"ยูเครน" ถล่มโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย ฉีกแผนพักรบพลังงาน "ทรัมป์"
ความพยายามหยุดโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานระหว่างรัสเซียกับยูเครนเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหม่ หลังยูเครนกลับมาใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย ท่ามกลางความขัดแย้งกับรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการเพิ่มปริมาณเชื้อเพลิงเข้าสู่ตลาด เพื่อบรรเทาราคาดีเซลและแรงกดดันค่าครองชีพ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ยูเครนโจมตีโรงกลั่นในแคว้นเรียซาน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงมอสโก ซึ่งเป็นของรอสเนฟต์ บริษัทน้ำมันรายใหญ่ที่รัฐรัสเซียควบคุม โรงกลั่นแห่งนี้มีสัดส่วนเกือบร้อยละ 5 ของปริมาณการกลั่นน้ำมันรัสเซีย และเป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำคัญสำหรับเมืองหลวง
ผู้ว่าการแคว้นเรียซานยืนยันว่า การโจมตีด้วยโดรนทำให้เกิดเพลิงไหม้ภายในโรงกลั่น ขณะที่เจ้าหน้าที่ยูเครนระบุว่า เป็นการตอบโต้รัสเซียที่ใช้ขีปนาวุธและโดรนโจมตีในสัปดาห์นี้ รวมถึงเป้าหมายด้านพลังงาน
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมว่า ทั้งสองประเทศตกลงหยุดโจมตีเป้าหมายพลังงาน หลังจากนั้นยูเครนได้ระงับการโจมตีโรงกลั่นรัสเซีย แต่ฝ่ายยูเครนระบุว่า รัสเซียยังเดินหน้าโจมตีโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน จนประชาชนหลายแสนคนไม่มีไฟฟ้าใช้
ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี จึงส่งสัญญาณยุติการระงับโจมตีโรงกลั่น อย่างไรก็ตาม เครมลินระบุว่า ขอบเขตของการหยุดโจมตีพลังงานยังไม่ได้ข้อสรุป พร้อมกล่าวหาว่าปฏิบัติการของยูเครนขัดต่อความพยายามสร้างสันติภาพของสหรัฐฯ ส่วนประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ระบุว่า การโจมตีโรงกลั่นที่ผ่านมาไม่ได้สร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ
ประเด็นที่ต้องติดตามคือปริมาณน้ำมันสำเร็จรูป โดยเฉพาะดีเซล เพราะหากโรงกลั่นต้องลดหรือหยุดเดินเครื่อง อาจทำให้เชื้อเพลิงเข้าสู่ตลาดน้อยลง แม้ยังมีน้ำมันดิบสำหรับผลิตก็ตาม อย่างไรก็ดี รายงานนี้ยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่า โรงกลั่นเรียซานต้องหยุดผลิตมากน้อยเพียงใด และจะใช้เวลาซ่อมแซมนานเท่าใด
ความเสี่ยงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์เพิ่งผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรดีเซลรัสเซีย เพื่อช่วยเพิ่มอุปทานและลดราคา ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน ขณะที่การกลับมาโจมตีโรงกลั่นอาจทำให้เป้าหมายเพิ่มเชื้อเพลิงเข้าสู่ตลาดทำได้ยากขึ้น
ด้านราคาน้ำมัน ตลาดปิดวันที่ 15 ตุลาคมเคลื่อนไหวสวนทางกัน เบรนท์ลดลงร้อยละ 0.13 ปิดที่ 105.92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนเวสต์เท็กซัส เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.03 ปิดที่ 97.97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงหนุนจากสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่ลดลงมากกว่าคาด
ล่าสุด สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ ไออีเอ เห็นชอบระบายดีเซลสำรองมากกว่า 20 ล้านบาร์เรลเข้าสู่ตลาดโดยเร็ว เพื่อเพิ่มอุปทานและบรรเทาราคา สำหรับภาคธุรกิจ หากดีเซลยังตึงตัวต่อเนื่อง ต้นทุนขนส่ง เกษตรกรรม และการกระจายสินค้าจะยังเผชิญแรงกดดัน แม้ราคาน้ำมันดิบบางช่วงจะปรับลดลงก็ตาม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง