โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่บนกองขยะ ข้ามยุคพร้อมระบบเศรษฐี!

นิยาย Dek-D

อัพเดต 24 ก.ย 2566 เวลา 09.00 น. • เผยแพร่ 24 ก.ย 2566 เวลา 09.00 น. • พงศ์พล
“เอาของของฉันคืนมานะ!” ฉันตะโกนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนตายกลางสลัมเหม็นโฉ่ พอลืมตาขึ้นมา กลับเห็นรอบตัวเป็นกองขยะไฮเทค! ฉันเกิดใหม่ข้ามยุคมาโลกอนาคต! แถมยังมาที่นี่พร้อมระบบล้ำสมัยที่แลกขยะเป็นเงินได้อีก!

ข้อมูลเบื้องต้น

อลิสา สาวตัวจ้อยในสลัมแห่งหนึ่ง ที่ต้องมาจบชีวิตลงเพราะถูกแทงหลังยื้อแย่งของสำคัญจากคนเมา เลือดที่ไหลจากแผลกำลังทำให้ชีวิตดวงน้อย ๆ ดับลงไป เธอฝืนตะโกนเป็นครั้งสุดท้ายว่า “เอาของของฉัน…คืนมานะ!” ก่อนความตายจะมารับตัวไป

หากเส้นทางชีวิตถูกสร้างขึ้นใหม่ เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองข้ามยุคมาสู่โลกอนาคต! ของที่ตกอยู่ตรงหน้าคือเทคโนโลยีล้ำยุคเหนือจินตนาการ ที่สามารถเปลี่ยนขยะไร้ค่าเป็นแต้มเงิน!

นี่คือเรื่องราวของเศรษฐีพันล้าน ที่แท้จริงแล้วคือเด็กสลัมจากยุคอดีต!

|

นิยายเรื่องนี้ได้ขึ้นในหน้าแนะนำนิยายโดยเว็บมาสเตอร์ด้วย!

ขอบคุณมาก ๆ เลย! ดีใจที่อ่านแล้วรู้สึกสนุกกันนะ!

|

ข่าวดี! เรื่องนี้มีวางขายในรูปแบบ E-Book แล้วนะ! กดตามเข้าไปในลิงก์นี้ได้เลย!

อย่ามายุ่งกับของของฉัน!

แกรก…แกรก…แกรก

เสียงแหวกกองขยะคลอเสียงลมเอื่อย ๆ ในช่วงหัวค่ำ ลมนั้นพากลิ่นซากหมาเน่าที่อยู่สุดสายตามาทางนี้ด้วย เหม็นอ่ะ แต่ก็ได้แต่ส่ายหน้าแล้วคุ้ยหาของมีค่าต่อไป ฉันชินแล้วกับอะไรแบบนี้

ตอนนี้รอบตัวมีแสงไฟไม่มากเท่าไร เห็นราง ๆ ก็จะมีแต่เสาไฟเขรอะสนิมตั้งโงนเงนอยู่ตามทางลูกรัง ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ดูแลเข้าถึงอย่างมากถึงมากที่สุดเลยล่ะ ที่ทำให้ฉันไม่ต้องมาคอยระแวงหลังเพราะกลางค่ำกลางคืนมันมืดจนแทบมองไม่เห็น

ฉันประชดย่ะ รอดมาได้ถึงสิบห้าขวบปีก็บุญแค่ไหนแล้ว

ฉันนึกสภาพชีวิตที่มีครอบครัวไม่ออก ไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็นพ่อแม่ลูกเดินจูงมือด้วยกันหรอก แต่เพราะฉันไม่มีแบบนั้นเหมือนอย่างเขา ๆ

เกิดที่ไหนยังไงไม่รู้ แต่รู้สึกตัวก็มาอยู่กลางสลัมเหม็นโฉ่นี่แล้ว ชีวิตจากนั้นก็เหมือนในเนื้อเพลงเพื่อชีวิตอายุสามสิบสี่สิบปี โดนคนนั้นคนนู้นเอาไปเลี้ยง สลับมือกันไปเหมือนเป็นเครื่องมือ ฉันเคยถูกเลี้ยงเป็นโจร เคยอยู่ใต้ร่มเดียวกับคนค้ายา เคยเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาจนชินชา เคยเป็นทั้งเด็กส่งของและช่างแยกส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เคยทำหลายอย่างจนเก่งหลายทาง แต่สุดท้ายก็ถูกทิ้งแบบไร้ค่าตอนอายุสิบสอง

ฉันอยู่คนเดียวมานับแต่นั้น

เหมือนแย่นะ แต่ไม่เท่าไร ชีวิตฉันยังดีพอที่ไม่ไปลงเอยในซ่อง ที่นั่นมันนรกของจริง

และฉันไม่เหงา เพราะฉันกำลังสะสมของประเภทหนึ่งเป็นงานอดิเรก ของประเภทที่ฉันจะไม่มีทางขายต่อให้อับจนขนาดไหนก็ตาม

เพลงไง!

