‘ภาวุธ’ ฉะหน่วยงานรัฐอืดอาด! อัปเกรดระบบยืนยันตัวตนแค่ 8.4% ยังเสี่ยงสูงข้อมูลรั่วไหล
“ภาวุธ” ซัดหน่วยงานรัฐอัพเกรดระบบความปลอดภัยแค่ 8.4% หลังผ่านไป 2 เดือน ชง 4 มาตรการเร่งด่วนจี้รัฐบาลอุดช่องโหว่ไซเบอร์และประเมินความเสี่ยงต่อเนื่อง
29 ตุลาคม 2569 - ที่รัฐสภา นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. พรรคประชาชน พร้อมคณะ แถลงข่าวติดตามความคืบหน้าการยกระดับมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของหน่วยงานภาครัฐ ภายหลังเกิดเหตุการณ์ข้อมูลและรหัสผ่านของหน่วยงานราชการรั่วไหล เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดมาตรการเร่งด่วนให้หน่วยงานเปลี่ยนรหัสผ่านและปรับปรุงระบบยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) ภายใน 15–30 วัน
นายภาวุธ กล่าวว่า จากการติดตามความคืบหน้าภายหลังผ่านไปกว่า 2 เดือน พบว่า สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) รายงานว่า จากระบบสารสนเทศภาครัฐที่เปิดใช้งานจำนวน 14,828 ระบบ มีเพียง 1,246 ระบบ หรือประมาณ 8.4 % ที่รองรับการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย สะท้อนให้เห็นว่า ระบบส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการปรับปรุงตามมาตรการดังกล่าว จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ 4 ประการ ได้แก่ 1.เปิดเผยความคืบหน้าการปรับปรุงระบบของหน่วยงานภาครัฐ 2.เร่งยกระดับความปลอดภัยของระบบที่มีความเสี่ยงสูงกว่า 2,000 ระบบ 3.กำหนดกรอบเวลาปรับปรุงระบบที่เหลือกว่า 12,000 ระบบให้ชัดเจน และ 4.ประเมินความเสี่ยงและประสิทธิภาพของมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
ด้าน ผู้แทนคณะ กมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เสนอให้หน่วยงานภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยเบื้องต้นที่สามารถปฏิบัติได้ทันที 4 ประการ ได้แก่ 1.เปลี่ยนรหัสผ่านเข้าสู่ระบบสารสนเทศและอีเมลของหน่วยงาน 2.ตรวจสอบและระงับบัญชีผู้ใช้งานที่ไม่มีความจำเป็น 3.ตรวจสอบช่องโหว่และประเมินความปลอดภัยของระบบอย่างสม่ำเสมอ และ 4.จัดเก็บบันทึกการเข้าใช้งานระบบเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
ทั้งนี้ การคุ้มครองข้อมูลราชการและข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันรับผิดชอบ โดยควรเร่งดำเนินมาตรการป้องกันเชิงรุก เพื่อลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูลและยกระดับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของภาครัฐต่อไป