เกิดใหม่บนกองขยะ ข้ามยุคพร้อมระบบเศรษฐี!
ข้อมูลเบื้องต้น
อลิสา สาวตัวจ้อยในสลัมแห่งหนึ่ง ที่ต้องมาจบชีวิตลงเพราะถูกแทงหลังยื้อแย่งของสำคัญจากคนเมา เลือดที่ไหลจากแผลกำลังทำให้ชีวิตดวงน้อย ๆ ดับลงไป เธอฝืนตะโกนเป็นครั้งสุดท้ายว่า “เอาของของฉัน…คืนมานะ!” ก่อนความตายจะมารับตัวไป
หากเส้นทางชีวิตถูกสร้างขึ้นใหม่ เมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองข้ามยุคมาสู่โลกอนาคต! ของที่ตกอยู่ตรงหน้าคือเทคโนโลยีล้ำยุคเหนือจินตนาการ ที่สามารถเปลี่ยนขยะไร้ค่าเป็นแต้มเงิน!
นี่คือเรื่องราวของเศรษฐีพันล้าน ที่แท้จริงแล้วคือเด็กสลัมจากยุคอดีต!
|
นิยายเรื่องนี้ได้ขึ้นในหน้าแนะนำนิยายโดยเว็บมาสเตอร์ด้วย!
ขอบคุณมาก ๆ เลย! ดีใจที่อ่านแล้วรู้สึกสนุกกันนะ!
|
ข่าวดี! เรื่องนี้มีวางขายในรูปแบบ E-Book แล้วนะ! กดตามเข้าไปในลิงก์นี้ได้เลย!
อย่ามายุ่งกับของของฉัน!
แกรก…แกรก…แกรก
เสียงแหวกกองขยะคลอเสียงลมเอื่อย ๆ ในช่วงหัวค่ำ ลมนั้นพากลิ่นซากหมาเน่าที่อยู่สุดสายตามาทางนี้ด้วย เหม็นอ่ะ แต่ก็ได้แต่ส่ายหน้าแล้วคุ้ยหาของมีค่าต่อไป ฉันชินแล้วกับอะไรแบบนี้
ตอนนี้รอบตัวมีแสงไฟไม่มากเท่าไร เห็นราง ๆ ก็จะมีแต่เสาไฟเขรอะสนิมตั้งโงนเงนอยู่ตามทางลูกรัง ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ดูแลเข้าถึงอย่างมากถึงมากที่สุดเลยล่ะ ที่ทำให้ฉันไม่ต้องมาคอยระแวงหลังเพราะกลางค่ำกลางคืนมันมืดจนแทบมองไม่เห็น
ฉันประชดย่ะ รอดมาได้ถึงสิบห้าขวบปีก็บุญแค่ไหนแล้ว
ฉันนึกสภาพชีวิตที่มีครอบครัวไม่ออก ไม่ใช่ว่าไม่เคยเห็นพ่อแม่ลูกเดินจูงมือด้วยกันหรอก แต่เพราะฉันไม่มีแบบนั้นเหมือนอย่างเขา ๆ
เกิดที่ไหนยังไงไม่รู้ แต่รู้สึกตัวก็มาอยู่กลางสลัมเหม็นโฉ่นี่แล้ว ชีวิตจากนั้นก็เหมือนในเนื้อเพลงเพื่อชีวิตอายุสามสิบสี่สิบปี โดนคนนั้นคนนู้นเอาไปเลี้ยง สลับมือกันไปเหมือนเป็นเครื่องมือ ฉันเคยถูกเลี้ยงเป็นโจร เคยอยู่ใต้ร่มเดียวกับคนค้ายา เคยเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาจนชินชา เคยเป็นทั้งเด็กส่งของและช่างแยกส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เคยทำหลายอย่างจนเก่งหลายทาง แต่สุดท้ายก็ถูกทิ้งแบบไร้ค่าตอนอายุสิบสอง
ฉันอยู่คนเดียวมานับแต่นั้น
เหมือนแย่นะ แต่ไม่เท่าไร ชีวิตฉันยังดีพอที่ไม่ไปลงเอยในซ่อง ที่นั่นมันนรกของจริง
และฉันไม่เหงา เพราะฉันกำลังสะสมของประเภทหนึ่งเป็นงานอดิเรก ของประเภทที่ฉันจะไม่มีทางขายต่อให้อับจนขนาดไหนก็ตาม
เพลงไง!