ฉันฟังเพลงจากเครื่องครั้งแรกตอนเก้าขวบ เป็นปีเดียวกับที่ฉันรู้วิธีประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าจากขยะโลหะทั้งหลายทั้งแหล่ แผ่นซีดีถูกสอดเข้าไปในเครื่องเล่น หัวอ่านขูดเบา ๆ ส่งเสียงครืดคราด แล้วเสียงที่ไพเราะที่สุดเท่าที่ใบหูบาง ๆ ของฉันเคยรับมาตลอดชีวิตก็ขับจากลำโพง

ฉันรักดนตรีนับแต่นั้นมา

ดนตรีคือเพื่อนเพียงอย่างเดียวของฉันไปแล้ว

แล้วขอบอกเลยว่า กองขยะในสลัมชานเมืองนี้มีทุกอย่างที่ต้องการเลยล่ะ แผ่นซีดีปริร้าวที่ซ่อมได้ด้วยกาวอีพอกซีบาง ๆ ยูเอสบีที่แค่เปลี่ยนหัวเสียบซ็อกเก็ตก็ใช้งานได้แล้ว หรือนาน ๆ ทีก็จะมีเทปเสียงที่มาพร้อมม้วนเทปยับยู่ยี่ อันนี้ลำบากลำบนเชียวล่ะเวลาต้องซ่อม แต่คุ้มค่านะ!

ต้องขอบคุณทักษะงานช่างพื้นฐานเลยที่ทำให้มีวันนี้

ฮ่า! ว่าแล้วฉันก็คว้าหมับที่อะไรแข็ง ๆ กลวง ๆ ที่สุดปลายแขน ดึงออกมาจากกองขยะก็เห็นเทปเพลงรวมฮิตสภาพนางฟ้า แม่เจ้า! วันนี้มันวันที่โชคดีที่สุดเลยไม่ใช่หรือยังไง ถึงจะไม่เคยเล่นหวย แต่รู้สึกได้เลยว่าถ้าถูกรางวัลที่หนึ่งคงดีใจไม่ต่างไปจากนี้

ฉันย้ายมันไปอยู่ในถังหิ้วพลาสติกอย่างเบามือ ในนั้นเป็นรวมมิตรขยะโลหะที่พร้อมจะถูกฉันจับประกอบเป็นของใช้ราคาเหนาะ ๆ ฮิฮิ เมื่อไรที่ถึงบ้าน แม่จะเปลี่ยนพวกแกเป็นเงินเป็นทองให้หมด แล้วจะใช้เวลาที่เหลือฟังเพลงให้สำราญใจ

แต่ทันทีที่จับหูหิ้ว แรงกระแทกปริศนาก็ฟาดมาที่กระหม่อม สติฉันดับวูบไปช่วงหนึ่งจนล้มคะมำ เลือดสีเข้มค่อย ๆ ไหลซึมพื้นกรวด นี่ฉัน…นี่ใคร…ทำอะไรฉัน

เงาดำค่อย ๆ เดินข้ามร่างเล็ก ๆ ของฉันไปหยิบถังหิ้ว พอปรับสายตากับแสงไฟบางเบาได้ ก็เห็นว่าไอ้หมาลอบกัดนั่นเป็นตาลุงขี้เมาที่ชอบมาด้อม ๆ มอง ๆ ฉันหลายหน ฉันไม่เคยใส่ใจลุงแกเลยเพราะเขาไม่เคยทำอะไรไม่ดี แต่ไอ้ฉันก็ลืมคิด…ว่าสุดท้ายเรามันก็คือคนสลัม

ตาลุงนั่นเดินกะโผลกกะเผลกไปพร้อมขยะมีค่าที่ฉันอุตส่าห์เก็บมาตลอดทั้งวัน นั่นทำเอาฉันขบฟันกรอด อารมณ์ที่พุ่งพล่านสั่งให้ฉันลุกพรวดตามไป

“คิดว่าจะไปไหนหา!”

ฉันกระโจนไปกระชากท้ายคอเสื้ออีกฝ่ายจนชะงัก ตาลุงเหวี่ยงตัวไปมาพยายามสลัดให้หลุด แต่ฉันไม่ยอม เลยฉุดหูหิ้วถังพลาสติก

เรายื้อยุดไปมาพักใหญ่จนแทบหมดแรง ลุงนี่ก็เหมือนจะเริ่มสร่างเมาแล้วด้วย จมูกแดง ๆ กับตาเยิ้ม ๆ เริ่มกลายสภาพมาเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น เขาตะโกนใส่ฉัน

“ปล่อย ไอ้เด็กโง่!”

“เอ็งสิปล่อย!”

