กรมชลฯ ยัน 2 เขื่อนใหญ่ยังรับน้ำเหนือได้ เฝ้าระวังบางปะกง-เพชรบุรี จับตาฝนหนัก 10–13 ต.ค.
วันที่ 5 ต.ค.69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัย ถึงสถานการณ์น้ำว่า สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันเขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 68% และเขื่อนสิริกิติ์ 81% ยืนยันว่า เขื่อนทั้ง 2 แห่ง มีความจุที่เป็นที่ว่างเพียงพอกับการรับน้ำในภาคเหนือแน่นอน ส่วนเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ปัจจุบันปริมาณน้ำที่ปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ที่มีปริมาณน้ำลดลงเช่นกัน นายธเนศร์ กล่าวว่า ส่วนการบริหารจัดการปริมาณน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท จากปัจจุบันที่คงการระบายไว้ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่เนื่องจากมีความจำเป็นต้องพร่องน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาที่ได้รับผลกระทบในปัจจุบัน เพื่อรองรับในกรณีกรมอุตุนิยมวิทยาได้มีการพยากรณ์ไว้ว่า ช่วงวันที่ 5 - 11 ต.ค. อาจจะมีฝนตกบริเวณ จ.กำแพงเพชร ในเขตแม่น้ำปิง และ จ.อุทัยธานี เราจึงจำเป็นต้องมีช่องว่างเพียงพอในการรองรับสถานการณ์น้ำที่อาจจะตกเพิ่มขึ้นในเขตแม่น้ำปิง ทำให้เรามีความจำเป็นต้องคงการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งอัตรานี้จะส่งผลต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ตั้งแต่ จ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กทม. และสมุทรปราการ นายธเนศร์ กล่าวว่า ซึ่งสถานการณ์น้ำที่มีการะบาย 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีนั้นมาถึง กทม.และไหลผ่าน จ.สมุทรปราการแล้ว ตามที่ได้มีการสังเกตการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา จะเห็นว่ายังทรงตัวอยู่ ทั้งในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา กทม.และปริมณฑล คงมีการเฝ้าระวังเฉพาะพื้นที่ริมตลิ่งที่อยู่นอกคันกั้นน้ำทั้งหมด รวมถึงตรวจตราคันกั้นน้ำทั้งในเขต จ.ปทุมธานี นนทบุรี ซึ่งเมื่อวันที่ 4 ต.ค. นายกรัฐมนตรีได้มีการสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและกรมชลประทานร่วมกันในการดำเนินการตรวจสอบคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา เรามั่นใจว่า ระดับน้ำที่เราระบายไปในปริมาณนี้ไม่มีผลกระทบที่จะล้นคันกั้นน้ำของ กทม. หรือปริมณฑล เข้าสู่ในเขตตัวเมืองอย่างแน่นอน ซึ่งเราการเฝ้าระวังจะเป็นเฝ้าระวังน้ำฝนที่จะตกในพื้นที่ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงานว่า วันที่ 5 ต.ค. หรือ 10 – 11 ต.ค. อาจจะมีฝนตกมากในภาคกลาง นายธเนศร์ กล่าวว่า ในส่วนของภาคตะวันตก ลุ่มน้ำแม่กลอง จะเห็นได้ว่า การระบายน้ำที่เขื่อนแม่กลอง จ.กาญจนบุรี มีแนวโน้มที่ลดลงเรื่อยๆ ส่วนปริมาณน้ำที่เขื่อนวชิราลงกรณ และเขื่อนศรีนครินทร์ จะต้องมีการบริหารจัดการร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และจะมีการระบายลงมาให้มีความเหมาะสม ไม่ส่งผลอย่างรวดเร็ว หรือมีผลกระทบมากจนเกินไป หรือบางครั้งอาจไม่มีผลกระทบเลย ตรงนี้เราจะบริหารจัดการน้ำร่วมกันในการระบายน้ำจากเขื่อนมาสู่เขต จ.ราชบุรี กาญจนบุรี และสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นส่วนท้ายของแม่น้ำแม่กลอง นายธเนศร์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ตอนนี้คงต้องเฝ้าระวังในเขตลุ่มน้ำบางปะกง ปัจจุบันน้ำท่วมอยู่ที่ จ.ปราจีนบุรี มีแนวโน้มลดลงอย่างช้าๆ และลงมารวมกับแม่น้ำนครนายก ซึ่งปัจจุบันมีการลดการระบายน้ำจากเขื่อนขุนด่านปราการชลแล้ว น้ำดังกล่าวมารวมกันเป็นแม่น้ำบางปะกง สถานการณ์น้ำยังอยู่ในช่วงที่ต้องติดตามเฝ้าระวัง เนื่องจากมวลน้ำจากแม่น้ำปราจีนบุรีได้มาถึงตัวแม่น้ำบางปะกงแล้ว ซึ่งต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในเขตตัวลุ่มน้ำบางปะกง ส่วนของ จ.เพชรบุรี ด้านบนเหนือแม่น้ำเพชรบุรี ในเขื่อนแก่งกระจานซึ่งเป็นเขื่อนหลัก ทางอธิบดีกรมชลประทานได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักชลประทานในพื้นที่เร่งพร่องน้ำ โดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณเขื่อนแก่งกระจาน เพื่อเร่งพร่องน้ำลงมาก่อน และให้มีการตรวจตราระบบระบายน้ำในเขต จ.เพชรบุรี ให้มีความพร้อมใช้งาน ปัจจุบันมีความพร้อมใช้งาน 100% ในการรับน้ำกรณีที่น้ำล้นเขื่อนหรือมีฝนที่ตกมากในเขต จ.เพชรบุรี เรามีความพร้อมเต็มที่ในการรับน้ำที่จะมาในตัวเมืองเพชรบุรี ที่มีแนวโน้มตั้งแต่วันที่ 10 – 11 ต.ค. ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้รายงาน นายธเนศร์ กล่าวว่า สำหรับลักษณะฝนที่ตกในพื้นที่ภาคใต้ จะมีในภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ จ.ชุมพร นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ได้มีการเตรียมความพร้อมระบบระบายน้ำที่จะรับน้ำซึ่งตกในเขตภูเขาและหลากลงมาในพื้นที่เมือง โดยมีความพร้อมในการระบายน้ำในเขตพื้นที่ภาคใต้