว่าตายเป็นตาย ขาเริ่มก้าวเดินได้เพียงหนึ่งก้าว ก็ได้ยินเสียงกิ่งไม้หัก เทียนหลงหันหลังกลับมาดูหัวใจหล่นลงเพราะเขาเห็นสัตว์อสูรตัวใหญ่มีเขี้ยว สี่ขากรงเล็บคมกริบ รอบตัวมีสายฟ้าล้อมรอบ เด็กน้อยไม่คิดอะไรแล้ววิ่งเข้าสู่หุบเขาสายฟ้าแบบไม่คิดชีวิต ระหว่างวิ่งบางครั้งเกือบโดนสายฟ้าฟาด พอหันหลังก็เห็นพยัคสายฟ้าไม่วิ่งตามมา เมื่อหันกลับมาอีกทีก็เห็นหุบเหวจะหยุดก็ไม่ทันเสียแล้ว แถมก่อนจะตกลงไปก็โดนสายฟ้าฟาดจนเทียนหลงหมดสติ จนไม่รู้ว่าตกไปจะรอดรึไม่ ระหว่างสลบอยู่เทียนหลงฝันถึงพ่อกับแม่ว่าท่านทั้งสองมาหา
"หลงเอ๋อ มีชีวิตต่อไปนะลูกรักของแม่ แม่กำลังดูลูกอยู่บนสวรรค์นะ
"หลงเอ๋อ เกิดเป็นลูกผู้ชายอย่ายอมให้กับโชคชะตา พ่อกับแม่จะเอาใจช่วยลูกเสมอ"
"ท่านพ่อท่านแม่ให้ข้าไปอยู่กับท่านด้้วยได้หรือไม่ ข้าไม่อยากอยู่คนเดียว"
"หลงเอ๋อของแม่เจ้ายังต้องมีชีวิตต่อไป จำไว้มีชีวิตเผื่อพ่อกับแม่ด้วย พ่อกับแม่รักลูกนะ"
"ท่านพ่อ ท่านแม่ๆๆๆๆๆ"
เทียนหลงก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา พบว่าตัวเองนอนอยู่ริมสระน้ำ เมื่อได้สติทบทวนสิ่งต่างๆเทียนหลงรีบขึ้นจากน้ำทันที ขึ้นมาได้สักพักผิวน้ำมีการกระเพื่อมแล้วก็เกิดน้ำวนมีหัวสัตว์อสูรโผล่ขึ้นมาเมื่อเทียนหลงเห็นดังนั้นก็ตกใจทันที
"นี่มันมังกรวารีสายฟ้า ที่เขาเคยอ่านในหนังสือ ในหนังสือเขียนว่ามีแต่ในตำนานเท่านั้น ไม่คิดว่าจะยังมีตัวเป็นๆ"
"เจ้าหนูเจ้าบังอาจบุกรุกอาณาเขตของข้า ตายสะ" มังกรวารีโจมตีเทียนหลงทันที ตอนนี้เทียนหลงใส่เกียร์หมาวิ่งอย่างเดียวเมื่อวิ่งห่างจากบ่อน้ำสักพักหางตาเหลือบไปเห็นถ้ำ เทียนหลงรีบพุ่งตัวเข้าไปในถ้ำทันทีโดยไม่คิดว่ามันมีสายฟ้าชันบางๆปิดกั้นคล้ายๆม่านพลังแต่เทียนหลงผ่านได้แบบสบายๆ
แต่มังกรวารีสายฟ้าเมื่อเห็นถ้ำมันรีบกลับไปที่สระน้ำแล้วดำลงไปทันที เทียนหลงเมื่อเข้ามาแล้วก็ทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรงนอนแผ่หราบนพื้นหายใจหอบถี่รัว
"555 ในที่สุดก็มีคนเข้ามาเสียที เจ้าเด็กน้อย"
เทียนหลงจากที่นอนแผ่อยู่สะดุงสุดตัวรีบลุกขึ้นมองหาที่มาของเสียงทันที เมื่อมองไปรอบๆก็เห็นร่างมนุษย์นอนอยู่ไม่ไกลเหมือนซากศพ ตามตัวมีรอยแผลเป็นเต็มไปหมดเสื้อที่สวมใส่ขาดแหว่งบ้างจากการถูกโจมตี
"ใครหัวเราะ ใคร ออกมานะ"
"555 ข้าก็อยู่ตรงหน้าเจ้านี่ไง" เทียนหลงพยายามมองหาไปทั่วก็เจอแต่ซากศพนอนอยู่
"ข้าเห็นแต่ซากศพ ไหนใครอยู่ที่ไหน"
"ศพบ้านเจ้าสิเด็กน้อย ข้ายังไม่ตาย แต่ก็เกือบจะตายละ ข้ามีเวลาอีก2 วัน ถ้าไม่มีคนมาข้าก็คงร่างสลายจริงๆแล้วละ "
"ผู้อาวุโสเป็นใคร ทำไมมาอยู่ที่แบบนี้"
"ไอ้หนู ใครมันจะอยากมาอยู่ในที่แบบนี้ ข้าอยู่ในนี้มาล้านปีแล้ว จนพลังเฮือกสุดท้ายจะสูญสิ้นแล้ว"
"อ้อ แค่ล้านปีเอง เฮ้ย ล้านนนนนปี " เทียนหลงตกตะลึงจนปากอ้าตาค้างเลยทีเดียว ต้องเป็นตัวตนระดับใดถึงอยู่ได้นานขนาดนั้น
"555เด็กน้อยเอ๋ยถึงขนาดปากอ้าตาค้างเลยเหรอ แต่ก็นะข้ามีเวลาอีกแค่ 2 วัน ร่างกายและดวงวิญญาณของข้ากำลังจะแตกสลายแล้ว
"ผู้อาวุโสข้ามีสมุนไพร พอช่วยท่านได้หรือไม่" ว่าแล้วก็หยิบสมุนไพรระดับต่ำในอกเสื้อออกมาวางเรียงให้ผู้อาวุโสดู
"เจ้าหนูไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว ร่างกายข้าหมดทางรักษาแล้ว" ว่าแล้วดวงตาของศพที่ว่านอนอยู่ก็เรืองแสงศพที่นอนอยู่ก็ลุกขึ้นนั้นขัดสมาธิดวงตาจ้องมาที่เทียนหลงสักพักก็ถอนหายใจ
"น่าเสียดายที่เจ้าไม่สามารถเปิดจุดชีพจรได้ เฮ้อ"
"โชคชะตากำหนดมาเช่นนี้จะให้ทำอย่างไรได้เล่า"
"555 โชคชะตาอย่างนั้นเหรอ มันคงเป็นโชคชะตาจริงๆนั่นแหละที่ส่งเจ้าให้มาพบข้า ถ้าเจ้าอยากฝึกปราณได้ จงกราบข้าเป็นอาจารย์สะ"
"ผู้อาวุโส ท่านล้อข้าเล่นแล้ว ข้าเปิดจุดชีพจรไม่ได้จะฝึกได้อย่างไร"
"ถ้าอยากฝึกปราณได้ก็ทำตามที่ข้าบอก ข้าเหลือเวลาไม่มากไม่มีเวลามาล้อเล่นกับเจ้า" เทียนหลงครุ่นคิดตรึกตรองอยู่ครู่นึง แล้วนั่งคุกเข่าโขกหัวคำนับสามครั้ง
"ศิษย์เทียนหลงคาระวะท่านอาจารย์"
"ดี ดี ดีมาก ศิษย์ข้า มาใกล้ๆข้า ข้าจะเปิดจุดชีพจรให้เจ้าเอง" เทียนหลงคลานเข่าเข้าไป อาจารย์ก็เอามือแตะหน้าอก
เมื่อเริ่มได้แปบเดียวเทียนหลงก็เริ่มกรีดร้องลั่นถ้ำจนเวลาล่วงเลยไป2 ชั่วยาม เสียงกรีดร้องจึงค่อยเงียบเสียงลงเพราะเทียนหลงสลบไปแล้ว หลังจากนั้นไม่นานอาจารย์ก็ปลุกเทียนหลงขึ้นมาเนื่องจากเขาไม่มีเวลาแล้ว
"ศิษย์ข้า ตอนนี้ข้าเปิดจุดชีพจรให้เจ้าทั้งหมด 108 จุดซึ่งเป็นจุดทั้งหมดในร่างกาย ทั่วทั้งโลกนี้เจ้าจะเป็นอัจฉะริยะที่สุดในประวัติศาสตร์ ต่อไปข้าจะยกเส้นปราณศักดิ์และกายาสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ให้เจ้า"
แล้วอาจารย์กับลูกศิษย์เอามือ 2 ข้างประกบกันเส้นปรานเริ่มไหลเข้าสู่ตัวเทียนหลงอย่างกับน้ำหลาก ตอนนี้เทียนหลงรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งของเส้นปรานและร่างกายเริ่มมีสายฟ้าล้อมออกมาเป็นระยะ ส่วนร่างกายของอาจารย์เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกจากที่ร่างกายเคยเปร่งประกายสายฟ้าก็ไม่มี ดูเหมือนร่างมนุษย์ปุถุชนธรรมดาทั่วไป
"ท่านอาจารย์ร่างกายท่าน"
"อย่าได้ใส่ใจเพราะยังไงกายนี้ก็จะแตกสลายอยู่แล้วยกให้เจ้าไปก็ไม่เสียหายอะไร" ขณะนี้เองเทียนหลงรู้สึกแปลกๆ เหมือนในร่างกายมีเจดีย์อยู่ในตันเถียน
"ท่านอาจารย์ในตันเถียนข้ามีเจดีย์แปลกๆอยู่ด้วย"
"โอ้ว เจดีย์นั่นมันอยากไปอยู่กับนายใหม่ด้วยนี่เอง"
"มันมีไว้ทำอะไรหรือท่านอาจารย์"
"มันเป็นอุปกรธ์ระดับเทพเจ้า เพียงแค่เจ้าส่งความนึกคิดไปเจ้าสามารถเข้าไปในเจดีย์ได้ แต่อาจารย์ไม่แน่ใจอาจารย์ได้มาตอนเป็นเทพเจ้าแล้วอาจารย์เลยเข้าไปชั้นแรกได้อย่างเดียว"
"มันเอาไว้ทำอะไรหรือท่านอาจารย์"
"เจ้าสามารถเข้าไปบ่มเพาะได้ แถมมันยังเป็นตัวเร่งเวลา ข้างนอก 1 วัน เท่ากับข้างในเจดีย์ 1 ปี ถ้าเจ้าทะลวงระดับใหญ่ไปเรื่อยๆความสามรถมันจะเพิ่มขึ้นอีก อ้อศิษย์ข้าตอนนี้เจ้าต้องทะลวงเข้าขั้นปฐพีเสียก่อนเจ้าถึงจะได้ไปในเจดีย์ได้ ในนั้นมีสิ่งสำคัญที่อาจารย์จะมอบให้เจ้า"
"มันคือสิ่งใดหรือท่านอาจารย์"
"เมื่อเข้าไปเจ้าจะได้รู้เอง เอาละข้าจะส่งเคล็ดวิชาความรู้ต่างๆของข้าให้เจ้าทั้งหมด"
แล้วอาจารย์ก็เอามือจิ้มหน้าผาก เคล็ดวิชาต่างๆมากมายก็ไหลสู่สมองของเทียนหลงอย่างพายุพัดโหมจนผ่านไป 2 ชั่วยาม ทุกอย่างก็เสร็จสิ้น เมื่อข้อมูลมากมายอยู่ในหัวเทียนหลงเกิดการวิงเวียนต้องปรับสภาพอีกพักใหญ่
"หลงเอ๋อ นี่คือแหวนมิติเก็บของ มีขนาดกว้างใหญ่สามารถเก็บสิ่งมีชีวิตได้มันสามารถล่องหนได้เมื่อสวมอยู่ในมือเจ้าจงจำไว้อย่าเปิดเผยการมีอยู่ของเจดีย์สวรรค์ให้ใครรู้ ไม่ว่าจะเป็นญาติ พี่น้อง คนรักเพราะเมื่อมีคนรู้มันจะมีคนโลภเหมือนที่อาจารย์โดนเพื่อนรักทรยศมันลอบทำร้ายจนอาจารย์ต้องตกมาอยู่ ณ ที่แห่งนี้"
"ท่านอาจารย์ เพื่อนของท่านเป็นใคร ถ้าข้าเจอมันข้าจะแก้แค้นให้ท่าน"
"ไม่ต้องรีบ เจ้าจงฝึกวิชาแล้วยกระดับพลังของเจ้าให้ดีเมื่อใดที่เจ้าได้ขึ้นไปแดนสวรรค์จงฆ่าคนที่ชื่อ เทพอัคคี ล้างแค้นให้อาจารย์"
"ข้าจะจำไว้ท่านอาจารย์ วันใดที่ข้ามีพลังมากพอข้าต้องล้างแค้นศัตรูให้ท่านแน่นอน"
"ศิษย์ข้าเอ๋ย บรรดาเคล็ดวิชาที่ข้าถ่ายทอดให้อย่านำไปถ่ายทอดให้ใครเด็ดขาด ความโลภของมนุษย์แม้แต่พี่น้องมันยังฆ่ากันได้"
"ท่านอาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าโดนมากับตัวแล้ว แม้แต่ปู่แท้ๆของข้ายังไล่ข้าออกจากตระกูลเพียงแค่ข้าฝึกปราณไม่ได้ ข้าสาบานไว้แล้วว่าข้าจะไม่เชื่อใจผู้ใดอีก สิ่งที่อาจารย์มอบให้ข้ามันคือวาสนาที่ยิ่งใหญ่ ยิ่งไม่มีใครรู้ยิ่งดี"
"ดีมาก ดีมาก ข้าเชื่อในตัวเจ้า"
"อาจารย์ข้ายังไม่รู้ชื่อท่านเลย "
"555 ข้าไม่มีชื่อ คนเรียกข้าว่า เทพสายฟ้า" เทียนหลงตกตะลึง ไม่คิดว่าเรื่องเล่าที่เขาฟังมาตอนอยู่ในตลาดจะเป็นเรื่องจริงๆ
"ศิษย์ข้า เวลาของข้าหมดแล้ว ในชีวิตข้าได้รับเจ้าเป็นศิษย์ถือว่าชาตินี้ไม่มีอะไรค้างคาใจแล้ว"
"ท่านอาจารย์!!!"