“ใครสอนให้พูดกับผู้ใหญ่แบบนี้วะ”

“แล้วผู้ใหญ่ที่ไหนน่าเคารพบ้างวะ”

เราทั้งคู่ต่างเริ่มมีน้ำโห แต่ก่อนความโกรธจะระเบิดต่อในรูปแบบคำด่า จู่ ๆ หูหิ้วก็ฉีกจากกัน ดีดตัวฉันกับตาลุงนั่นไปคนละทิศละทาง และแน่นอน ขยะพลาสติกมีค่าหล่นเกลื่อนกลาด ทำเอาฉันรีบตะเกียกตะกายไปหยิบ

ฉันพับขอบเสื้อเป็นถุงจำเป็น รีบเอาขยะใส่ในนั้นจนเกือบหมดแล้วเอื้อมไปจะคว้าเทปเพลง แต่–

“เอามา”

พอเงยหน้า ก็เห็นตาลุงนั่นถือมีดจ่อหน้าฉัน แววตาเขากำลังสั่นด้วยความรู้สึกบางอย่าง มันเป็นความโกรธหรือความโลภกันแน่?

“ถ้าไม่แล้วจะทำไม” ฉันท้าทาย

“ไม่เห็นมีดรึไง”

“เห็น”

“งั้นก็ทิ้งของไว้ แล้วจะไปไหนก็ไป”

ฉันเงียบ ก่อนตอบไปว่า

“ก็ได้”

“ดี–”

แล้วไม่ทันตาลุงจะยกยิ้ม ฉันก็พลันหยิบก้อนอิฐมาทุบข้อมือจัง ๆ จนอีกฝ่ายร้องโอย ฉันฉวยโอกาสเผ่นพร้อมของทุกอย่างที่หามาได้ ขยะโลหะแกว่งไปมาในอ้อมกอดฉัน ถึงเสื้อที่ใช้แทนถุงจะไม่หนามาก แต่ก็น่าจะประคองได้แหล–

สวบ

จู่ ๆ สัมผัสเย็นเยียบที่มาพร้อมความเจ็บปวดก็แผ่ซ่านทั่วแผ่นหลัง ฉันหายใจขาดช่วงพร้อมล้มหน้าทิ่มพื้น ของหล่นกระจายเป็นรอบที่สอง แต่คราวนี้แม้แต่จะเอื้อมมือไปหยิบก็ยังทำไม่ได้…ความเจ็บปวดกำลังสูบเรี่ยวแรงฉันไปจนหมด

พอลองเอี้ยวศีรษะไปมอง ก็เห็นคมมีดปักหลังฉันทะลุกระดูกสันหลัง พร้อมตาลุงขี้เมาที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาใกล้

เลือดแดงสดไหลไปตามช่องว่างระหว่างเม็ดกรวด สายตาเริ่มพร่ามัวพร้อมสติสัมปชัญญะที่เริ่มเลือนราง

แล้วเทปเสียงแสนมีค่าก็ถูกตาลุงนั่นหยิบไป พร้อมขยะโลหะทั้งหมดที่ตรากตรำแทบตายกว่าจะได้มันมา

“เอาของของฉัน…” ฉันฝืนรีดอากาศเข้าปอด แล้วตะโกนออกไปเป็นครั้งสุดท้าย “…คืนมานะ!”

ประโยคนั้นดังก้องไปทั่วบรรยากาศเย็นเยียบของตอนกลางคืน

แต่สุดท้ายก็เหลือแค่ความเงียบ ไร้ใครตอบสนอง ไม่แม้แต่ตาลุงฆาตรกรที่กำลังเดินห่างออกไป

ฉัน…ทำอะไรไม่ได้เลย

ฉัน…กำลังตายในสลัมนี่

ฉัน…ต้องตายโดยไม่มีโอกาสได้ออกไปโลกข้างนอก ที่ที่เสียงดนตรีมากมายกำลังรออยู่

ถึงปลายทางแล้วสินะอลิสา

สิบห้าปี ได้ฟังเพลงมาร่วมค่อนชีวิต ก็คุ้มค่าดีเหมือนกัน

แล้วความคิดฉันก็หยุดลงแค่นั้น พร้อมภาพตรงหน้าที่กลายเป็นสีดำ

นี่ฉันมาอยู่ใน…โลกอนาคต

“ทำ…งานสมบูรณ์ จัดเก็บ…ร่าง…เสร็จสิ้น”

เสียงพูดแข็ง ๆ ดังก้องในโพรงหู มันฟังเหมือนเสียงที่ประกาศตามลำโพงในสลัม แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับที่ว่าตอนนี้ฉันรู้สึกชาไปทั้งตัว

ไม่ใช่ว่าฉันต้องไปโผล่ที่ยมโลกแล้วเหรอ?

“ฟื้น…ฟู เสร็จสิ้น ตัวอย่างทดลอง…กำลังได้สติคืน”

นั่น ยังไม่หยุดอีก แบบนี้ต้องถามกลับไปให้รู้แล้วรู้รอ–

ฉันพูดไม่ออก ไม่มีเสียงอะไรออกมาจากลำคอเลย

ไม่สิ ไม่ใช่แค่คอ ทั้งแขน ขา ลำตัว หัว หรืออะไรก็แล้วแต่ ฉันไม่รู้สึกถึงอะไรเลยนอกจากความชา แม้แต่จะกระดิกนิ้วก็ยังทำไม่ได้ รอบตัวมันมืดทึมไปหมด

ฉันควรตายไปแล้ว ใช่ มันต้องเป็นอย่างนั้นสิ ไม่มีใครหรอกที่จะยังหายใจหลังโดนมีดปักทะลุกระดูกสันหลัง

แต่ฉันก็ยังอยู่นี่

คงเป็นวิญญาณละมั้ง กำลังรอเวลาไปเกิดใหม่ หรืออยู่ในคิวรอฟังผลตัดสินบาปจากยมบาล ได้แต่คิดไปต่าง ๆ นา ๆ ฉันไม่รู้หรอกว่ากำลังเจอกับอะไร

“ตัวอย่างทดลอง…พร้อมถูก…เคลื่อนย้าย”

หา อะไรนะ?