ฉันฟังเพลงจากเครื่องครั้งแรกตอนเก้าขวบ เป็นปีเดียวกับที่ฉันรู้วิธีประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าจากขยะโลหะทั้งหลายทั้งแหล่ แผ่นซีดีถูกสอดเข้าไปในเครื่องเล่น หัวอ่านขูดเบา ๆ ส่งเสียงครืดคราด แล้วเสียงที่ไพเราะที่สุดเท่าที่ใบหูบาง ๆ ของฉันเคยรับมาตลอดชีวิตก็ขับจากลำโพง
ฉันรักดนตรีนับแต่นั้นมา
ดนตรีคือเพื่อนเพียงอย่างเดียวของฉันไปแล้ว
แล้วขอบอกเลยว่า กองขยะในสลัมชานเมืองนี้มีทุกอย่างที่ต้องการเลยล่ะ แผ่นซีดีปริร้าวที่ซ่อมได้ด้วยกาวอีพอกซีบาง ๆ ยูเอสบีที่แค่เปลี่ยนหัวเสียบซ็อกเก็ตก็ใช้งานได้แล้ว หรือนาน ๆ ทีก็จะมีเทปเสียงที่มาพร้อมม้วนเทปยับยู่ยี่ อันนี้ลำบากลำบนเชียวล่ะเวลาต้องซ่อม แต่คุ้มค่านะ!
ต้องขอบคุณทักษะงานช่างพื้นฐานเลยที่ทำให้มีวันนี้
ฮ่า! ว่าแล้วฉันก็คว้าหมับที่อะไรแข็ง ๆ กลวง ๆ ที่สุดปลายแขน ดึงออกมาจากกองขยะก็เห็นเทปเพลงรวมฮิตสภาพนางฟ้า แม่เจ้า! วันนี้มันวันที่โชคดีที่สุดเลยไม่ใช่หรือยังไง ถึงจะไม่เคยเล่นหวย แต่รู้สึกได้เลยว่าถ้าถูกรางวัลที่หนึ่งคงดีใจไม่ต่างไปจากนี้
ฉันย้ายมันไปอยู่ในถังหิ้วพลาสติกอย่างเบามือ ในนั้นเป็นรวมมิตรขยะโลหะที่พร้อมจะถูกฉันจับประกอบเป็นของใช้ราคาเหนาะ ๆ ฮิฮิ เมื่อไรที่ถึงบ้าน แม่จะเปลี่ยนพวกแกเป็นเงินเป็นทองให้หมด แล้วจะใช้เวลาที่เหลือฟังเพลงให้สำราญใจ
แต่ทันทีที่จับหูหิ้ว แรงกระแทกปริศนาก็ฟาดมาที่กระหม่อม สติฉันดับวูบไปช่วงหนึ่งจนล้มคะมำ เลือดสีเข้มค่อย ๆ ไหลซึมพื้นกรวด นี่ฉัน…นี่ใคร…ทำอะไรฉัน
เงาดำค่อย ๆ เดินข้ามร่างเล็ก ๆ ของฉันไปหยิบถังหิ้ว พอปรับสายตากับแสงไฟบางเบาได้ ก็เห็นว่าไอ้หมาลอบกัดนั่นเป็นตาลุงขี้เมาที่ชอบมาด้อม ๆ มอง ๆ ฉันหลายหน ฉันไม่เคยใส่ใจลุงแกเลยเพราะเขาไม่เคยทำอะไรไม่ดี แต่ไอ้ฉันก็ลืมคิด…ว่าสุดท้ายเรามันก็คือคนสลัม
ตาลุงนั่นเดินกะโผลกกะเผลกไปพร้อมขยะมีค่าที่ฉันอุตส่าห์เก็บมาตลอดทั้งวัน นั่นทำเอาฉันขบฟันกรอด อารมณ์ที่พุ่งพล่านสั่งให้ฉันลุกพรวดตามไป
“คิดว่าจะไปไหนหา!”
ฉันกระโจนไปกระชากท้ายคอเสื้ออีกฝ่ายจนชะงัก ตาลุงเหวี่ยงตัวไปมาพยายามสลัดให้หลุด แต่ฉันไม่ยอม เลยฉุดหูหิ้วถังพลาสติก
เรายื้อยุดไปมาพักใหญ่จนแทบหมดแรง ลุงนี่ก็เหมือนจะเริ่มสร่างเมาแล้วด้วย จมูกแดง ๆ กับตาเยิ้ม ๆ เริ่มกลายสภาพมาเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น เขาตะโกนใส่ฉัน
“ปล่อย ไอ้เด็กโง่!”
“เอ็งสิปล่อย!”
“ใครสอนให้พูดกับผู้ใหญ่แบบนี้วะ”
“แล้วผู้ใหญ่ที่ไหนน่าเคารพบ้างวะ”
เราทั้งคู่ต่างเริ่มมีน้ำโห แต่ก่อนความโกรธจะระเบิดต่อในรูปแบบคำด่า จู่ ๆ หูหิ้วก็ฉีกจากกัน ดีดตัวฉันกับตาลุงนั่นไปคนละทิศละทาง และแน่นอน ขยะพลาสติกมีค่าหล่นเกลื่อนกลาด ทำเอาฉันรีบตะเกียกตะกายไปหยิบ
ฉันพับขอบเสื้อเป็นถุงจำเป็น รีบเอาขยะใส่ในนั้นจนเกือบหมดแล้วเอื้อมไปจะคว้าเทปเพลง แต่–
“เอามา”
พอเงยหน้า ก็เห็นตาลุงนั่นถือมีดจ่อหน้าฉัน แววตาเขากำลังสั่นด้วยความรู้สึกบางอย่าง มันเป็นความโกรธหรือความโลภกันแน่?
