(un) FASHION District S39 คาเฟ่วินเทจลูกครึ่ง ใจเป็นไทยท่ามกลางย่านญี่ปุ่น
จากร้านขายของมือสองสู่คาเฟ่กลางกรุง
ไม่จำเป็นต้องอินตามกระแส ไม่ต้องล้ำนำสไตล์ คงความคลาสสิกอย่างที่อยากเป็น คือนิยามของพื้นที่เล็ก ๆ แห่งนี้
ช่วงสาย ๆ ของวันธรรมดา เราเดินลัดเลาะมาตามซอยสุขุมวิท 39 ก็บังเอิญเจอป้ายสีขาวน่ารักชวนหลงใหลว่าด้านในซอยแคบ ๆ นี้ จะมีคาเฟ่อยู่ ตบเท้าเข้าไปได้ไม่ไกลก็เจอบ้านไม้สีน้ำตาลขนาดชั้นครึ่งที่มีประตูทางเข้าอยู่สองบ้าน
บานแรกเปิดพาคุณเข้าไปเจอกับข้าวของมือสองสารพัดนึก ที่มีทั้งกระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับทั้งหญิงและชาย ส่วนประตูบานขวาก็พาคุณเข้าไปสัมผัสกับกลิ่นกรุ่นกาแฟอันพร้อมเสิร์ฟให้ผู้มาเยือนทุกท่าน
คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คาเฟ่ในปัจจุบันจะขายสินค้า หรือมีข้าวของวางประดับตกแต่งจนเต็มร้าน แต่สำหรับ (un) Fashion cafe s39 district แห่งนี้ มีจุดกำเนิดที่ผกผันจากทั่ว ๆ ไป
คาเฟ่แห่งนี้ถือกำเนิดมาจากการขายของมือสองของ คุณสุชาดา ภาวิไล หรือคุณเจี๊ยบ ร่วมกับสามี คุณโยชิโนะ ยูอิชิโระ ที่เดิมทีขายอยู่ที่ย่านจตุจักร ก่อนจะขยับขยายมาเปิดคาเฟ่ภายใต้ชื่อ (un) Fashion ที่สาขาเอกมัยก่อนนำมาสู่สาขาสุขุมวิทอย่างปัจจุบัน
“ตอนนั้นเส้นเอกมัยรถติดมาก ลูกค้ามาถึงร้านเราแล้วเขาเหนื่อย เลยอยากทำคาเฟ่ในลูกค้าได้ผ่อนคลายก่อนจะออกไป ตอนนั้นก็คุยกับแฟน เพราะเราเป็นคนชอบการออกแบบภายในด้วย”
ส่งต่อของดีราคาถูก
เล่าย้อนไปถึงตอนที่ยังขายของมือสองอยู่ คุณเจี๊ยบเล่าให้ฟังว่าเธอเน้นขายสินค้าประเภทเครื่องหนัง อย่างรองเท้าหนัง หรือกระเป๋าหนัง ที่ไปคัดสรรมาด้วยมือจากหลากหลายมุมโลก ไม่ว่าจะญี่ปุ่น อเมริกา หรือปากีสถาน
“ส่วนใหญ่พี่ขายเป็นขายส่งให้คนญี่ปุ่น ที่หน้าร้านขายแค่ประมาณ 10% ที่เหลือเป็นขายส่งหมดเลย”
ความสนุกของการคัดสรร ค้นหา และตักตวงของมือสองเข้าคลังสำหรับเธอคือการได้ ‘ของดีราคาถูก’ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำต่อเนื่องมากว่า 20 ปี
“ตัวเราเองเล่นของมือสองตั้งแต่สมัยอยู่มหาวิทยาลัย ของดีราคาถูกอะไรแบบนี้ อย่างของชิ้นนี้เราซื้อมาร้อยเดียวแต่เพื่อนมันบอกพันนึง เราก็ภูมิใจอะ”