มันต้องการจะสื่ออะร๊ายยย–ว๊ากกกกก

จู่ ๆ ภาพรอบตัวที่มืดสนิทก็กลายเป็นขาวสว่าง ความรู้สึกเหมือนโดนลมพายุโบกจัง ๆ ใส่หน้าแล่นไปทั่วผิวหนัง อาการชาหายฉับพลัน แขนขามือเท้ากลับมาขยับได้ตามปกติ

ระหว่างกำลังรู้สึกเหมือนเพิ่งกระโดดจากยอดตึก ฉันตะปบฝ่ามือไปตามตัวแล้วค่อย ๆ ไล่ไปหาแผ่นหลัง

ไม่มีมีด แผลก็ไม่มี เหลือแต่ผิวหนังกร้านแดดตามสไตล์คนสลัม

ไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง ฉันอยู่ที่ไหนกันแ–

ตุบ!

ทันทีที่เริ่มเห็นแสงสีกับรูปร่าง ฉันก็ร่วงลงมาทับกองพะเนินของอะไรสักอย่างดังโครม วัตถุมากมายหลายชิ้นแหวกไปคนละทิศละทาง เสียงก๊องแก๊งสะท้อนตามมาเป็นระลอก ตามด้วยอาการปวดที่ก่อตัวเบา ๆ ในสะโพก

“โอย…” ฉันร้อง

“เคลื่อนย้าย…สำ…เร็จ” เจ้าเสียงนั่นพูด “ระบบ…ปิด…ทำงาน”

แล้วมันก็หายไปจากโพรงหู เคลื่อนย้ายเหรอ เคลื่อนย้ายอะไร? ฉันน่ะน่ะ? ตัวอย่างทดลอง?

ฉันสะบัดศีรษะอย่างงุนงง สลัดเศษโคลนที่เกาะผมให้หลุดออก หยีตาสองสามครั้งแล้วกวาดมองสภาพโดยรอบ

ใต้ฉันคือกองขยะโลหะหน้าตาแปลกประหลาด แยกไม่ออกว่ามันเคยเป็นโทรทัศน์ โทรศัพท์ หรือเครื่องเล่น ห่างออกไปคือภูเขาขยะประเภทอื่นที่จำแนกได้หยาบ ๆ ว่าเป็นพลาสติก เศษผ้า กับหนังสัตว์…ที่ลักษณะไม่คุ้นตา ในนั้นมีเศษอาหารเน่า ๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากไปกว่าฝูงแมลงวันตัวอ้วนที่บินวนอยู่ยั้วเยี้ย

สุดสายตาคือหมู่ตึกระฟ้าสูงเสียดเมฆ แสงสีละลานตาส่ายไปมาจากเบื้องล่าง กำแพงคอนกรีตสูงโอบล้อมไม่ต่างจากป้อมปราการ ควันจาง ๆ ไหลเอื่อยรอบ ๆ มหานครนั้นอย่างกับกำลังอารักขา

นี่มันไม่ใช่ประเทศไทย…ที่ฉันเคยอยู่แน่ ๆ

มีทางเดียวที่จะหาคำตอบ

ฉันกระโจนลงจากกองขยะไปหาภูเขาพลาสติก เลือกหยิบกล่องนมยับยู่ยี่ที่อยู่บนจุดยอดที่สุด แล้วพลิกหาวันเดือนปีในฉลาก

ฉันทั้งตะลึงและโล่งใจที่ฉลากเป็นภาษาไทย

วันผลิต: 10 สิงหาคม พ.ศ. 2736

ฉันคิดว่าตาฝาดไปแน่ ๆ เลยขยี้ตาสุดแรง

แต่ตัวเลขบนนั้นดันไม่เปลี่ยน สติฉันยังสมบูรณ์ครบถ้วน ร่างกายไม่บุบสลาย ฉันไม่เคยเล่นยา ถึงสภาพเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้จะดูเหมือนคนขาดยาก็เถอะ

เมื่อหัวค่ำ…ยังเป็นวันที่ 12 สิงหาฯ ปี 2566 อยู่เลย

170 ปี…ฉันมาโผล่ในประเทศไทย…170 ปีในอนาคต

ต้องมีคนแกล้งกันเล่นแน่ ๆ เหมือนพวกคนรวยที่ชอบถือกล้องตัวใหญ่ ๆ มาถ่ายวิดีโอในสลัมไง