“ถ้าไม่แล้วจะทำไม” ฉันท้าทาย
“ไม่เห็นมีดรึไง”
“เห็น”
“งั้นก็ทิ้งของไว้ แล้วจะไปไหนก็ไป”
ฉันเงียบ ก่อนตอบไปว่า
“ก็ได้”
“ดี–”
แล้วไม่ทันตาลุงจะยกยิ้ม ฉันก็พลันหยิบก้อนอิฐมาทุบข้อมือจัง ๆ จนอีกฝ่ายร้องโอย ฉันฉวยโอกาสเผ่นพร้อมของทุกอย่างที่หามาได้ ขยะโลหะแกว่งไปมาในอ้อมกอดฉัน ถึงเสื้อที่ใช้แทนถุงจะไม่หนามาก แต่ก็น่าจะประคองได้แหล–
สวบ
จู่ ๆ สัมผัสเย็นเยียบที่มาพร้อมความเจ็บปวดก็แผ่ซ่านทั่วแผ่นหลัง ฉันหายใจขาดช่วงพร้อมล้มหน้าทิ่มพื้น ของหล่นกระจายเป็นรอบที่สอง แต่คราวนี้แม้แต่จะเอื้อมมือไปหยิบก็ยังทำไม่ได้…ความเจ็บปวดกำลังสูบเรี่ยวแรงฉันไปจนหมด
พอลองเอี้ยวศีรษะไปมอง ก็เห็นคมมีดปักหลังฉันทะลุกระดูกสันหลัง พร้อมตาลุงขี้เมาที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาใกล้
เลือดแดงสดไหลไปตามช่องว่างระหว่างเม็ดกรวด สายตาเริ่มพร่ามัวพร้อมสติสัมปชัญญะที่เริ่มเลือนราง
แล้วเทปเสียงแสนมีค่าก็ถูกตาลุงนั่นหยิบไป พร้อมขยะโลหะทั้งหมดที่ตรากตรำแทบตายกว่าจะได้มันมา
“เอาของของฉัน…” ฉันฝืนรีดอากาศเข้าปอด แล้วตะโกนออกไปเป็นครั้งสุดท้าย “…คืนมานะ!”
ประโยคนั้นดังก้องไปทั่วบรรยากาศเย็นเยียบของตอนกลางคืน
แต่สุดท้ายก็เหลือแค่ความเงียบ ไร้ใครตอบสนอง ไม่แม้แต่ตาลุงฆาตรกรที่กำลังเดินห่างออกไป
ฉัน…ทำอะไรไม่ได้เลย
ฉัน…กำลังตายในสลัมนี่
ฉัน…ต้องตายโดยไม่มีโอกาสได้ออกไปโลกข้างนอก ที่ที่เสียงดนตรีมากมายกำลังรออยู่
ถึงปลายทางแล้วสินะอลิสา
สิบห้าปี ได้ฟังเพลงมาร่วมค่อนชีวิต ก็คุ้มค่าดีเหมือนกัน
แล้วความคิดฉันก็หยุดลงแค่นั้น พร้อมภาพตรงหน้าที่กลายเป็นสีดำ
นี่ฉันมาอยู่ใน…โลกอนาคต
“ทำ…งานสมบูรณ์ จัดเก็บ…ร่าง…เสร็จสิ้น”
เสียงพูดแข็ง ๆ ดังก้องในโพรงหู มันฟังเหมือนเสียงที่ประกาศตามลำโพงในสลัม แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับที่ว่าตอนนี้ฉันรู้สึกชาไปทั้งตัว
ไม่ใช่ว่าฉันต้องไปโผล่ที่ยมโลกแล้วเหรอ?
“ฟื้น…ฟู เสร็จสิ้น ตัวอย่างทดลอง…กำลังได้สติคืน”
นั่น ยังไม่หยุดอีก แบบนี้ต้องถามกลับไปให้รู้แล้วรู้รอ–
ฉันพูดไม่ออก ไม่มีเสียงอะไรออกมาจากลำคอเลย
ไม่สิ ไม่ใช่แค่คอ ทั้งแขน ขา ลำตัว หัว หรืออะไรก็แล้วแต่ ฉันไม่รู้สึกถึงอะไรเลยนอกจากความชา แม้แต่จะกระดิกนิ้วก็ยังทำไม่ได้ รอบตัวมันมืดทึมไปหมด
ฉันควรตายไปแล้ว ใช่ มันต้องเป็นอย่างนั้นสิ ไม่มีใครหรอกที่จะยังหายใจหลังโดนมีดปักทะลุกระดูกสันหลัง
แต่ฉันก็ยังอยู่นี่
คงเป็นวิญญาณละมั้ง กำลังรอเวลาไปเกิดใหม่ หรืออยู่ในคิวรอฟังผลตัดสินบาปจากยมบาล ได้แต่คิดไปต่าง ๆ นา ๆ ฉันไม่รู้หรอกว่ากำลังเจอกับอะไร
“ตัวอย่างทดลอง…พร้อมถูก…เคลื่อนย้าย”
หา อะไรนะ?