เราลองให้คุณเจี๊ยบแนะนำสินค้าวินเทจที่ขายในร้านแล้วมีความทรงจำกับมัน เธอเลือกกระเป๋ากุชชี่ทรงกล่องดูขลังใบนี้ พร้อมบอกกับเราว่าชิ้นนี้หายากสุด ๆ
“กุชชี่รุ่นนี้เก่ามาก เป็นทรงกล่อง ได้มาจากไหนนี่จำไม่ได้แล้ว ไม่ญี่ปุ่นก็น่าจะอเมริกา เก็บไว้เป็นสิบปีแล้วเพิ่งเอาออกมาวาง”
ร้านนี้จึงผสมผสานทั้งของมือสอง คลุ้งกลิ่นเครื่องหนังปนเปไปกับกลิ่นกาแฟและอาหารนานารสที่เป็นจุดพักผ่อนของคนในย่านนี้
ฟูมฟักอย่างตั้งใจ
สอดส่องสายตามองไปรอบ ๆ ร้าน ก็จะพบกับโต๊ะไม้ ถ้วยโถโอชามและผ้าสีโทนอ่อนที่ประดับตกแต่งอยู่อย่างเป็นระเบียบ ความน่าสนใจของคาเฟ่ปัจจุบันนี้อย่างหนึ่งคือการตกแต่งที่โดดเด่น สะดุดตาให้ผู้คนบนโลกอินเตอร์เน็ตแวะกดดูจนต้องขยับตัวออกจากบ้านมาเยี่ยมชม
แม้ว่าที่นี่จะไม่ได้มีช่องทางการโปรโมทบนโซเชียลมีเดียอย่างที่อื่น ๆ แต่ความโดดเด่นของการตกแต่งไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าที่ใดเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงานคราฟต์ที่คุณเจี๊ยบยืนกรานว่าเธอและแฟนตั้งใจออกแบบ เลือก และประดิษฐ์ขึ้นมา จนแม้กระทั่งเบาะรองนั่ง เจ้าของร้านก็ยังเย็บด้วยตนเอง
“เราเป็นคนชอบงานตกแต่งภายใน ชอบออกแบบ ของบางชิ้นในร้านนี้ก็ทำเอง เช่น งานไม้ ฝ้า ถ้วยชามเซรามิก แฟนพี่จะเป็นคนทำ ส่วนพี่ชอบทำอาหาร ก็เลยเอามารวมกัน กลายเป็นร้านอาหารสไตล์คาเฟ่ ที่มีความเป็นเราอยู่แล้วคือ ความวินเทจ”
นอกไปจากนั้นที่นี่ยังมีโซนเด็กที่สะดุดตาอยู่ใต้บันไดไม้ เหมือนเป็นมุมเล็ก ๆ ให้เจ้าตัวน้อยได้ใช้ชีวิตโดยผู้ปกครองไม่ต้องกังวล
“พี่เองก็มีลูก ตอนนี้อายุ 5 ขวบแล้ว เวลาไปร้านอาหาร เราก็อยาากให้มีที่ที่ลูกเราผ่อนคลายได้ แม่ก็อร่อยกับอาหาร ไม่ต้องรีบทานจนไม่รู้รสชาติ พี่ว่าคนเป็นแม่จะเข้าใจจุดนี้ดี เลยอยากทำร้านที่ปล่อยให้ลูกอยู่ในพื้นที่ของเขาได้ ไม่ต้องโดนบังคับให้อยู่บนเก้าอี้ พี่ก็จะพยายามดูขอบมุมที่อันตรายกับเด็ก ทำโต๊ะมน ๆ ไม่มีขอบคม ๆ เวลาวิ่งจะได้ไม่ชน ไม่เจ็บ”
ญี่ปุ่นอย่างไทยไทย
แม้ว่าที่แห่งนี้มักถูกเรียกว่า ‘คาเฟ่แม่บ้านญี่ปุ่น’ แต่เจ้าของร้านกลับไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น และไม่ได้ตั้งใจให้ร้านแห่งนี้เปิดขึ้นมาในธีมญี่ปุ่นด้วยซ้ำ