"ไม่ต้องเสียใจไป ข้าขอเตือนไว้อีกอย่าง สตรีทุกคนไว้ใจไม่ได้ ต่อให้ขี้เหร่ หรือสวยราวเทพธิดา ล้วนยากแท้หยั่งถึง ถ้าเจ้ายังขึ้นไม่ถึงจุดสูงสุดจงอย่าตกสู่เรื่องรักใคร่
"555ท่านอาจารย์ ข้าเคยเจอสตรีที่สวยราวกับเทพธิดาแต่กิริยาราวกับปีศาจมาแล้ว ท่านไม่ต้องห่วงข้านั้นไม่สนใจแน่นอน"
"จะทำอะไรจงคิดให้รอบคอบ ในเคล็ดวิชาที่อาจารย์ถ่ายทอดให้มีเคล็ดวิชาแปลงโฉมเปลี่ยนกายต่อให้ระดับพระเจ้ามาเอาก็มองไม่ออกแน่นอน อาจารย์อาศัยวิชานี้ถึงหนี้รอดมาได้หลายปี ถ้าไม่ถูกเพื่อนทรยศข้าคงไม่อยู่สภาพนี้ จำไว้ใจคนยากแท้หยั่งถึง ลาก่อน"
"อาจารย์ บนโลกใบนี้มีแต่ท่านที่ดีกับข้า" เทียนหลงร้องไห้ คุกเข้าโขกหัวต่อหน้าอาจารย์ ในที่สุดกายหยาบก็ค่อยๆสลายกลายเป็นฝุ่นละออง
"555ลืมบอกเจ้า ในแหวนมิติมีเตาหลอมโอสถมังกรเพลิง อยากได้ยาอะไรก็โยนสมุนไพรเข้าไปก็พอแล้วมันจะหลอมยาให้เจ้าเอง ลาก่อนศิษย์รัก"

เคล็ดวิชาเนตรสวรรค์บรรพกาลปรากฎ

เนื่องจากตกลงมาใต้หุบเหวจนไม่รู้ว่ากลางวันหรือกลางคืน ตอนนี้เทียนหลงสำรวจร่างกายของตัวเองพบว่าเส้นปรานของตัวเองใหญ่มากรวมถึงตันเถียนด้วย น่าจะใหญ่กว่าของคนทั่วไปสิบเท่า เมื่อสำรวจพลังยิ่งตกตะลึงเพราะตอนนี้เขาอยู่ขั้นก่อเกิดขั้นที่9 พร้อมที่จะทะลวงเข้าสู่ขั้นปฐพีทุกเมื่อ แต่เราคงต้องปรับราฐานพลังให้มั่นคงก่อนค่อยทะลวงไปสู่ขั้นปฐพี
"ตอนนี้หาวิชามาฝึกก่อนดีกว่า ไม่อย่างนั้นคงจะไม่สามารถออกจากที่นี่ได้แน่ มังกรวารีสายฟ้ามันอยู่ข้างนอก
ว่าแล้วเทียนหลงก็ค้นหาวิชาฝึกปราณ หลังจากอ่านอยู่สักพักก็เจอวิชาปราณสวรรค์กลืนกิน วิชานี้ถ้าฝึกสำเร็จแม้ขณะนอนหลับก็สามารถดูดลมปราณเข้าร่างได้
เทียนหลงเริ่มทำความเข้าใจวิชาปราณสวรรค์กลืนกินฝึกจนลืมวันลืมคืน พอสามารถฝึกปราณได้ก็แทบไม่ต้องทานอาหารเลยเพราะไม่รู้สึกหิว จากการคาดคะเนเกือบ 1 เดือนเทียนหลงก็สำเร็จวิชาปราณสวรรค์กลืนกินขั้นต้นแล้ว แต่ขั้นต้นนี้ยังต้องกระตุ้นเส้นปราณเพื่อดูดกลืนลมปราณธรรมชาติอยู่ สำเร็จขั้นสมบูรณ์เมื่อไหร่ถึงจะไม่ต้องกระตุ้นเส้นลมปราณ ยิ่งเปิดจุดชีพจรได้ 108 จุดความสามารถยิ่งติดจรวด แต่ตอนนี้จะระงับการฝึกวิชาปราณสวรรค์กลืนกินไว้ก่อนเพราะถ้าฝึกอีกเขาอาจจะทะลวงเข้าสู่ขั้นปฐพีซึ่งเทียนหลงยังไม่รีบ
ต่อมาต้องหาวิชาท่าร่างบาทาข้ามกาลเวลา ถ้าฝึกสำเร็จขั้นต้น 1 ก้าวไปได้ไกล 100 เมตร สำเร็จขั้นสมบูรณ์ 1 ก้าวไปได้ไกล 5000 กิโลเมตร แล้วแต่ตัวผู้ใช้