ฉันหยิบนู่นคุ้ยนี่เท่าที่จะหาฉลากวันผลิตเจอ ทั้งขวดน้ำ ซองขนม กระสอบปุ๋ย ยี่ห้อพวกนี้ไม่คุ้นตาเลย! ฉันอยู่คนละที่ในประเทศไทยแน่ ๆ แต่ฉันไม่เชื่อหรอกว่าวันเวลามันจ–

ขอถอนคำพูด ไม่ว่าจะหยิบฉลากอันไหนมาดู ตัวเลขก็จะวน ๆ อยู่ที่ พ.ศ. 27xx เสมอ

ฉันล้มฟุบโดยไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ ได้แต่แหงนดูดาวที่กำลังกระจัดแสงแข่งกับความสว่างของมหานคร

“โลกอนาคต…”

แต่ไม่ทันได้ทำใจ เสียงปืนก็ลั่นจากอีกฟากของภูเขาขยะ ตามด้วยเสียงผู้ชายกรีดร้อง

ปัง!

“อ๊า–––ก!”

เหตุการณ์อันตรายสักอย่างกำลังเกิดขึ้น แต่แทนที่จะรีบหาที่หลบ อะไรสักอย่างในตัวฉันกลับบอกให้ยื่นหน้าออกไปดู ฉันกลืนหายใจดังเอือกแล้วค่อย ๆ ไต่ชิ้นขยะจนเกือบไปถึงยอด ช่องว่างระหว่างสุมขยะทำให้แอบมองดูอีกฟากหนึ่งได้แทบจะชัดเจน

ชายในสูทดำร้องโอดโอยอยู่บนพื้น เลือดทะลักจากต้นขาซึมเนื้อกางเกงจนคล้ำ ได้แต่กัดฟันมองชายอีกคนที่สวมสูทสีกรมท่า มือหนึ่งกุมปืนพกรูปร่างแปลกตา อีกมือบรรจงแนบซิการ์กับริมฝีปาก ปลายมวนสว่างวาบ ก่อนควันยาสูบจะลอยฉุยพร้อมควันปืน

“ผมรับผิดแล้ว ไม่เอา ไม่เอา! ผมไม่อยากตาย!” ชายสูทดำโอดครวญ

อีกคนเดาะลิ้น ทิ้งซิการ์ใส่กองขยะทั้งที่เพิ่งเผาไหม้แค่ไม่กี่เซนติเมตร “แกจะไม่ตาย”

“ช–ใช่ เพราะไม่โครชิปในสมองผม–จ–จะบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดตอนตาย”

“แล้วหลักฐานที่ว่าจะมัดตัวฉันอย่างดีในศาล”

“ใช่! เพราะงั้น อ–อย่าฆ่าผม! อย่างน้อยก็ในฐานะอดีตเพื่อนร่วมงานก็ได้”

“ใครบอกว่าจะฆ่า”

“หา…” ชายสูทดำก้มดูแผลกระสุน

“นั่นกระสุนพิเศษ” ชายสูทกรมท่าชี้ “กลายเป็นเจ้าชายนิทราในสามสิบวินาที แค่นี้ชิปก็ไม่บันทึกว่าตายแล้ว”

“ม–ไม่ ไม่! ไม่เอ–”

ไม่ทันจบประโยค ชายในชุดสูทดำก็ตาเหลือก เขากระตุกสองสามทีก่อนล้มลงไปนอนนิ่ง

ภาพตรงหน้ากำลังทำเอาฉันขนลุกซู่ ถึงจะเคยเห็นคนตายมานักต่อนัก แต่การที่คนคนหนึ่งถูกบังคับให้สิ้นสติไปทั้งชีวิตนี่มัน…

“สารละลายจากกระสุนจะค่อย ๆ ไหลตามเส้นเลือดไปถึงสมองแก” ชายในสูทกรมท่าเอ่ยกับร่างไร้สติ “ไมโครชิปในนั้นจะถูกทำลาย…โดยที่ไม่มีโอกาสได้รายงานว่าเจ้าของร่างตายเพราะขาดอาหารกลางทะเลขยะด้วยซ้ำ”

แล้วเขาก็ใช้รองเท้าคัชชูเงาวาวเขี่ยแขนอีกฝ่าย เผยให้เห็นลูกบอลพลาสติกสีขุ่น ที่ข้างในมีเส้นสายวงจรพันกันมั่วซั่ว

“เทคโนโลยีนี้มันไม่คงที่และอันตรายเกินไป แกไม่ควรจะขโมยมันด้วยซ้ำ มันควรจะอยู่ตรงนี้ ในกองขยะเหม็น ๆ ที่ไม่มีใครคิดจะเหยียบกรายนี่”

เขายืนนิ่งสักพัก ก่อนจะเก็บปืนแล้วหันควับไปทางมหานคร

“ลาก่อน ไอ้คุณอดีตเพื่อนร่วมงาน”

ฉันได้แต่ตัวเกร็งตอนเห็นเขาเดินจากไป เสียงกรอบแกรบของพื้นรองเท้าที่บดเศษขยะกำลังทำให้ฉันเครียดขึ้นเครียดขึ้นจนแทบทนไม่ไหว

