โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

IMF ชี้เอเชียถึง “จุดเปลี่ยน” เตือนไทยเสี่ยง “แก่ก่อนรวย” ผลิตภาพ-AI คือทางรอด

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) หรือ IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ในวันแรก 12 ตุลาคมนี้ IMF จะเผยแพร่รายงานฉบับใหม่ “Shaping the Future of Asia: Opportunities and Challenges” เวลา 13.00–14.15 น. โดยนางจอร์จีวากล่าวเปิด นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก เป็นผู้นำเสนอ

รายงานฉบับนี้ประเมินว่าภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกกำลังยืนอยู่บน “จุดเปลี่ยน” หลังเครื่องยนต์เดิมที่เคยขับเคลื่อนปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจตลอด 35 ปี ทั้งแรงงานราคาถูก การส่งออกภาคการผลิต และการเปิดเสรีการค้าโลก เริ่มหมดแรง โดยมีไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงสุด เพราะเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วกว่าระดับรายได้ที่ควรจะเป็น

คริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการ IMF

35 ปีที่เอเชียพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก

รายงานฉบับนี้มี ราหุล อานันท์, โทมัส เฮลบลิง และ กฤษณะ ศรีนิวาสัน เป็นบรรณาธิการ โดยมี คริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการ IMF เขียนคำนำ เนื้อหา 15 บท ต่อยอดจากการประชุม “Asia in 2050” ที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 4-6 มีนาคม 2569

รายงานระบุว่า ระหว่างปี 2533-2566 รายได้ต่อหัวของภูมิภาคเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว สัดส่วนประชากรใต้เส้นความยากจนขั้นรุนแรงลดจากกว่า 25% เหลือต่ำกว่า 5% ส่งผลให้สัดส่วนการมีส่วนร่วมของเอเชียต่อการขยายตัวของจีดีพีโลกเพิ่มจากราว 1 ใน 4 เป็นเกือบ 2 ใน 3 และวันนี้ภูมิภาคนี้มีสัดส่วนเกือบ 40% ของการค้าโลก

หัวใจของความสำเร็จคือสิ่งที่ IMF เรียกว่า “การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” หรือการเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคเกษตรที่ผลิตภาพต่ำ ไปสู่ภาคการผลิตและบริการที่ผลิตภาพสูงกว่า กรณีจีนชัดเจนที่สุด สัดส่วนการจ้างงานภาคเกษตรลดจากราว 60% ปลายทศวรรษ 1980 เหลือต่ำกว่า 25% ในปี 2563

สำหรับไทย รายงานระบุว่า “ชายฝั่งทะเลตะวันออก” เป็นตัวอย่างการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศแบบมีเป้าหมาย ซึ่งนำทั้งทุนและเทคโนโลยีเข้ามาหนุนห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค ในลักษณะเดียวกับปีนังของมาเลเซีย

สัญญาณเตือน ลงทุนหนักแต่ได้ผลน้อยลง

IMF ชี้ว่าเครื่องยนต์เก่าส่งสัญญาณอ่อนแรงมาหลายปี ผลิตภาพชะลอลงทั่วภูมิภาคนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก ขณะที่การค้าสินค้าโลกซึ่งเคยเป็นเครื่องยนต์หลักก็หมดแรงส่ง พร้อมกับสัญญาณ “peak manufacturing” ที่ทำให้โมเดลส่งออกนำการเติบโตซึ่งเอเชียใช้มาครึ่งศตวรรษถูกตั้งคำถาม

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ อัตราการลงทุนต่อจีดีพีของภูมิภาคอยู่ที่ราว 27% ในปี 2567 สูงกว่ายุโรปและสหรัฐมาก แต่ผลตอบแทนของเงินทุนกลับลดลง สะท้อนภาวะ “การจัดสรรทุนผิดที่” โดยทุนกระจุกในบริษัทที่มีผลิตภาพต่ำกว่า รายงานชี้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนเงินทุน เพราะสินเชื่อภาคธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินสูงถึง 143% ของจีดีพี แต่อยู่ที่โครงสร้างระบบการเงินที่พึ่งพาธนาคารเกินไป