มันต้องการจะสื่ออะร๊ายยย–ว๊ากกกกก
จู่ ๆ ภาพรอบตัวที่มืดสนิทก็กลายเป็นขาวสว่าง ความรู้สึกเหมือนโดนลมพายุโบกจัง ๆ ใส่หน้าแล่นไปทั่วผิวหนัง อาการชาหายฉับพลัน แขนขามือเท้ากลับมาขยับได้ตามปกติ
ระหว่างกำลังรู้สึกเหมือนเพิ่งกระโดดจากยอดตึก ฉันตะปบฝ่ามือไปตามตัวแล้วค่อย ๆ ไล่ไปหาแผ่นหลัง
ไม่มีมีด แผลก็ไม่มี เหลือแต่ผิวหนังกร้านแดดตามสไตล์คนสลัม
ไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง ฉันอยู่ที่ไหนกันแ–
ตุบ!
ทันทีที่เริ่มเห็นแสงสีกับรูปร่าง ฉันก็ร่วงลงมาทับกองพะเนินของอะไรสักอย่างดังโครม วัตถุมากมายหลายชิ้นแหวกไปคนละทิศละทาง เสียงก๊องแก๊งสะท้อนตามมาเป็นระลอก ตามด้วยอาการปวดที่ก่อตัวเบา ๆ ในสะโพก
“โอย…” ฉันร้อง
“เคลื่อนย้าย…สำ…เร็จ” เจ้าเสียงนั่นพูด “ระบบ…ปิด…ทำงาน”
แล้วมันก็หายไปจากโพรงหู เคลื่อนย้ายเหรอ เคลื่อนย้ายอะไร? ฉันน่ะน่ะ? ตัวอย่างทดลอง?
ฉันสะบัดศีรษะอย่างงุนงง สลัดเศษโคลนที่เกาะผมให้หลุดออก หยีตาสองสามครั้งแล้วกวาดมองสภาพโดยรอบ
ใต้ฉันคือกองขยะโลหะหน้าตาแปลกประหลาด แยกไม่ออกว่ามันเคยเป็นโทรทัศน์ โทรศัพท์ หรือเครื่องเล่น ห่างออกไปคือภูเขาขยะประเภทอื่นที่จำแนกได้หยาบ ๆ ว่าเป็นพลาสติก เศษผ้า กับหนังสัตว์…ที่ลักษณะไม่คุ้นตา ในนั้นมีเศษอาหารเน่า ๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากไปกว่าฝูงแมลงวันตัวอ้วนที่บินวนอยู่ยั้วเยี้ย
สุดสายตาคือหมู่ตึกระฟ้าสูงเสียดเมฆ แสงสีละลานตาส่ายไปมาจากเบื้องล่าง กำแพงคอนกรีตสูงโอบล้อมไม่ต่างจากป้อมปราการ ควันจาง ๆ ไหลเอื่อยรอบ ๆ มหานครนั้นอย่างกับกำลังอารักขา
นี่มันไม่ใช่ประเทศไทย…ที่ฉันเคยอยู่แน่ ๆ
มีทางเดียวที่จะหาคำตอบ
ฉันกระโจนลงจากกองขยะไปหาภูเขาพลาสติก เลือกหยิบกล่องนมยับยู่ยี่ที่อยู่บนจุดยอดที่สุด แล้วพลิกหาวันเดือนปีในฉลาก
ฉันทั้งตะลึงและโล่งใจที่ฉลากเป็นภาษาไทย
วันผลิต: 10 สิงหาคม พ.ศ. 2736
ฉันคิดว่าตาฝาดไปแน่ ๆ เลยขยี้ตาสุดแรง
แต่ตัวเลขบนนั้นดันไม่เปลี่ยน สติฉันยังสมบูรณ์ครบถ้วน ร่างกายไม่บุบสลาย ฉันไม่เคยเล่นยา ถึงสภาพเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้จะดูเหมือนคนขาดยาก็เถอะ
เมื่อหัวค่ำ…ยังเป็นวันที่ 12 สิงหาฯ ปี 2566 อยู่เลย
170 ปี…ฉันมาโผล่ในประเทศไทย…170 ปีในอนาคต
ต้องมีคนแกล้งกันเล่นแน่ ๆ เหมือนพวกคนรวยที่ชอบถือกล้องตัวใหญ่ ๆ มาถ่ายวิดีโอในสลัมไง
ฉันหยิบนู่นคุ้ยนี่เท่าที่จะหาฉลากวันผลิตเจอ ทั้งขวดน้ำ ซองขนม กระสอบปุ๋ย ยี่ห้อพวกนี้ไม่คุ้นตาเลย! ฉันอยู่คนละที่ในประเทศไทยแน่ ๆ แต่ฉันไม่เชื่อหรอกว่าวันเวลามันจ–
ขอถอนคำพูด ไม่ว่าจะหยิบฉลากอันไหนมาดู ตัวเลขก็จะวน ๆ อยู่ที่ พ.ศ. 27xx เสมอ
ฉันล้มฟุบโดยไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ ได้แต่แหงนดูดาวที่กำลังกระจัดแสงแข่งกับความสว่างของมหานคร
“โลกอนาคต…”
แต่ไม่ทันได้ทำใจ เสียงปืนก็ลั่นจากอีกฟากของภูเขาขยะ ตามด้วยเสียงผู้ชายกรีดร้อง
ปัง!
