โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

10 หุ้นที่ควรลงทุน รับตลาดหุ้นฟื้นรอบใหม่ หลังปัจจัยลบทั่วโลก...ผ่านจุดพีคไปแล้ว

Wealthy Thai

อัพเดต 09 ส.ค. 2566 เวลา 06.03 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2565 เวลา 01.12 น. • Maratronman

ถึงแม้ว่าสถานการณ์หรือปัญหาต่างๆยังไม่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามตลาดได้มองทิศทางไว้ข้างหน้าแล้วว่าสัญญาณของปัจจัยลบต่างๆจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ทั้งในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่ทางธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้น หรือตัวเลขเงินเฟ้อจะขึ้นไปทำจุดสูงสุด รวมถึงระดับราคาพลังงานที่ดูเหมือนว่าจะทำจุดสูงสุดไปแล้ว รวมถึงสถานการณ์การระบาดของไวรัส covid-19 ที่ใกล้จะหมดไป แต่สิ่งที่ตลาดยังกังวลคือภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่?
อย่างไรก็ตามจากประเด็นดังกล่าวข้างต้น สิ่งที่พอจะจับใจความและตลาดพอจะคาดการณ์ได้ว่าขณะนี้เงินเฟ้อของสหรัฐได้จะถึงจุดต่ำสุดแล้วที่ระดับ 9.1% ในเดือนมิ.ย.65 หลังจากที่ราคาพลังงานไม่ว่าจะเป็นน้ำมันทรงตัวในระดับไม่เกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และนั่นอาจจะส่งผลให้การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดจากที่มีท่าทีว่าจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งหน้าในการประชุมเดือนส.ค.65 ในอัตรา 1% ลดกลับไประดับแค่เพียง 0.75% และคาดการณ์กันว่าอาจจะเป็นการปรับโทนไปเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยกันเลย
ดังนั้น Wealthy Thai จึงได้รวบรวมคำแนะนำจากนักวิเคราะห์ในธีมการลงทุน หลังจากที่ปัจจัยลบต่างๆที่เข้ามากระทบตลาดหุ้นตามที่กล่าวมานั้นได้เลยจุดพีคไปแล้ว และถือว่าสถานการณ์ได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยนักวิเคราะห์เสียงส่วนใหญ่ให่มุมมองและน้ำหนักการลงทุนไปยังหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มที่ได้รับผลบวกจากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง รวมทั้งสิ้น 10 หุ้น
เริ่มกันที่มุมมองของ นาย ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ระบุว่า หากสถานการณ์หลายๆด้านกำลังผ่านจุดพีคไปแล้วทั้งในเรื่องของเงินเฟ้อและดอกเบี้ย มองว่าหุ้นที่มีโอกาสจะ Outperform กลับมา เช่นหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์อย่าง KBANK-BBL ที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลงไปพอสมควร และถ้าสถานการณ์เงินเฟ้อพีคไปแล้วจริงๆกลุ่มค้าปลีกจะได้ประโยชน์ เช่น CPALL
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า เชื่อว่านักลงทุนได้มีการปรับพอร์ตลดหุ้นมีลักษณะอ่อนไหวต่อกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจไปแล้ว และนักลงทุนกำลังมองหาจังหวะซื้อหุ้นในกลุ่มที่โมเม้นตั้มกำไรเป็นบวก เช่นหุ้นท่องเที่ยว หุ้นห้างสรรพสินค้า และกลุ่มที่ได้ประโยชน์ในเรื่องของการเปิดเมือง
ดังนั้น การที่ในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนได้มีการปรับพอร์ตเพื่อลดสถานะไปแล้ว ถือเงินสดในมือ และถ้ามีปัจจัยเชิงบวกความกังวลในเรื่องตัวเลขต่างๆที่มันออกมาชัดเจนแล้ว โอกาสที่จะเห็นกลับเข้ามาซื้อก็จะมีมากขึ้น ซึ่งหากไปดูตลาดหุ้นสหรัฐเองนั้นก็เริ่มมีสัญญาณการซื้อเชิงบวกที่ดีขึ้น
กลุ่มท่องเที่ยวเลือก SPA และ VRANDA ซึ่งมองว่าในช่วงที่ผ่านมาสามารถ Outperformได้ดีกว่ากลุ่มโรงแรมตั้งแต่ช่วงก่อนการระบาดของเชื้อไวรัส covid-19 ซึ่งตอนนี้ราคาหุ้นยัง laggardอยู่ ส่วนหุ้นห้างสรรพสินค้าเลือก CPN และ CRC ส่วนที่เกี่ยวกับค้าปลีกที่อิงกับการอุปโภคบริโภค เช่น MAKRO ถ้าเปิดประเทศและเปิดเมืองจะทำให้งบดีขึ้นโดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4/65
ปิดท้ายกันที่มุมมองของนายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า กลุ่มหุ้นที่จะรองรับการฟื้นตัวรอบใหม่ อยู่ภายใต้เงื่อนไขการกลับมาของกระแสเม็ดเงินต่างชาติ และกลุ่มเปิดเมือง รวมถึงกลุ่ม Anti Commodities
โดยกลุ่มหุ้นที่จะได้รับแรงหนุนจากการกลับมาของเม็ดเงินต่างชาติ หลังจากที่ในช่วงที่ผ่านมาได้รับผลกระทบเพราะโดนแรงขาย เช่นกลุ่ม ธนาคารพาณิชย์ อย่าง BBL โดยมองว่าหุ้น BBL เทรดที่มูลค่าเพียง 0.5 เท่า P/BV ต่ำกว่าธนาคารใหญ่ตัวอื่น และสินเชื่อภาคธุรกิจจะฟื้นตัวขึ้น หลังจากที่ภาคธุรกิจไม่ได้มีการลงทุนมา 2 ปีแล้ว และยิ่งดอกเบี้ยกำลังจะขึ้นทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นที่จะต้องกู้เงินเพื่อล็อกอัตราดอกเบี้ยไว้
ขณะที่หุ้นในกลุ่มเปิดเมือง หลังจากที่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาสามารถ Outperformได้ดีกว่าตลาด แต่ก็ต้องโดนแรงขายไปในช่วงไตรมาส 2/65 เพราะงบจะออกมาไม่โดดเด่นเท่าที่ควร จึงทำให้ถูกแรงขายทำกำไรออกไป โดยเลือกหุ้น MINT เป็นตัวที่จะฟื้นกลับมาได้เร็วกว่าหุ้นอื่นในกลุ่ม เพราะมีแรงหนุนจากธุรกิจร้านอาหารในไทยที่ฟื้นตัว นอกจากนี้ BA ถือเป็นหุ้นสายการบินที่จะได้แรงหนุนฟื้นตัวในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งมาจากประเด็นการจัดตั้งกองรีทส์สนามบินสมุย
รวมถึงหุ้นในกลุ่มที่จะสามารถเทิร์นอะราวด์ อย่างกลุ่มหุ้นในธีม Anti communityซึ่งในช่วงที่ผ่านมาถูกแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น และมองว่าจะเห็นการฟื้นตัวได้ในไตรมาส 4/65 โดยเฉพาะในหมวดปิโตรเคมี อย่าง SCC จะได้แรงหนุนจากจีนที่ส่งเสริมมาตรการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ CBG ถึงแม้จะโดนแรงกดดันความกังวลจากเมียนมา แต่เชื่อว่าบริษัทสามารถจัดการได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...