แล้วสาบานได้เลย ว่ามีอยู่เสี้ยววิฯนึงที่เห็นเขาหันมาสบสายตากับฉัน ก่อนจะหายลับไปในหมู่ภูเขาขยะ

คิดผิดมหันต์จริง ๆ ที่ไม่หาที่หลบซะแต่แรก

“แม่ขอไม่อยู่ล่ะ เผ่นตอนนี้ดีกว่าตายตอนหน้า”

ฉันบ่นพลางไต่กลับมาระดับพื้น แต่ก่อนจะค่อย ๆ ย่องไปหาที่ปลอดภัย ฉันกลับรู้สึกว่ามีอะไรกำลังไต่บนท่อนแขน

“ห๊ะ”

แล้วพอเหลือบดู ก็เห็นว่ามันคือไอ้ลูกบอลสีขุ่นที่เคยอยู่ข้าง ๆ คนในชุดดำ!

“เห๊ย!”

แล้วไม่ทันได้สะบัดทิ้ง เจ้าลูกบอลนี่ก็พลันฉีกตัวเองเป็นสายวงจรขนาดเท่าเข็ม พวกมันถลาไปเจาะข้อมืออย่างไร้ความปรานี ฉันเจ็บจนแทบบ้า แต่ก็พยายามไม่ร้องออกมาเพราะต้องการซ่อนตัว

รู้ตัวอีกทีสายวงจรพวกนั้นก็แทรกตัวไปใต้ผิวหนัง สร้างโครงข่ายรูปเรขาคณิตอะไรสักอย่างที่ฉันไม่เข้าใจ ก่อนปิดท้ายด้วยกระแสไฟฟ้าส่งตรงถึงสมอง นั่นทำเอาฉันสติดับไปเป็นครั้งที่สอง

“โลกอนาคตนี่มัน…บ้าบอ…ชิบ…เป๋ง”

แล้วสาวร่างเล็กตัวบอบบางแบบฉันก็ลงไปนอนกระเทเร่บนกองขยะ

เล่นกับเทคโนโลยีอันตราย

พอลืมตาตื่นก็เห็นพระอาทิตย์ลอยสูง แดดเวลาเที่ยงตรงสาดความร้อนใส่หน้าฉันจนปวดแสบ แต่ยังดีที่มีเงาจากภูเขาขยะบ้าง ไม่งั้นคงเป็นลมแดดแล้วหลับยาวข้ามไปอีกวันแหง ๆ

“ก็ยังดีนะอลิสา ที่ตัวเองยังครบสามสิบสอง”

ฉันพูดกับตัวเอง ในสลัมที่ฉันจากมา ถ้าใครหน้าไหนเผลอหลับข้ามวัน ปล่อยประตูบ้านให้เปิดโล่ง หรือไม่ก็ปล่อยให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองกำลังงีบ นั่นแหละนรกเลย เพราะนอกจากข้าวของจะโดนกวาดเรียบ ดีไม่ดีจะถูกลักตัวไปใช้เยี่ยงทาส เป็นเด็กส่งยาหรือโดนใช้ทำงานสกปรกอะไรก็ว่าไป ก่อนจะไม่มีใครเห็นตัวอีก

แต่ดูเหมือนลานขยะในอนาคตนี่จะไม่เป็นอย่างนั้น

ฉันยกแขนเจ้ากรรมขึ้นมาดู ลวดลายเรขาคณิตยังอยู่บนผิวหนัง อาการปวดหายไปแล้ว ถ้าจะมีอะไรผิดสังเกตกว่านี้อีกก็คงเป็นรอยสักรูปพังงาเรือที่อยู่เหนือข้อมือ

มันนูน ๆ แข็ง ๆ เหมือนสักด้วยน้ำหมึกผสมตะกั่วยังไงยังงั้น

คำพูดของชายในสูทสีกรมท่าลอยเข้ามาในหัว

“เทคโนโลยีอันตราย” ฉันว่า

ยังรู้สึกระแวงอยู่นิดหน่อย แต่ไอ้ฆาตรกรนั่นคงไม่โผล่หน้ามาที่นี่อีกแน่ ไม่อย่างนั้นมันคงเชือดฉันตอนสลบไปแล้ว

โล่งใจไปเปราะหนึ่ง เอาล่ะ เรามาปวดหัวกับปัญหาหมายเลขหนึ่งกันดีกว่าค่ะคุณผู้ชม

ไอ้เทคโนโลยีที่อยู่ในแขนเนี่ย จะเอายังไงกับมัน

“ระบบได้รับแรงกระตุ้น ผู้ใช้…กรุณาระบุตัวตน”

เสียงแข็ง ๆ แบบที่เคยได้ยินเมื่อคืนวานกลับมาก้องในโพรงหู ทำเอาฉันสะดุ้งตัวเกือบลอย

“อะไรเนี่ย ตกใจนะ!”

