โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

KKP ชี้ช่องลงทุนให้เงินออมโตรับเกษียณ หลังสวัสดิการรัฐจำกัด

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) เปิดเผยว่า คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะโตระดับ 2.5% มีโอกาสโตได้ดีขึ้นจากประโยชน์ที่น่าจะได้จากการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับ AI ซึ่งไทยยังเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์ แต่ในภาพรวมการเติบโตของไทยยังมีตัวฉุดจากอุตสาหกรรมเดิมในภาคส่วนสำคัญหลายกลุ่ม อาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์, ปิโตรเคมี, เครื่องใช้ไฟฟ้า,การก่อสร้าง,ตลาดอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงภาคการท่องเที่ยว จากกำลังซื้อที่ขยายตัวน้อย

ส่วนประเด็นผลกระทบจากความไม่แน่นอน หลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย. 2569 และสถานการณ์เศรษฐกิจยุโรปที่มีการชุมนุมนั้น คาดจะกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยโดยตรงไม่มากนัก แต่คงหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านเซนติเมนต์ยาก จึงยังคาดการณ์เป้าหมายดัชนีหุ้นไทย ณ สิ้นปีนี้จะอยู่ระดับ 1,680 จุด

ปัจจุบัน KKP ยังอยู่ระหว่างทบทวนเป้าหมายดัชนีใหม่ ตามเงื่อนไขการทบทวนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจตามสมมุติฐานใหม่ ที่มีการปรับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม หรือ MPI ของกระทรวงอุตสาหกรรม ตามข้อมูลอุตสาหกรรม รวมถึงการรายงาผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 3 ปี 2569 และมุมมองเศรษฐกิจในระยะถัดไปของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในวันจันที่ 16 พ.ย.นี้

อย่างไรก็ดตาม ถึงสถานการณ์ปัจจุบัน GDP ไทยจะโตต่ำสุดในอาเซียน ทำให้มีข้อจำกัดในการแข่งขันและการลงทุน แต่ทางเลือกการลงทุนไม่ได้จำกัด เนื่องจากนักลงทุนสามารถกระจายไปในต่างประเทศได้ ที่สำคัญการลงทุนยังช่วยให้เงินออมเติบโตและมีเงินเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายหลังเกษียณด้วย ซึ่งควรมีการลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเกษียณ และเกษียณแล้วก็ยังต้องลงทุน เพื่อให้เงินออมได้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ ขณะที่สวัสดิการภาครัฐมีไม่เพียงพอที่รองรับการเกษียณ

ทั้งนี้ KKP มองว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างจากภาวะ “แก่ก่อนรวย” ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนถึง 24% กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่สวัสดิการภาครัฐมีข้อจำกัด โดยแรงงานไทยกว่า 54% ยังอยู่นอกระบบประกันสังคม และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุสามารถครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้เพียงร้อยละ 7 เท่านั้น และรายได้ต่อหัวของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้คนวัยทำงานต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้น

ขณะที่คนไทย 86% ยังไม่มีแผนออมเงินที่ชัดเจนหรือทำตามแผนไม่ได้ และเงินออมกว่า 80% กระจุกตัวในเงินฝากหรือสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ ซึ่งอาจเติบโตไม่ทันเงินเฟ้อ โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นถึง 14.8% ในปี 2569 แต่คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น โดยต้องเตรียมเงินรองรับชีวิตหลังเกษียณอีก 25-30 ปี ทำให้การลงทุนระยะยาวมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้น

นายณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทพบว่าความกังวลที่สุดของคนทำงานคือ ไม่รู้จะเริ่มจัดการการลงทุนอย่างไรเพื่อดูแลชีวิตหลังเกษียณได้อย่างเพียงพอ หรือไม่รู้ว่าเงินก้อนที่มีจะพอเบิกใช้ไปจนวันสุดท้ายหรือไม่ KKP จึงตั้งใจสร้าง Retirement Solutions ขึ้นมา

เพื่อให้ลูกค้าเพียงกำหนดว่าต้องการเกษียณปีไหน จากนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเครื่องมือและผู้เชี่ยวชาญระดับโลกในการดูแล โซลูชันนี้จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยบริหารกระแสเงินสดไปจนถึงอายุ 90 ปี โดยที่ลูกค้าไม่ต้องกังวลกับการจัดการตลอดทาง เพราะการลงทุนเพื่อการเกษียณไม่ควรเป็นการลงทุนเพื่อติดตามผลตอบแทน แต่ควรเป็นการลงทุนที่ทำให้เราสบายใจได้ว่าจะมีชีวิตที่ดีเมื่อถึงเวลาเกษียณ

ทั้งนี้ KKP ร่วมกับ Capital Group เปิดตัว Retirement Solution ภายใต้แนวคิด “Set and Forget” แบ่งการลงทุนเป็น 2 ระยะ ครอบคลุม 2 ช่วงชีวิต คือ

-ระยะที่ 1 สะสมความมั่งคั่ง (สำหรับผู้ที่กำลังเตรียมตัวเกษียณ): กองทุนกลุ่ม KKP Ready Retire โดยลูกค้าเพียงเลือก "ปีเป้าหมายที่จะเกษียณ" ระบบจะใช้กลไกปรับลดความเสี่ยงให้อัตโนมัติเมื่อใกล้วันเกษียณ แต่ยังคงสัดส่วนหุ้นที่เหมาะสมเพื่อรักษาโอกาสในการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว

-ระยะที่ 2 รับกระแสเงินสด (สำหรับผู้ที่ใกล้เกษียณ หรือเกษียณแล้ว): กองทุนกลุ่ม KKP Retirement Income ประกอบด้วย 2 กองทุน KKP Lifelong Income และ KKP Advanced Income โดยกองทุนเกษียณจะทลายกรอบเดิมที่เน้นแต่ตราสารหนี้ ด้วยการผสมผสานหุ้นปันผลคุณภาพสูงเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ และมีกลไกรับกระแสเงินสดอัจฉริยะ (Auto-Redemption) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้เกษียณอายุ ให้รับเงินคืนรายงวดได้อย่างสม่ำเสมอ

หัวใจสำคัญ คือ การเกษียณอย่างมั่นคงไม่ได้วัดแค่เงินก้อนที่สะสมได้ แต่ต้องบริหารเงินให้เติบโตทันค่าครองชีพ และมีรายได้เพียงพอใช้ตลอดชีวิต โดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลานหรือสวัสดิการรัฐเพียงอย่างเดี

ด้านข้อมูลการเสนอขาย กองทุนกลุ่ม KKP Ready Retire ที่ไม่รวมกอง RMF และ KKP Retirement Income เสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 26 ต.ค. - 2 พ.ย. 2569 ที่ผ่านมา ในขณะที่กองทุน KKP Ready Retire ประเภท RMFเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 26 ต.ค. - 3 พ.ย. 2569 เริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำ 1,000 บาท ผู้ที่สนใจสามารถลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน KKP Better และ Dime! หรือขอรับคำปรึกษาได้ที่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ทุกสาขา

ทั้งนี้ สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย KKP ยังแนะนำให้เน้นหุ้นในกลุ่มปลอดภัยที่มีแรงหนุนระยะยาว อย่าง กลุ่มธนาคาร ที่มีโอกาสเติบโตไปกับการขยายตัวของสินเชื่อ ตามดีมานด์การเพื่อการลงทุนในระยะถัดไปและปันผลที่สูง รวมถึงกลุ่มเฮลธ์แคร์ และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ที่มีโอกาสฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...