“ตอนแรกที่ทำร้าน ไม่ได้มีความคิดให้มีธีมอะไรแบบนั้นเลย แค่ต้องการเห็นภาพให้ทุกคนรู้สึกเชิงบวกกับร้าน สบาย ๆ เข้ามาแล้วไม่ต้องคิดอะไรมาก จริง ๆ ตัวร้านเราดีไซน์เป็นแบบไทยนะ หลังคาเราขัดไม้เหมือนกระดานไม้ที่อยุธยา ซึ่งต่างจากของญี่ปุ่นที่เขาทำเป็นแนวตั้ง ที่ดูเป็นญี่ปุ่นอาจจะเพราะหนังสือญี่ปุ่นที่แฟนพี่ชอบ กับถ้วยเซรามิก แต่ส่วนใหญ่เป็นความบังเอิญมากกว่า”
เธอเล่าเสริมว่านอกจากความบังเอิญเรื่องสถานที่ที่ทั้งสองสาขาอยู่ในพื้นที่ที่คนญี่ปุ่นอาศัยอยู่มาก (โดยไม่ได้ตั้งใจ) วัฒนธรรมการเข้าคาเฟ่ของคนญี่ปุ่นก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ร้านเต็มไปด้วยแม่บ้านชาวญี่ปุ่น
“คนญี่ปุ่นเขาชอบมาคาเฟ่ซ้ำ ๆ ถึงจะไม่ได้ถ่ายรูปลงโซเชียลเท่าไหร่แต่ชอบบอกต่อกัน อย่างมีคนหนึ่งมาเขามาบอกพี่ว่า เขาอยู่คอนโดข้าง ๆ นี้ ทุกชั้น ทุกห้องเขามากันหมดแล้ว เขามาเป็นห้องสุดท้ายเลย (ขำ)”
มอบแรงบันดาลใจแรกเยี่ยมชม
“พี่ว่าข้อแตกต่างของร้านคือ เราอาจจะมีประสบการณ์ชีวิตมาเยอะ มีชั่วโมงบินสูง เลยใส่ทุกอย่างในร้านนี้ เรื่องของดีไซน์ พี่ชอบไปคาเฟ่ต่างประเทศ ก็อยากให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงการตบแต่งอะไรแบบนั้นบ้าง ไม่ได้รู้สึกว่าแข่งกับใคร ผ่านอะไรมา เจออะไรดีก็อยากใส่ในร้านเรา”
คุณเจี๊ยบเล่าให้ฟังว่านอกจากเครื่องดื่ม อาหาร หรือขนมที่มีให้บริการ อีกสิ่งที่พร้อมเสิร์ฟให้ลูกค้าเสมอคือไอเดียและแรงบันดาลใจ
“มาที่นี่อาจจะเจอสักมุมหนึ่งที่รู้สึกชอบจังเลย ก็ได้เป็นไอเดียกลับไปแต่งบ้าน แต่งร้านใหม่ อยากให้เขามาแล้วได้ประโยชน์กลับไป อาจจะเป็นแค่ความสบายใจหรืออาหารอร่อยก็ได้”
โดยหลังจากนี้เธอมีแผนที่จะย้ายสาขาเอกมัยออกไป เพราะอยากได้พื้นที่สแตนอะโลนเหมือนเช่นสาขาสุขุมวิท โดยเพิ่มดีไซน์และลูกเล่นให้มากกว่าเดิม
ในวันว่าง ๆ ของสัปดาห์นี้ ก็ลองแวะไปที่ (un) Fashion cafe s39 district เพื่อไปลองเลมอนทาร์ตและกาแฟคั่วหอม ๆ พลางเดินชมสินค้ามือสองที่หยิบลองได้อย่างไม่ต้องเกรงใจ เผื่อว่าคุณอาจจะได้ไอเดียอะไรกลับไปปรับใช้กับชีวิตตัวเอง