ตลาดทุนของภูมิภาคยังเล็กและกระจุกตัวในบริษัทขนาดใหญ่กับรัฐวิสาหกิจ ทำให้ธุรกิจขนาดกลางและย่อมต้องพึ่งเงินทุนตัวเอง IMF เสนอให้ปฏิรูปตลาดทุนให้ลึกขึ้น ลดขั้นตอนจดทะเบียน เพิ่มธรรมาภิบาล ดึงนักลงทุนสถาบันเข้าตลาด และลดการแทรกแซงของรัฐที่บิดเบือนกลไกตลาด เช่น เพดานดอกเบี้ยและการชี้นำสินเชื่อ

ไทยติดกลุ่ม “Post-dividend” สูญวัยแรงงาน 1 ใน 4 ภายในปี 2050

เมกะเทรนด์ที่รุนแรงที่สุดสำหรับไทยคือการเปลี่ยนผ่านทางประชากร รายงานระบุว่าอัตราเจริญพันธุ์ของภูมิภาคลดจากราว 6 คนต่อสตรีหนึ่งคนในปี 2508 เหลือราว 1.6 คนในปี 2569 ต่ำกว่าระดับทดแทน 2.1 คนมาก ขณะที่อายุคาดเฉลี่ยเพิ่มจาก 49 ปีเป็น 74 ปี ผลคือสัดส่วนผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเพิ่มจาก 11% ในปี 2568 เป็นราว 20% ในปี 2593 และอัตราส่วนพึ่งพิงวัยสูงอายุจะเพิ่มเท่าตัวเป็นกว่า 30% กลางศตวรรษ

IMF แบ่งประเทศในภูมิภาคเป็น 3 กลุ่มตามสถานะ “การปันผลทางประชากร” ได้แก่ early-dividend ที่วัยแรงงานยังโตเร็วกว่าประชากรรวม มี 17 เศรษฐกิจ ส่วนใหญ่เป็นหมู่เกาะแปซิฟิกและประเทศรายได้ต่ำ, late-dividend ที่วัยแรงงานยังเพิ่มแต่ช้าลง และ post-dividend ที่วัยแรงงานหดตัวแล้ว ซึ่งประกอบด้วยญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และไทย

รายงานระบุชัดว่ากลุ่ม post-dividend จะสูญเสียประชากรวัยแรงงานราว 1 ใน 4 ภายในปี 2593 คิดเป็นกว่า 1 ใน 3 ของการหดหายของกำลังแรงงานโลกในช่วงเดียวกัน และระบุตรงไปตรงมาว่าไทยกับเวียดนาม “เสี่ยงที่จะแก่ก่อนที่จะรวย” ขณะที่อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ยังเพิ่มแรงงานต่อเนื่อง ศูนย์กลางแรงงานใหม่ของเอเชียจึงกำลังเคลื่อนจากเอเชียตะวันออกไปสู่เอเชียใต้

ข้อเสนอที่ IMF ย้ำคือการเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน ทั้งขยายอายุเกษียณ เพิ่มทักษะดิจิทัล ออกแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นและเหมาะกับผู้สูงวัย รวมถึงปิดช่องว่างระหว่างเพศด้วยสถานเลี้ยงเด็กราคาเหมาะสมและนโยบายลาคลอดที่เท่าเทียม

ระเบิดเวลาการคลัง บำนาญ-สาธารณสุข

ผลพวงที่ตามมาคือภาระงบประมาณ รายจ่ายบำนาญภาครัฐในเอเชียตะวันออกแตะราว 7% ของจีดีพีแล้ว และหากไม่ปรับพารามิเตอร์ของระบบ IMF คาดว่ารายจ่ายบำนาญในกลุ่มเศรษฐกิจพัฒนาแล้วจะเพิ่มเฉลี่ย 2% ของจีดีพี จากราว 6% เป็นกว่า 8% ระหว่างปี 2567-2593 ส่วนกลุ่มตลาดเกิดใหม่เพิ่มเฉลี่ยราว 1%

ที่น่ากังวลกว่าคือรายจ่ายด้านสุขภาพ ซึ่ง IMF คาดว่าจะโตเร็วกว่าบำนาญ เพราะถูกขับด้วยต้นทุนต่อหน่วยที่เพิ่มเกินกว่าปัจจัยด้านประชากร รายงานระบุชื่อไทยอยู่ในกลุ่มที่จะเผชิญการเพิ่มขึ้นมากที่สุด เคียงข้างออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์

กระนั้น รายงานกลับยกไทยเป็นกรณีตัวอย่างของการขยายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยคุมต้นทุนได้ โดยระบุว่าการปฏิรูปปี 2545 และ 2550 ช่วยดันอายุคาดเฉลี่ยจาก 70.6 ปีในปี 2543 เป็น 77.2 ปีในปี 2562 และอัตราตายของทารกลดจาก 19 เหลือ 7 ต่อการเกิดมีชีพ 1,000 คน