เทียนหลงเขาสู่โหมดฝึกท่าร่าง ผ่านไป 1 เดือนสำเร็จขั้นต้น เทียนหลงออกไปข้างนอกถ้ำ เพื่อไปสู้กับมังกรวารีสายฟ้า สู้ไปสู้มาผ่านไป 3 เดือน เขาก็สำเร็จขั้นสมบูรณ์ จนมังกรวารีสายฟ้าตามไม่ทันพอหลังๆมังกรวารีเลยไม่สนใจ เทียนหลงเลยมาเลือกวิชากระบี่มาฝึกหลังจากเลือกอยู่พักใหญ่ก็ไปสะดุดกับเพลงกระบี่ตัดมิติ เป็นเคล็ดวิชาถ้าฝึกถึงขั้นสมบูรณ์เข้าใจแก่นแท้ของกระบี่วาดกระบี่ครั้งเดียวสามารถสังหารศัตรูได้โดยที่ศัตรูไม่รู้ตัว
เทียนหลงเข้าโหมดฝึกวิชากระบี่ทุกวันเขาจะออกไปสู้กับมังกรวารีสายฟ้าโดยเขาไม่ใช้วิชาท่าร่างบาทาข้ามกาลเวลา เนื่องจากการจะเข้าใจแก่นแท้กระบี่ต้องใช้เวลา เขาสู้กับมังกรวารีสายฟ้าอยู่ 1 ปี จนสำเร็จวิชากระบี่ตัดมิติขั้นสมบูรณ์ แก่นแท้กระบี่บรรลุขั้นที่ 2 หลังจากผ่านมาปีกว่าๆ รากฐานพลังของเทียนหลงก็มั่นคงพร้อมจะทะลวงขั้นปฐพี
และแล้วเทียนหลงก็กลับมาฝึกวิชาปราณสวรรค์กลืนกินกว่าจะสามารถฝึกถึงขั้นสมบูรณ์ใช้เวลาอีก 6 เดือนถึงจะฝึกสำเร็จหลัง จากนั้นเทียนหลงก็ดูดลมปราณธรรมชาติเข้าสู้ตันเถียนจนผ่านไป 2 วัน เขารู้สึกถึงความหนาแน่นของลมปราณธรรมชาติในร่างกาย จนได้ยินเสียง
ปัง ปัง ปัง
เทียนหลงตัดผ่านได้สำเร็จ แล้วเขาสำรวจร่างกายก็ตกใจไม่น้อยเขาทะลวงผ่านทีเดียว 3 ขั้น ตอนนี้เขาอยู่ปราณปฐพีขั้น 3 ถ้าต้องต่อสู้ ปราณปฐพีขั้น6 เขาเอาชนะได้ไม่ยากเย็น
"ลองเข้าไปดูในเจดีย์สักหน่อยดีกว่า"
เมื่อเทียนหลงเข้ามาพบว่าข้างในเป็นทุ่งกว้าง มีสมุนไพรระดับสูงมากมาย มีน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ ซ้ำยังมีพลังลมปรานเหมือนภายนอกเลย เมื่อเดินไปเรื่อยๆก็เจอปราสาท 1 หลัง เขาเปิดประตูเข้าไปก็เจอชุดโต๊ะเก้าอี้วางอยู่กลางห้อง บนโต๊ะมีเคล็ดวิชาวางอยู่ 1 เล่ม เมื่อเทียนหลงกวาดตามองก็ต้องตกตะลึง
"มันคือเคล็ดวิชาเนตรสวรรค์บรรพกาล ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องเล่ากว่าล้านปีจะเป็นเรื่องจริง นี่สินะสิ่งที่อาจารย์จะมอบให้เรา"
เทียนหลงน้ำตาไหลกับความมีเมตตาของท่านอาจารย์ ท่านมอบวิชาความรู้ พลัง แล้วยังมอบเคล็ดวิชานี้ให้เราอีก
"อาจารย์บอกว่าถ้าเราฝึกวิชาในนี้ 1วันเท่ากับ 1 ปี ลองฝึกวิชาเนตรสวรรค์สักหน่อยดีกว่า"
เทียนหลงเปิดดูหนังสือหน้าแรกเขียนว่าถ้าฝึกวิชานี้ถึงขั้นสมบูรณ์ แค่เพียง 1 การมอง สามารถพยากรณ์ชะตาชีวิตผู้คนได้ บงการชีวิตคนให้ตายได้ คัดลอกทุกสิ่งอย่างได้เพียงแค่ชำเรืองมอง มอบชีวิตให้คนได้ขอแค่ยังมีลมหายใจ ควบคุมปรากฎการณ์ธรรมชาติได้(ดินน้ำลมไฟ) สามรถเปิดมิติเพื่อเคลื่อนย้ายได้ ทุกความสามารถนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ต่อต้านสวรรค์อย่างแท้จริง
"คงต้องลองฝึกในเจดีย์นี่เสียแล้ว จะได้บรรลุได้เร็วขึ้น"