“อ๊า–––ก!”
เหตุการณ์อันตรายสักอย่างกำลังเกิดขึ้น แต่แทนที่จะรีบหาที่หลบ อะไรสักอย่างในตัวฉันกลับบอกให้ยื่นหน้าออกไปดู ฉันกลืนหายใจดังเอือกแล้วค่อย ๆ ไต่ชิ้นขยะจนเกือบไปถึงยอด ช่องว่างระหว่างสุมขยะทำให้แอบมองดูอีกฟากหนึ่งได้แทบจะชัดเจน
ชายในสูทดำร้องโอดโอยอยู่บนพื้น เลือดทะลักจากต้นขาซึมเนื้อกางเกงจนคล้ำ ได้แต่กัดฟันมองชายอีกคนที่สวมสูทสีกรมท่า มือหนึ่งกุมปืนพกรูปร่างแปลกตา อีกมือบรรจงแนบซิการ์กับริมฝีปาก ปลายมวนสว่างวาบ ก่อนควันยาสูบจะลอยฉุยพร้อมควันปืน
“ผมรับผิดแล้ว ไม่เอา ไม่เอา! ผมไม่อยากตาย!” ชายสูทดำโอดครวญ
อีกคนเดาะลิ้น ทิ้งซิการ์ใส่กองขยะทั้งที่เพิ่งเผาไหม้แค่ไม่กี่เซนติเมตร “แกจะไม่ตาย”
“ช–ใช่ เพราะไม่โครชิปในสมองผม–จ–จะบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดตอนตาย”
“แล้วหลักฐานที่ว่าจะมัดตัวฉันอย่างดีในศาล”
“ใช่! เพราะงั้น อ–อย่าฆ่าผม! อย่างน้อยก็ในฐานะอดีตเพื่อนร่วมงานก็ได้”
“ใครบอกว่าจะฆ่า”
“หา…” ชายสูทดำก้มดูแผลกระสุน
“นั่นกระสุนพิเศษ” ชายสูทกรมท่าชี้ “กลายเป็นเจ้าชายนิทราในสามสิบวินาที แค่นี้ชิปก็ไม่บันทึกว่าตายแล้ว”
“ม–ไม่ ไม่! ไม่เอ–”
ไม่ทันจบประโยค ชายในชุดสูทดำก็ตาเหลือก เขากระตุกสองสามทีก่อนล้มลงไปนอนนิ่ง
ภาพตรงหน้ากำลังทำเอาฉันขนลุกซู่ ถึงจะเคยเห็นคนตายมานักต่อนัก แต่การที่คนคนหนึ่งถูกบังคับให้สิ้นสติไปทั้งชีวิตนี่มัน…
“สารละลายจากกระสุนจะค่อย ๆ ไหลตามเส้นเลือดไปถึงสมองแก” ชายในสูทกรมท่าเอ่ยกับร่างไร้สติ “ไมโครชิปในนั้นจะถูกทำลาย…โดยที่ไม่มีโอกาสได้รายงานว่าเจ้าของร่างตายเพราะขาดอาหารกลางทะเลขยะด้วยซ้ำ”
แล้วเขาก็ใช้รองเท้าคัชชูเงาวาวเขี่ยแขนอีกฝ่าย เผยให้เห็นลูกบอลพลาสติกสีขุ่น ที่ข้างในมีเส้นสายวงจรพันกันมั่วซั่ว
“เทคโนโลยีนี้มันไม่คงที่และอันตรายเกินไป แกไม่ควรจะขโมยมันด้วยซ้ำ มันควรจะอยู่ตรงนี้ ในกองขยะเหม็น ๆ ที่ไม่มีใครคิดจะเหยียบกรายนี่”
เขายืนนิ่งสักพัก ก่อนจะเก็บปืนแล้วหันควับไปทางมหานคร
“ลาก่อน ไอ้คุณอดีตเพื่อนร่วมงาน”
ฉันได้แต่ตัวเกร็งตอนเห็นเขาเดินจากไป เสียงกรอบแกรบของพื้นรองเท้าที่บดเศษขยะกำลังทำให้ฉันเครียดขึ้นเครียดขึ้นจนแทบทนไม่ไหว
แล้วสาบานได้เลย ว่ามีอยู่เสี้ยววิฯนึงที่เห็นเขาหันมาสบสายตากับฉัน ก่อนจะหายลับไปในหมู่ภูเขาขยะ
คิดผิดมหันต์จริง ๆ ที่ไม่หาที่หลบซะแต่แรก
“แม่ขอไม่อยู่ล่ะ เผ่นตอนนี้ดีกว่าตายตอนหน้า”
ฉันบ่นพลางไต่กลับมาระดับพื้น แต่ก่อนจะค่อย ๆ ย่องไปหาที่ปลอดภัย ฉันกลับรู้สึกว่ามีอะไรกำลังไต่บนท่อนแขน
“ห๊ะ”
แล้วพอเหลือบดู ก็เห็นว่ามันคือไอ้ลูกบอลสีขุ่นที่เคยอยู่ข้าง ๆ คนในชุดดำ!