แต่โจทย์ระยะถัดไปคือด้านบำนาญ รายงานชี้ว่าไทยมีอัตราเงินสมทบเข้ากองทุนต่ำเพียง 10% หรือต่ำกว่า และความครอบคลุมของบำนาญภาครัฐยังต่ำ โจทย์ร่วมของภูมิภาคคือการขยายความครอบคลุมไปยังแรงงานนอกระบบและพาร์ทไทม์ พร้อมกระจายภาระการคลังระหว่างรุ่นอย่างเป็นธรรม

AI คือตัวแปรชี้ขาด ไทยอยู่กลุ่มกลาง รับได้จริงช่วงปี 2030-2040

คำถามใหญ่ของหนังสือเล่มนี้คือ ผลิตภาพจากเทคโนโลยีใหม่จะชดเชยแรงฉุดดึงจากสังคมสูงวัยได้หรือไม่ ผลการจำลองของ IMF ชี้ว่าการนำ AI มาใช้อย่างกว้างขวางจะหนุนการเติบโตได้ปีละ 0.2-0.8 จุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนา และ 0.5-1.0 จุดในกลุ่มเศรษฐกิจพัฒนาแล้วของภูมิภาค ขึ้นอยู่กับจังหวะการพัฒนาเทคโนโลยี

แต่ประโยชน์จะกระจายไม่เท่าเทียม แบบจำลองของ IMF จัดกลุ่มประเทศตามดัชนีความพร้อมด้าน AI พบว่าญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และสิงคโปร์ พร้อมรับ AI ได้ทันที ขณะที่ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม อยู่ระดับปานกลาง คาดว่าจะปรับโครงสร้างการผลิตสู่ AI เต็มรูปแบบในช่วงทศวรรษ 2030 ถึง 2040 ส่วนบังกลาเทศ กัมพูชา และเนปาล อาจล่าช้าถึงทศวรรษ 2060

ความหมายสำหรับไทยคือ ช่องว่างระหว่างการหดของกำลังแรงงานกับการมาถึงของผลิตภาพจาก AI อาจกินเวลาสิบปี ซึ่งเป็นช่วงที่สังคมสูงวัยกดดันหนักที่สุด ซ้ำร้ายคลื่นการลงทุน AI ทั่วโลกยังอาจดันดอกเบี้ยโลกให้สูงขึ้น กดดันการลงทุนอื่นในตลาดเกิดใหม่ รายงานยังเตือนว่าแรงงานทักษะสูงจะได้ค่าจ้างเพิ่ม ขณะที่แรงงานทักษะต่ำและกลางเสี่ยงถูกแทนที่

อีกด้านที่ไทยมีแต้มต่อคือระบบการชำระเงินดิจิทัล รายงานระบุว่าไทยก้าวสู่ระดับแนวหน้าด้านการชำระเงินผ่านมือถือ ทั้งระบบยืนยันตัวตน D.DOPA ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ GDX และพร้อมเพย์ โดยการเชื่อมพร้อมเพย์กับ PayNow ของสิงคโปร์ ถูกยกเป็นตัวอย่างการลดต้นทุนธุรกรรมข้ามพรมแดนให้ผู้ประกอบการรายย่อย

การค้าแตกขั้ว กับขุมทรัพย์อาเซียนที่ยังไม่ถูกขุด

ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกคิดเป็นกว่า 1 ใน 3 ของการค้าโลก โดยราวครึ่งหนึ่งเป็นการค้าภายในภูมิภาคกันเอง แต่ IMF เตือนว่าภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจที่แตกขั้วกำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การค้าอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่สงครามการค้าสหรัฐ-จีนปี 2561-2562 มาจนถึงมาตรการภาษีของสหรัฐในปี 2568 ซึ่งรายงานระบุว่ากระทบภูมิภาคนี้หนักกว่าภูมิภาคอื่นอย่างไม่ได้สัดส่วน เพราะเปิดรับการค้ามากที่สุด

สิ่งที่ IMF ชี้ว่าเป็นโอกาสคือการรวมกลุ่มกันเองในภูมิภาค การค้าสินค้าขั้นสุดท้ายภายในภูมิภาคอยู่ต่ำกว่า 30% เทียบกับราว 60% ในกลุ่มยุโรปและอเมริกาเหนือ ส่วนการค้าภายในอาเซียนคิดเป็นเพียง 20-25% ของการส่งออกรวม แม้อาเซียนจะเป็นกลุ่มเศรษฐกิจอันดับ 5 ของโลกแล้วก็ตาม