“ผู้ใช้มีชื่อว่า ‘อะไรเนี่ย ตกใจนะ’ ถูกต้องแล้วใช่หรือไม่”

“ไม่!” ฉันปฏิเสธทันควัน นี่กำลังคุยอยู่กับอะไรอยู่เนี่ย

“รับทราบ ล้างข้อมูล กรุณาป้อนชื่อที่ถูกต้อง”

ฉันนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง “ถ้าบอกชื่อ แล้วแกจะบอกไหมว่าแกเป็นตัวอะไร หรือเป็นฉันเองหรือเปล่าที่กำลังหลอนยา”

“ผู้ใช้มีชื่อว่า ‘ถ้าบอกชื่อ แล้วแกจะบอกไหมว่าแกเป็นตัวอะไร หรือเป็นฉันเองหรือเปล่าที่กำลังหลอนยา’ ถูกต้องแล้วใช่หรือไม่”

โว้–––ย อะไรของมัน! แต่เท่าที่ฟังมา ก็อนุมานได้แล้วแหละว่าเป็นเสียงจากระบบประมวลผลแบบหนึ่ง คอมพิวเตอร์พกพาเหรอ? มีใครที่ไหนยัดมันใส่หัวฉันตอนหลับรึไง? หรือมันคือไอ้เทคโนโลยีในข้อมือนี่?

ความเป็นไปได้มีเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ที่แน่ ๆ คือระบบปฏิบัติการของมันไม่ค่อยฉลาดเอาสักเท่าไร

ปล่อยให้มันรอเก้ออย่างนั้นไปแล้วกัน ถ้าเทคโนโลยีนี่ ‘อันตราย’ จริง ๆ คงไม่ใช่เรื่องเท่าไรที่จะเล่นกับอะไรที่ไม่รู้ที่มงที่มา

อีกอย่าง

หิวอ่ะ

ก็เล่นไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่คืนวาน แล้วก็ใช่ว่าจะหาของกินได้ง่าย ๆ ในลานขยะแห่งอนาคตนี่นะ

แต่เชื่อฉันเถอะ ตราบที่เมืองไหนยังมีมนุษย์มีเนื้อมีหนัง อาหารการกินก็ไม่มีทางเปลี่ยนไปมากหรอก นั่นรวมถึงระบบจัดการขยะอาหาร…ที่ทุกอย่างจะมาลงเอยในลานขยะแบบที่ฉันกำลังยืนอยู่นี่ด้วยเหมือนกัน

ความรู้เล็ก ๆ ในเรื่องขยะอาหาร รู้ไหมว่าเศษอาหารในถังขยะตามร้านอาหาร ตามบ้านเรือน หรือตามห้างสรรพสินค้า มีแค่หนึ่งในสามเท่านั้นที่ได้เอาไปใช้ประโยชน์

หนึ่งในสามที่ว่าจะถูกองค์กรไม่หวังผลกำไรรับไปในราคาถูกเหลือเชื่อ ก่อนจะคัดส่วนที่ยังไม่เน่าบูดไปปรุงใหม่แล้วแจกจ่ายตามสถานที่ที่ต้องการ (ฉันเคยไปเนียนไปรับมาด้วย เป็นหนึ่งในมื้อที่ดีที่สุดในชีวิตเลย!)

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเหลือมากอยู่ดี ส่วนนั้นเองที่จะเป็นเศษอาหารสกปรกเกินกว่าจะปรุงซ้ำ พวกเขาจะแยกไปเป็นสามส่วน หนึ่งคืออาหารสัตว์ สองคือปุ๋ยชีวภาพ และสามคือใช้เป็นพลังงาน…คือเอามันไปเผา เอาความร้อนไปต้มน้ำให้เดือด ดันไอน้ำให้หมุนใบพัดไปปั่นไฟ วิธีผลิตไฟฟ้าอย่างเรียบง่ายที่สุดที่มนุษย์ทำมาตลอดเป็นร้อยปี

ส่วนที่เหลือสองในสาม ซึ่งคืออาหารเปื้อนโลหะหนัก อาหารเปื้อนเคมี อาหารเปื้อนสารพัดอย่างที่ใครหน้าไหนก็กินไม่ได้ หรือไม่ก็ทำให้กินได้ แต่ขั้นตอนของมันใช้เงินและเวลามากเกินไป ทั้งหมดนั่นจะโดนขนมาทิ้งแบบไม่ไยดีที่ลานขยะรวมมิตรนี่

อ้าว แล้วจะกินอะไรล่ะ! บอกเองไม่ใช่เหรอว่าใครหน้าไหนก็กินไม่ได้ กำลังคิดอย่างนี้อยู่ใช่ไหม

ถูก ส่วนมากมันกินไม่ได้

แต่ส่วนน้อยยังกินได้อยู่

เป้าหมายหลักของฉันคือเศษอาหารเปื้อนกรดอะซิติก หรือคือเปื้อนน้ำส้มสายชูนั่นแหละ แต่น้ำส้มสายชูที่วางขายในตลาดมันสังเคราะห์อย่างเข้มข้นมาก ๆ ถ้ากินตอนซื้อมาใหม่ ๆ ไม่เป็นปัญหาหรอก แต่ถ้ามันทำปฏิกิริยากับของเน่าเมื่อไรล่ะก็ นั่นเลย ได้เวลาที่กรดกัดผิวจะก่อตัว

ขยะอาหารประเภทนี้สามารถทำให้ด่างลงมาได้ด้วยการเขย่ากับน้ำเกลือแล้วกรองน้ำออก ความเป็นกรดจะกลายเป็นกลางได้บ้าง ไม่มากเท่าไร แต่ก็ทำให้พอกินได้

แล้วจะเอาน้ำเกลือมาจากไหนล่ะ?