“เห๊ย!”
แล้วไม่ทันได้สะบัดทิ้ง เจ้าลูกบอลนี่ก็พลันฉีกตัวเองเป็นสายวงจรขนาดเท่าเข็ม พวกมันถลาไปเจาะข้อมืออย่างไร้ความปรานี ฉันเจ็บจนแทบบ้า แต่ก็พยายามไม่ร้องออกมาเพราะต้องการซ่อนตัว
รู้ตัวอีกทีสายวงจรพวกนั้นก็แทรกตัวไปใต้ผิวหนัง สร้างโครงข่ายรูปเรขาคณิตอะไรสักอย่างที่ฉันไม่เข้าใจ ก่อนปิดท้ายด้วยกระแสไฟฟ้าส่งตรงถึงสมอง นั่นทำเอาฉันสติดับไปเป็นครั้งที่สอง
“โลกอนาคตนี่มัน…บ้าบอ…ชิบ…เป๋ง”
แล้วสาวร่างเล็กตัวบอบบางแบบฉันก็ลงไปนอนกระเทเร่บนกองขยะ
เล่นกับเทคโนโลยีอันตราย
พอลืมตาตื่นก็เห็นพระอาทิตย์ลอยสูง แดดเวลาเที่ยงตรงสาดความร้อนใส่หน้าฉันจนปวดแสบ แต่ยังดีที่มีเงาจากภูเขาขยะบ้าง ไม่งั้นคงเป็นลมแดดแล้วหลับยาวข้ามไปอีกวันแหง ๆ
“ก็ยังดีนะอลิสา ที่ตัวเองยังครบสามสิบสอง”
ฉันพูดกับตัวเอง ในสลัมที่ฉันจากมา ถ้าใครหน้าไหนเผลอหลับข้ามวัน ปล่อยประตูบ้านให้เปิดโล่ง หรือไม่ก็ปล่อยให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองกำลังงีบ นั่นแหละนรกเลย เพราะนอกจากข้าวของจะโดนกวาดเรียบ ดีไม่ดีจะถูกลักตัวไปใช้เยี่ยงทาส เป็นเด็กส่งยาหรือโดนใช้ทำงานสกปรกอะไรก็ว่าไป ก่อนจะไม่มีใครเห็นตัวอีก
แต่ดูเหมือนลานขยะในอนาคตนี่จะไม่เป็นอย่างนั้น
ฉันยกแขนเจ้ากรรมขึ้นมาดู ลวดลายเรขาคณิตยังอยู่บนผิวหนัง อาการปวดหายไปแล้ว ถ้าจะมีอะไรผิดสังเกตกว่านี้อีกก็คงเป็นรอยสักรูปพังงาเรือที่อยู่เหนือข้อมือ
มันนูน ๆ แข็ง ๆ เหมือนสักด้วยน้ำหมึกผสมตะกั่วยังไงยังงั้น
คำพูดของชายในสูทสีกรมท่าลอยเข้ามาในหัว
“เทคโนโลยีอันตราย” ฉันว่า
ยังรู้สึกระแวงอยู่นิดหน่อย แต่ไอ้ฆาตรกรนั่นคงไม่โผล่หน้ามาที่นี่อีกแน่ ไม่อย่างนั้นมันคงเชือดฉันตอนสลบไปแล้ว
โล่งใจไปเปราะหนึ่ง เอาล่ะ เรามาปวดหัวกับปัญหาหมายเลขหนึ่งกันดีกว่าค่ะคุณผู้ชม
ไอ้เทคโนโลยีที่อยู่ในแขนเนี่ย จะเอายังไงกับมัน
“ระบบได้รับแรงกระตุ้น ผู้ใช้…กรุณาระบุตัวตน”
เสียงแข็ง ๆ แบบที่เคยได้ยินเมื่อคืนวานกลับมาก้องในโพรงหู ทำเอาฉันสะดุ้งตัวเกือบลอย
“อะไรเนี่ย ตกใจนะ!”