เทียนหลงเริ่มทำความเข้าใจเคล็ดวิชา แต่ยิ่งอ่านเท่าไหร่ก็ยิ่งงง แต่เขาก็ไม่ย่อท้อจนเวลาในเจดีย์ผ่านไป 30 ปี (ภายนอกผ่าไป 30 วัน) เทียนหลงเพิ่งจะเริ่มเข้าใจได้เพียงเล็กน้อย
"เฮ้อ เป็นวิชาที่ฝึกยากจริงๆ นอนพักสักหน่อยละกัน"
หลังจากตื่นขึ้นมาเทียนหลงเริ่มฝึกวิชาเนตรสวรรค์อีกครั้ง โดยในครั้งนี้ความก้าวหน้าในการฝึกช่างรวดเร็วยิ่งนัก เขาเข้าใจเคล็ดวิชาเนตรขั้นต้นแล้วในใจเขายิ่งหึกเหิมเร่งฝึกจนลืมวันลืมคืน สุดท้ายเขาเข้าใจวิชาเนตรสรรค์เข้าขั้นสมบูรณ์เรียบร้อย ต่อไปก็ศึกษากฎเกณฑ์ที่แยกย่อยออกมา เขากำหนดการศึกษากฎเกณฑ์ดังนี้
1.เนตรลอกแบบ เนตรนี้มีประโยชน์สามารถคัดลอกเคล็ดวิชาในหนังสือโดยไม่ต้องเปิดดู ลอกวิชาของคู่ต่อสู้แล้วเอามาใช้ได้ เทียนหลงคิดว่ามันมีประโยชน์มาก เพราะเมื่อคัดลอกอะไรมามันจะเก็บไว้ในความทรงจำตลอดไป เมื่ออยากใช้หรืออยากดูก็สามารถเรียกดูได้เลย นัยตาจะเปลี่ยนเป็นสีเงิน
2.เนตรแห่งความตาย เป็นเนตรที่น่ากลัวมาก เพียงโคจรพลังปราณก็สามารถลดทอนพลังชีวิตของคนคนนั้นได้ทันทีเมื่อเปลี่ยนมาใช้เนตรนี้นัยตาจะเป็นสีดำ ยิ่งถ้าศัตรูจ้องตาจะทำให้ตกตายทันที
3.เนตรชีวิต เป็นเนตรที่สามารถเพิ่มพลังชีวิตให้ตัวเอาจากการดูดพลังงานธรรมชาติเข้าในร่างกาย แล้วสามารถเพิ่มพลังให้แก่ผู้อื่น ไม่ว่าจะบาดเจ็บขนาดไหน ถ้ายังมีลมหายก็สามารถช่วยชีวิตได้ แต่ต้องกินโอสถควบคู่ไปด้วย มันช่วยให้พ้นจากความตายได้แต่บาดแผลอื่นๆต้องรักษาเอง เมื่อใช้ดวงตาจะเป็นสีเขียว
4.เนตรมิติ เหมาะกับการหลบหนีและซ่อนตัว สามมารถส่งวิชาของศัตรูไปสถานที่ใดก็ได้หรือไม่ก็ส่งกลับไปหาศัตรูได้ ดวงตาจะเป็นสีเหลือง
5.เนตรพยากรณ์ ทำนายการโจมตีล่วงหน้า ทำนายโชคชะตาของผู้คน ดวงตาจะเป็นสีขาว
6.เนตรปรากฎการณ์ ควบคุมธาตุต่างๆทางธรรมชาติ ควบคุมปรากฎการธรรมชาติ ฝนตกฟ้าร้อง ความร้อนความเย็นได้ตามต้องการ มีประโยชน์เมื่อต้องสู้กับผู้ใช้ธาตุต่างๆ ดวงตาเป็นสีม่วง
หลังจากเรียงลำดับว่าจะฝึกกฎเกณฑ์อันใดเป็นอันดับแรกแล้ว เทียนหลงรู้สึกว่าควรออกไปจากเจดีย์สวรรค์เพื่อพักผ่อนเสียหน่อย
"เฮ้อ ฝึกลืมวันลืมคืนเลยเรา นี่เราอยู่ในถ้ำนี้เกือบจะ 2 ปีแล้วมั้งเนี่ย ฮืมมม นี่เราเลื่อนผ่านปราณปฐพีขั้น 4 แล้วหรือนี่ ผ่านมาปีกว่าเลื่อนมาขั้นเดียวเอง การมีตันเถียนที่ใหญ่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องดีสะทีเดียวนะเนี่ย ต้องสะสมพลังนานกว่าคนอื่นอีกนะเนี่ย
เทียนหลงเดินออกมานอกถ้ำตรงไปยังสระน้ำ ก้มหยิบหินเขวี้ยงลงไปเพื่อเรียกมังกรวารีสายฟ้ามาประลองกันเพราะหลังจากเก็บตัวฝึกวิชามาเป็นปี อยากลองทดสอบดูเสียหน่อย