ร่างกายมนุษย์ผลิตน้ำเกลืออยู่แล้ว! เหงื่อไง!

ที่ต้องทำก็แค่นั่งกลางแดดแล้วหย่อนศอกไว้เหนือภาชนะสักอย่าง ฉันไม่ต้องใช้มันมาก เพราะอย่างนั้นเลยไม่ต้องกังวลว่าจะสลบเพราะลมแดด

ฮ่า! อลิสา เธอนี่มันสุดยอดจริง ๆ สมแล้วที่เอาตัวรอดในสลัมชานเมืองมาได้ตลอดสิบห้าปี

…ก่อนจะโดนมีดเสียบตายน่ะนะ

“แฮะแฮ่ม”

ฉันกระแอมไอแก้เขิน ก่อนก้าวขาพาตัวเองไปหาของกินสักที

อย่างแรกที่ฉันต้องการคือภาชนะ จะได้รองเก็บเหงื่อระหว่างเดินไปเดินมากลางแดด

ว่าแล้วก็คว้าหมับที่ก้นขวดเบียร์ที่อยู่ในระยะเอื้อม มันร้าวนิดหน่อยแต่ก็ใช้งานได้ ฉันขยับมันไปรองใต้ศอ–

“พบขยะไร้ใครต้องการ วัสดุ: แก้ว มวล: 80 กรัม มูลค่า 0.3 แต้มเงิน”

จู่ ๆ เสียงแข็ง ๆ นั่นก็กลับมา ฉันตกใจนิดหน่อยแต่ไม่สะดุ้งโหยงอีกแล้ว พลันสังเกตว่ารอยสักรูปพังงากำลังเรืองแสงสีฟ้า เทคโนโลยีในนั้นกำลังทำงานงั้นเรอะ?

“ผู้ใช้ยังไม่ได้รับการระบุตัวตน ผู้ใช้…หากต้องการแลกขยะเป็นแต้มเงิน กรุณาระบุตัวตน”

มันว่าอย่างนั้น เอายังไงดีเนี่ย ลองถามดูไม่เสียหาย

“และนี่คือแลกยังไง แต้มเงินคืออะไร ทำอะไรได้บ้าง”

“ตรวจพบ 3 คำถาม คำถามที่หนึ่ง ไม่มีสิทธิ์เข้าถึง คำถามที่สองและสาม ได้รับสิทธิ์ ตอบได้” มันร่ายยาว “แต้มเงิน คือสกุลเงินแลกเปลี่ยนในระบบเทคโนโลยีรุ่นทดลองของบริษัท พังงา วาร์ปเทค อินดัสตรีส์ จำกัด แต้มดังกล่าวสามารถใช้แลกซื้อสินค้าของบริษัทได้ เมื่อทำการสั่งซื้อสินค้าจากระบบ สินค้านั้นจะถูกส่งมาถึงท่านภายในหนึ่งวินาที”

ฉันตะลึงไปสองสามอึดใจเห็นจะได้

“สินค้าที่ว่า…มีของกินป่ะ”

“พังงา วาร์ปเทค อินดัสตรีส์ มีอาหารและเครื่องดื่มมากมายหลายประเภทพร้อมจำหน่าย”

ตอนนี้เสียงน้ำย่อยในกระเพาะกำลังกลบเสียงที่มีชื่อว่าเหตุผลในหัวจนมิด

“ต้องทำยังไง”

“หากผู้ใช้ต้องการแลกขยะเป็นแต้มเงิน…กรุณาระบุตัวต–”

“อลิสา!”

ฉันไม่ทนแล้ว! ก็มันหิวนี่!

“ผู้ใช้มีชื่อว่า ‘อลิสา’ ถูกต้องแล้วใช่หรือไม่”

“ใช่!”

“ยืนยันเสร็จสิ้น ระบบกำลังบู๊ตอัพในสามวินาที…สาม”

ฉันกลืนน้ำลาย

“สอง”

รอยสักรูปพังงากะพริบแสง

“หนึ่ง”

ฟุ่บ!

ทันใดก้นขวดเบียร์ในมือก็หายไปกับตา

หน้าต่างโฮโลแกรมฉายขึ้นมาจากรอยสัก แสงสีฟ้าสว่างโดดเด่นเหนือพื้นหลังที่เป็นภูเขาขยะ

ท่ามกลางตารางสินค้าจำนวนนับร้อย เหนือสุดของขอบหน้าต่าง คือประโยคในลักษณะอักษรทรงเหลี่ยมว่า

ขอต้อนรับ: อลิสา

แต้มเงินคงเหลือ: 0.3 เหรียญ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...