“ผู้ใช้มีชื่อว่า ‘อะไรเนี่ย ตกใจนะ’ ถูกต้องแล้วใช่หรือไม่”
“ไม่!” ฉันปฏิเสธทันควัน นี่กำลังคุยอยู่กับอะไรอยู่เนี่ย
“รับทราบ ล้างข้อมูล กรุณาป้อนชื่อที่ถูกต้อง”
ฉันนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง “ถ้าบอกชื่อ แล้วแกจะบอกไหมว่าแกเป็นตัวอะไร หรือเป็นฉันเองหรือเปล่าที่กำลังหลอนยา”
“ผู้ใช้มีชื่อว่า ‘ถ้าบอกชื่อ แล้วแกจะบอกไหมว่าแกเป็นตัวอะไร หรือเป็นฉันเองหรือเปล่าที่กำลังหลอนยา’ ถูกต้องแล้วใช่หรือไม่”
โว้–––ย อะไรของมัน! แต่เท่าที่ฟังมา ก็อนุมานได้แล้วแหละว่าเป็นเสียงจากระบบประมวลผลแบบหนึ่ง คอมพิวเตอร์พกพาเหรอ? มีใครที่ไหนยัดมันใส่หัวฉันตอนหลับรึไง? หรือมันคือไอ้เทคโนโลยีในข้อมือนี่?
ความเป็นไปได้มีเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ที่แน่ ๆ คือระบบปฏิบัติการของมันไม่ค่อยฉลาดเอาสักเท่าไร
ปล่อยให้มันรอเก้ออย่างนั้นไปแล้วกัน ถ้าเทคโนโลยีนี่ ‘อันตราย’ จริง ๆ คงไม่ใช่เรื่องเท่าไรที่จะเล่นกับอะไรที่ไม่รู้ที่มงที่มา
อีกอย่าง
หิวอ่ะ
ก็เล่นไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่คืนวาน แล้วก็ใช่ว่าจะหาของกินได้ง่าย ๆ ในลานขยะแห่งอนาคตนี่นะ
แต่เชื่อฉันเถอะ ตราบที่เมืองไหนยังมีมนุษย์มีเนื้อมีหนัง อาหารการกินก็ไม่มีทางเปลี่ยนไปมากหรอก นั่นรวมถึงระบบจัดการขยะอาหาร…ที่ทุกอย่างจะมาลงเอยในลานขยะแบบที่ฉันกำลังยืนอยู่นี่ด้วยเหมือนกัน
ความรู้เล็ก ๆ ในเรื่องขยะอาหาร รู้ไหมว่าเศษอาหารในถังขยะตามร้านอาหาร ตามบ้านเรือน หรือตามห้างสรรพสินค้า มีแค่หนึ่งในสามเท่านั้นที่ได้เอาไปใช้ประโยชน์
หนึ่งในสามที่ว่าจะถูกองค์กรไม่หวังผลกำไรรับไปในราคาถูกเหลือเชื่อ ก่อนจะคัดส่วนที่ยังไม่เน่าบูดไปปรุงใหม่แล้วแจกจ่ายตามสถานที่ที่ต้องการ (ฉันเคยไปเนียนไปรับมาด้วย เป็นหนึ่งในมื้อที่ดีที่สุดในชีวิตเลย!)
แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเหลือมากอยู่ดี ส่วนนั้นเองที่จะเป็นเศษอาหารสกปรกเกินกว่าจะปรุงซ้ำ พวกเขาจะแยกไปเป็นสามส่วน หนึ่งคืออาหารสัตว์ สองคือปุ๋ยชีวภาพ และสามคือใช้เป็นพลังงาน…คือเอามันไปเผา เอาความร้อนไปต้มน้ำให้เดือด ดันไอน้ำให้หมุนใบพัดไปปั่นไฟ วิธีผลิตไฟฟ้าอย่างเรียบง่ายที่สุดที่มนุษย์ทำมาตลอดเป็นร้อยปี
ส่วนที่เหลือสองในสาม ซึ่งคืออาหารเปื้อนโลหะหนัก อาหารเปื้อนเคมี อาหารเปื้อนสารพัดอย่างที่ใครหน้าไหนก็กินไม่ได้ หรือไม่ก็ทำให้กินได้ แต่ขั้นตอนของมันใช้เงินและเวลามากเกินไป ทั้งหมดนั่นจะโดนขนมาทิ้งแบบไม่ไยดีที่ลานขยะรวมมิตรนี่
อ้าว แล้วจะกินอะไรล่ะ! บอกเองไม่ใช่เหรอว่าใครหน้าไหนก็กินไม่ได้ กำลังคิดอย่างนี้อยู่ใช่ไหม
ถูก ส่วนมากมันกินไม่ได้
แต่ส่วนน้อยยังกินได้อยู่
เป้าหมายหลักของฉันคือเศษอาหารเปื้อนกรดอะซิติก หรือคือเปื้อนน้ำส้มสายชูนั่นแหละ แต่น้ำส้มสายชูที่วางขายในตลาดมันสังเคราะห์อย่างเข้มข้นมาก ๆ ถ้ากินตอนซื้อมาใหม่ ๆ ไม่เป็นปัญหาหรอก แต่ถ้ามันทำปฏิกิริยากับของเน่าเมื่อไรล่ะก็ นั่นเลย ได้เวลาที่กรดกัดผิวจะก่อตัว
ขยะอาหารประเภทนี้สามารถทำให้ด่างลงมาได้ด้วยการเขย่ากับน้ำเกลือแล้วกรองน้ำออก ความเป็นกรดจะกลายเป็นกลางได้บ้าง ไม่มากเท่าไร แต่ก็ทำให้พอกินได้
แล้วจะเอาน้ำเกลือมาจากไหนล่ะ?