แบบจำลองชี้ว่า หากภูมิภาคทำความตกลงการค้าที่ครอบคลุมกว้างขึ้นและบังคับใช้ได้จริง โดยเฉพาะการลดมาตรการกีดกันที่มิใช่ภาษี จะยกระดับจีดีพีที่แท้จริงของภูมิภาคได้ราว 1.8% ในระยะยาว หรือเทียบเท่าการเพิ่มการเติบโตรายปี 0.1-0.3 จุด อุปสรรคคือความตกลงส่วนใหญ่ยังเป็นแบบทวิภาคี ขาดโครงสร้างพหุภาคีที่ผูกพันทางกฎหมาย

นโยบายอุตสาหกรรมรอบใหม่ แต่ IMF เตือนผลบวกจางเร็ว

อีกประเด็นที่มีนัยต่อการกำหนดนโยบายไทยคือการกลับมาของนโยบายอุตสาหกรรม รายงานพบว่าการใช้มาตรการเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2552 โดยเงินอุดหนุนภายในเป็นเครื่องมือหลัก และราว 80% ของมาตรการมุ่งไปที่สินค้าอุตสาหกรรมและการผลิต ขณะที่ภาคบริการถูกแตะน้อยมาก

ข้อสรุปของ IMF ค่อนข้างตรงไปตรงมา ผลบวกของนโยบายอุตสาหกรรมมักจางหายภายในไม่กี่ปี การอุดหนุนช่วยเพิ่มความได้เปรียบเฉพาะสินค้าที่ประเทศนั้นได้เปรียบอยู่แล้ว ส่วนมาตรการจำกัดการนำเข้าให้ผลเพียงชั่วคราว ในระดับบริษัทยังไม่พบการไล่ตามด้านผลิตภาพอย่างเป็นระบบ กองทุนฯ จึงแนะให้ใช้อย่างระมัดระวังและมีกรอบเวลาสิ้นสุดชัดเจน

กรุงเทพฯ ติดโผนรายชื่อเมืองเสี่ยง และโจทย์ที่เหลือเวลาไม่มาก

เมกะเทรนด์สุดท้ายคือการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน เอเชียเป็นทั้งผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่จากการพึ่งพาถ่านหิน และเป็นภูมิภาคที่เปราะบางที่สุด โดย IMF ระบุชื่อกรุงเทพฯ และนครโฮจิมินห์เป็นตัวอย่างเมืองชายฝั่งหนาแน่นที่เสี่ยงจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ขณะที่รูปแบบมรสุมที่แปรปรวนและความร้อนสุดขั้วกระทบทั้งภาคเกษตรและผลิตภาพแรงงาน

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดก็เปิดโอกาสใหม่ ทั้งพลังงานหมุนเวียน อาคารประหยัดพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า แต่การเข้าถึงแหล่งเงินยังเป็นคอขวด ด้วยพื้นที่การคลังที่จำกัดและต้นทุนกู้ยืมที่สูง

บทสรุปที่ IMF วางไว้คือ เมื่อรวมผลกระทบของสองเมกะเทรนด์หลัก คือประชากรกับเทคโนโลยีใหม่ ผลสุทธิต่อการเติบโตของภูมิภาคอาจเปลี่ยนแปลงไม่ถึง 1 จุดเมื่อเทียบกับปี 2568 หมายความว่าหากผลิตภาพเพิ่มได้มากพอ แรงฉุดจากสังคมสูงวัยจะถูกหักล้างได้เกือบหมด แต่หากเพิ่มน้อย แรงงานที่หายไปจะกลายเป็นตัวหักลบการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ชะตากรรมของเศรษฐกิจไทยในอีก 25 ปีข้างหน้า จึงขึ้นอยู่กับว่าจะยกระดับผลิตภาพได้เร็วเพียงใดก่อนที่โครงสร้างประชากรจะกดดันเต็มที่

ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 20-25 ปี ทั้งบังกลาเทศปี 2584 เวียดนามปี 2588 และอินเดียปี 2590 ข้อความที่รายงานทิ้งท้ายไว้คือ ภูมิภาคนี้จะไม่สามารถเขียนอนาคตด้วยสูตรเดิมได้อีกต่อไป

แหล่งข้อมูล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...