10 หุ้นที่ควรลงทุน รับตลาดหุ้นฟื้นรอบใหม่ หลังปัจจัยลบทั่วโลก...ผ่านจุดพีคไปแล้ว
ถึงแม้ว่าสถานการณ์หรือปัญหาต่างๆยังไม่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามตลาดได้มองทิศทางไว้ข้างหน้าแล้วว่าสัญญาณของปัจจัยลบต่างๆจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ทั้งในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่ทางธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้น หรือตัวเลขเงินเฟ้อจะขึ้นไปทำจุดสูงสุด รวมถึงระดับราคาพลังงานที่ดูเหมือนว่าจะทำจุดสูงสุดไปแล้ว รวมถึงสถานการณ์การระบาดของไวรัส covid-19 ที่ใกล้จะหมดไป แต่สิ่งที่ตลาดยังกังวลคือภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่?
อย่างไรก็ตามจากประเด็นดังกล่าวข้างต้น สิ่งที่พอจะจับใจความและตลาดพอจะคาดการณ์ได้ว่าขณะนี้เงินเฟ้อของสหรัฐได้จะถึงจุดต่ำสุดแล้วที่ระดับ 9.1% ในเดือนมิ.ย.65 หลังจากที่ราคาพลังงานไม่ว่าจะเป็นน้ำมันทรงตัวในระดับไม่เกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และนั่นอาจจะส่งผลให้การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจากที่มีท่าทีว่าจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งหน้าในการประชุมเดือนส.ค.65 ในอัตรา 1% ลดกลับไประดับแค่เพียง 0.75% และคาดการณ์กันว่าอาจจะเป็นการปรับโทนไปเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยกันเลย
ดังนั้น Wealthy Thai จึงได้รวบรวมคำแนะนำจากนักวิเคราะห์ในธีมการลงทุน หลังจากที่ปัจจัยลบต่างๆที่เข้ามากระทบตลาดหุ้นตามที่กล่าวมานั้นได้เลยจุดพีคไปแล้ว และถือว่าสถานการณ์ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยนักวิเคราะห์เสียงส่วนใหญ่ให่มุมมองและน้ำหนักการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มที่ได้รับผลบวกจากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง รวมทั้งสิ้น 10 หุ้น
เริ่มกันที่มุมมองของ นาย ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ระบุว่า หากสถานการณ์หลายๆด้านกำลังผ่านจุดพีคไปแล้วทั้งในเรื่องของเงินเฟ้อและดอกเบี้ย มองว่าหุ้นที่มีโอกาสจะ Outperform กลับมา เช่นหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์อย่าง KBANK-BBL ที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปพอสมควร และถ้าสถานการณ์เงินเฟ้อพีคไปแล้วจริงๆกลุ่มค้าปลีกจะได้ประโยชน์ เช่น CPALL
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า เชื่อว่านักลงทุนได้มีการปรับพอร์ตลดหุ้นมีลักษณะอ่อนไหวต่อกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจไปแล้ว และนักลงทุนกำลังมองหาจังหวะซื้อหุ้นในกลุ่มที่โมเม้นตั้มกำไรเป็นบวก เช่นหุ้นท่องเที่ยว หุ้นห้างสรรพสินค้า และกลุ่มที่ได้ประโยชน์ในเรื่องของการเปิดเมือง
ดังนั้น การที่ในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนได้มีการปรับพอร์ตเพื่อลดสถานะไปแล้ว ถือเงินสดในมือ และถ้ามีปัจจัยเชิงบวกความกังวลในเรื่องตัวเลขต่างๆที่มันออกมาชัดเจนแล้ว โอกาสที่จะเห็นกลับเข้ามาซื้อก็จะมีมากขึ้น ซึ่งหากไปดูตลาดหุ้นสหรัฐเองนั้นก็เริ่มมีสัญญาณการซื้อเชิงบวกที่ดีขึ้น
กลุ่มท่องเที่ยวเลือก SPA และ VRANDA ซึ่งมองว่าในช่วงที่ผ่านมาสามารถ Outperformได้ดีกว่ากลุ่มโรงแรมตั้งแต่ช่วงก่อนการระบาดของเชื้อไวรัส covid-19 ซึ่งตอนนี้ราคาหุ้นยัง laggardอยู่ ส่วนหุ้นห้างสรรพสินค้าเลือก CPN และ CRC ส่วนที่เกี่ยวกับค้าปลีกที่อิงกับการอุปโภคบริโภค เช่น MAKRO ถ้าเปิดประเทศและเปิดเมืองจะทำให้งบดีขึ้นโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4/65
ปิดท้ายกันที่มุมมองของนายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า กลุ่มหุ้นที่จะรองรับการฟื้นตัวรอบใหม่ อยู่ภายใต้เงื่อนไขการกลับมาของกระแสเม็ดเงินต่างชาติ และกลุ่มเปิดเมือง รวมถึงกลุ่ม Anti Commodities
โดยกลุ่มหุ้นที่จะได้รับแรงหนุนจากการกลับมาของเม็ดเงินต่างชาติ หลังจากที่ในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบเพราะโดนแรงขาย เช่นกลุ่ม ธนาคารพาณิชย์ อย่าง BBL โดยมองว่าหุ้น BBL เทรดที่มูลค่าเพียง 0.5 เท่า P/BV ต่ำกว่าธนาคารใหญ่ตัวอื่น และสินเชื่อภาคธุรกิจจะฟื้นตัวขึ้น หลังจากที่ภาคธุรกิจไม่ได้มีการลงทุนมา 2 ปีแล้ว และยิ่งดอกเบี้ยกำลังจะขึ้นทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นที่จะต้องกู้เงินเพื่อล็อกอัตราดอกเบี้ยไว้
ขณะที่หุ้นในกลุ่มเปิดเมือง หลังจากที่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาสามารถ Outperformได้ดีกว่าตลาด แต่ก็ต้องโดนแรงขายไปในช่วงไตรมาส 2/65 เพราะงบจะออกมาไม่โดดเด่นเท่าที่ควร จึงทำให้ถูกแรงขายทำกำไรออกไป โดยเลือกหุ้น MINT เป็นตัวที่จะฟื้นกลับมาได้เร็วกว่าหุ้นอื่นในกลุ่ม เพราะมีแรงหนุนจากธุรกิจร้านอาหารในไทยที่ฟื้นตัว นอกจากนี้ BA ถือเป็นหุ้นสายการบินที่จะได้แรงหนุนฟื้นตัวในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งมาจากประเด็นการจัดตั้งกองรีทส์สนามบินสมุย
รวมถึงหุ้นในกลุ่มที่จะสามารถเทิร์นอะราวด์ อย่างกลุ่มหุ้นในธีม Anti communityซึ่งในช่วงที่ผ่านมาถูกแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น และมองว่าจะเห็นการฟื้นตัวได้ในไตรมาส 4/65 โดยเฉพาะในหมวดปิโตรเคมี อย่าง SCC จะได้แรงหนุนจากจีนที่ส่งเสริมมาตรการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ CBG ถึงแม้จะโดนแรงกดดันความกังวลจากเมียนมา แต่เชื่อว่าบริษัทสามารถจัดการได้