ร่างกายมนุษย์ผลิตน้ำเกลืออยู่แล้ว! เหงื่อไง!
ที่ต้องทำก็แค่นั่งกลางแดดแล้วหย่อนศอกไว้เหนือภาชนะสักอย่าง ฉันไม่ต้องใช้มันมาก เพราะอย่างนั้นเลยไม่ต้องกังวลว่าจะสลบเพราะลมแดด
ฮ่า! อลิสา เธอนี่มันสุดยอดจริง ๆ สมแล้วที่เอาตัวรอดในสลัมชานเมืองมาได้ตลอดสิบห้าปี
…ก่อนจะโดนมีดเสียบตายน่ะนะ
“แฮะแฮ่ม”
ฉันกระแอมไอแก้เขิน ก่อนก้าวขาพาตัวเองไปหาของกินสักที
อย่างแรกที่ฉันต้องการคือภาชนะ จะได้รองเก็บเหงื่อระหว่างเดินไปเดินมากลางแดด
ว่าแล้วก็คว้าหมับที่ก้นขวดเบียร์ที่อยู่ในระยะเอื้อม มันร้าวนิดหน่อยแต่ก็ใช้งานได้ ฉันขยับมันไปรองใต้ศอ–
“พบขยะไร้ใครต้องการ วัสดุ: แก้ว มวล: 80 กรัม มูลค่า 0.3 แต้มเงิน”
จู่ ๆ เสียงแข็ง ๆ นั่นก็กลับมา ฉันตกใจนิดหน่อยแต่ไม่สะดุ้งโหยงอีกแล้ว พลันสังเกตว่ารอยสักรูปพังงากำลังเรืองแสงสีฟ้า เทคโนโลยีในนั้นกำลังทำงานงั้นเรอะ?
“ผู้ใช้ยังไม่ได้รับการระบุตัวตน ผู้ใช้…หากต้องการแลกขยะเป็นแต้มเงิน กรุณาระบุตัวตน”
มันว่าอย่างนั้น เอายังไงดีเนี่ย ลองถามดูไม่เสียหาย
“และนี่คือแลกยังไง แต้มเงินคืออะไร ทำอะไรได้บ้าง”
“ตรวจพบ 3 คำถาม คำถามที่หนึ่ง ไม่มีสิทธิ์เข้าถึง คำถามที่สองและสาม ได้รับสิทธิ์ ตอบได้” มันร่ายยาว “แต้มเงิน คือสกุลเงินแลกเปลี่ยนในระบบเทคโนโลยีรุ่นทดลองของบริษัท พังงา วาร์ปเทค อินดัสตรีส์ จำกัด แต้มดังกล่าวสามารถใช้แลกซื้อสินค้าของบริษัทได้ เมื่อทำการสั่งซื้อสินค้าจากระบบ สินค้านั้นจะถูกส่งมาถึงท่านภายในหนึ่งวินาที”
ฉันตะลึงไปสองสามอึดใจเห็นจะได้
“สินค้าที่ว่า…มีของกินป่ะ”
“พังงา วาร์ปเทค อินดัสตรีส์ มีอาหารและเครื่องดื่มมากมายหลายประเภทพร้อมจำหน่าย”
ตอนนี้เสียงน้ำย่อยในกระเพาะกำลังกลบเสียงที่มีชื่อว่าเหตุผลในหัวจนมิด
“ต้องทำยังไง”
“หากผู้ใช้ต้องการแลกขยะเป็นแต้มเงิน…กรุณาระบุตัวต–”
“อลิสา!”
ฉันไม่ทนแล้ว! ก็มันหิวนี่!
“ผู้ใช้มีชื่อว่า ‘อลิสา’ ถูกต้องแล้วใช่หรือไม่”
“ใช่!”
“ยืนยันเสร็จสิ้น ระบบกำลังบู๊ตอัพในสามวินาที…สาม”
ฉันกลืนน้ำลาย
“สอง”
รอยสักรูปพังงากะพริบแสง
“หนึ่ง”
ฟุ่บ!
ทันใดก้นขวดเบียร์ในมือก็หายไปกับตา
หน้าต่างโฮโลแกรมฉายขึ้นมาจากรอยสัก แสงสีฟ้าสว่างโดดเด่นเหนือพื้นหลังที่เป็นภูเขาขยะ
ท่ามกลางตารางสินค้าจำนวนนับร้อย เหนือสุดของขอบหน้าต่าง คือประโยคในลักษณะอักษรทรงเหลี่ยมว่า
ขอต้อนรับ: อลิสา
แต้มเงินคงเหลือ: 0.3 เหรียญ