"เจ้าหนูหายไปเป็นปีข้านึกว่าจะเจ้าตายคาถ้ำไปเสียแล้ว"
" ฮืมมม เจ้ามังกรปากเสียข้าเก็บตัวฝึกพลังอยู่ วันนี้เรามาประลองกันดีกว่าข้าอยู่ปราณปฐพีขั้น 4 ละ ข้าอยากทดสอบพลังเสียหน่อย
"อะไรกันเจ้าหนู เมื่อปีที่แล้วเจ้ายังอยู่แค่ปราณก่อเกิดขั้น9 นี่ปีเดียวเจ้าเลื่อนไป 4 ระดับเลยหรือ"
"555ข้ามันอัจฉริยะ จะเลื่อนขั้นเร็วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย"
เทียนหลงพูดไปอย่างนั้นเพราะจริงๆได้วิชาปราณสวรรค์กลืนกิน แค่อยู่เฉยๆมันก็ดูดพลังลมปราณเข้าร่างไปสะสมพลังไว้ให้ตลอด แต่ช่วงนี้ตัวเขารู้สึกว่าปราณธรรมชาติที่นี่เหมือนจะเบาบางลง
"เจ้ามังกรเจ้ารู้สึกว่าพลังลมปราณที่นี่มันลดน้อยลงไหม"
"ใช่ มันลดลง แล้วก็จากเมื่อก่อนฟ้าจะผ่าตลอดแต่เดี๋ยวนี้มันเริ่มลดลงแล้ว
เทียนหลงขบคิดว่าสาเหตุใดพลังปราณมันถึงลดลง เมื่อย้อนคิดไปร่างของท่านอาจารย์สลายไปแล้ว ที่ลมปราณที่นี่หนาแน่นน่าจะมาจากร่างของท่านอาจารย์
"เราคงต้องออกจากที่นี่แล้วละมั้งนะ เพราะลมปราณมันเบาบางลงการเลื่อนขั้นพลังก็ยิ่งยากขึ้น"
"แล้วนี่เจ้าจะสู้กับข้าไหม ถ้าไม่ข้าจะกลับไปนอนต่อละนะ"
"มาๆ มาสู้กัน"
ว่าแล้วทั้งสองก็เข้าต่อสู้กัน เทียนหลงใช้เพลงกระบี่ตัดมิติควบคู่ไปกับบาทาข้ามกาลเวลา ทำให้มังกรเสียเปรียบอยู่มากเพราะตอนนี้เจ้ามังกรตัวนี้เป็นสัตว์อสูรขั้นที่ 2 ก็เทียบได้กับปราณปฐพี ทำให้เทียนหลงสู้ได้สบายๆ ส่วนกระบี่ที่ใช้เป็นกระบี่ของอาจารย์ มีชื่อว่า กระบี่สายฟ้า เมื่อถ่ายเทลมปราณเข้าไปในกระบี่จะมีเส้นสายฟ้าล้อมใบกระบี่ ทำให้ใบกระบี่เปลี่ยนเป็นสีม่วง เจ้ามังกรสัมผัสได้ถึงปราณกระบี่ที่รุนแรง เพลงกระบี่ตัดมิติก็รวดเร็วเริ่มสร้างบาดแผลให้มันแล้วทั้งที่เกล็ดมังกรเป็นอะไรที่แข็งมาก
"เจ้าหนูข้ายอมแพ้แล้ว เพลงกระบี่ของเจ้ามันเร็วแล้วก็รุนแรงจริงๆ แถมกระบี่ที่เจ้าใช้อีกมันคมจนตัดเกล็ดข้าได้เลย พอแล้วไม่งั้นข้าคงเจ็บหนักแน่"
"ได้ อีกไม่กี่วันข้าจะออกจากที่นี่แล้ว เจ้าสนใจไปกับข้าไหม"
"ไม่ละ ข้างบนมันวุ่นวายเกินไป ข้าอยู่ของข้าที่นี่ดีกว่า"
"แล้วแต่เจ้าละกัน ถ้างั้นเจ้าพาข้าไปส่งด้านบนหน่อย เจ้าบินได้นิ"
"เรื่องนั้นไม่มีปัญหา เจ้าจะไปวันไหนก็มาบอกข้าแล้วกัน"
"ได้ ข้ากลับถ้ำก่อน"
เทียนหลงหลงเดินกลับถ้ำแล้วนั่งลงโคจรฟื้นพลังลมปราณที่เสียไป เมื่อเติมเต็มจนสมบูรณ์ก็ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
"ก่อนไปคงต้องฝึกวิชาแปลงโฉมเปลี่ยนกายเสียหน่อยเผื่อมีประโยชน์ในภายภาคหน้า พรุ่งนี้ข้าคงจะออกจากที่นี่แล้ว"
เทียนหลงนั่งฝึกวิชาไปเรื่อยๆจะเชี่ยวชาญขั้นสมบูรณ์ ทดลองเปลี่ยนเป็นคนแก่ ชายวัยกลางคน เด็กหนุ่มอายุ 18 ปี แล้วก็กลับมาเป็นรูปลักษณ์เดิม แล้วก็นอนพักเพื่อเอาแรง ผู้ฝึกปราณขั้นปฐพีไม่กินไม่นอนก็ไม่เป็นไร แต่บางครั้งการนอนก็ช่วยให้สมองโล่ง ร่างกายปลอดโปร่งเหมือนกัน
เมื่อตื่นขึ้นมาเทียนหลงก็เตรียมตัวที่จะออกจากที่นี่ เขานั่งคุกเข่าโขกหัว 3 ครั้ง เพื่อเป็นการบอกลาท่านอาจารย์
"ท่านอาจารย์ข้าต้องไปก่อนแล้ว ถ้าวันใดข้ามีเวลาข้าจะกลับมาที่นี่เพื่อเคารพท่านอีกครั้ง
เทียนหลงลุกขึ้นแล้วเดินออกจากถ้ำตรงไปที่บ่อน้ำเพื่อเรียกเจ้ามังกร
"เจ้าจะขึ้นไปแล้วหรือ"
"ใช่ เจ้าไปส่งข้าข้างบนหน่อย"
"ขึ้นมาบนหลังข้าเลย ข้าจะได้รีบไปรีบกลับมานอน"
เทียนหลงกระโดดขึ้นหลังมังกรแล้วจ้องมองไปที่ถ้ำด้วยความอาลัย เจ้ามังกรสยายปีกแล้วบินทะยานขึ้นสู่ข้างบนใช้เวลาเพียงชั่วครู่ก็มาถึงปากหุบเหว เทียนหลงกระโดดลงจากหลังมังกร
"เจ้าไม่เปลี่ยนใจแน่นะที่จะไปกับข้า"
"ไม่ละ ข้าอยู่ข้างล่างนั่นก็สะดวกดีอยู่แล้ว ถึงตอนนี้พลังปราณธรรมชาติจะเบาบางไปหน่อยก็เถอะ"
"อืมมม แต่รู้สึกสายฟ้ามันก็เบาบางกว่าเมื่อก่อน อาจจะมีมนุษย์มาล่าสัตว์อสูรข้างในนี้ เจ้าก็ระวังตัวด้วยละ
"ได้เลย ข้าลงไปข้างล่างละ"
แล้วมังกรวารีสายฟ้าก็บินลงไปสู่ก้นหุบเหวอีกครั้ง เทียนหลงก็ยืนอยู่ตรงนั้นอีกพักใหญ่แล้วก็หันหลังเดินเข้าป่าเพื่อออกจากหุบเขาสายฟ้า ระหว่างเดินออกมาก็เก็บสมุนไพรตามทางไปด้วยเพื่อเอาไปขายเพราะตอนนี้ตัวเขาไม่มีเงินเลยการจะอยู่ในเมืองได้จะต้องมีเหรียญเงินไว้ใช้จ่าย เมื่อเดินมาได้สักพักก็ได้ยินเสียงต่อสู้อยู่ตรงหน้า
เช้ง เช้ง ฉัวะ ฉัวะ
เทียนหลงกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้เขาเห็นผู้ชาย 2 คนกำลังต่อสู้กับผู้หญิงใส่ผ้าคลุมหน้าอยู่ โชคดีตอนนี้เป็นเวลากลางคืนทำให้เทียนหลงแอบดูการต่อสู้ได้สะดวก เพราะวิชาเนตรสวรรค์ที่เขาฝึกทำให้มองเห็นได้ชัดแม้จะเป็นยามกลางคืน เขามองดูหญิงคลุมหน้าแล้วก็ต้องตะลึงเพราะรูปร่างของนางสมส่วน สะโพกผาย เอวคอด ผิวนางขาวกระจ่างใส่ ใบหน้าแม้จะมีผ้าคลุมอยู่แต่ก็มองออกได้เลยว่านางต้องสวยงาม ส่วนชาย 2 คนนั้นอยู่ช่วงวัยกลางคนหน้าตาโหดเหี้ยม
"เจ้าสองคนช่างไร้ยางอายนักกล้าวางยาพิษข้า"
"คุณชายของข้าถูกใจแม่นางยิ่งนัก ขอเพียงเจ้าไปปรนนิบัติคุณชายของข้าสัก 2-3 คืน ก็แค่นั้นเอง
"อย่าได้คิดฝันเลย ข้าขอสู้ตายกับพวกเจ้า"
"555 เจ้าโดนยาปลุกกำหนัดเข้าไป แล้วยังบาดเจ็บอีก เจ้าคิดว่าจะสู้พวกข้าได้หรือ"
เมื่อเทียนหลงได้ยินดังนั้นในใจก็รู้สึกเดือดดาลยิ่งนัก คนชั่วช้าแบบนี้มันสมควรถูกกำจัดให้สิ้นซาก

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...