โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

หอการค้าชี้เงินหมื่นหมุน 2 รอบ ช่วยดัน “จีดีพี” แตะ 3%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 ก.ย 2567 เวลา 01.52 น. • เผยแพร่ 21 ก.ย 2567 เวลา 00.02 น.

ภาคเอกชนขานรับแจก 1 หมื่น เฟสแรก 1.45 แสนล้าน หอการค้าฯคาดเงินหมุนอย่างน้อย 2 รอบ อาหาร-สินค้าอุปโภคได้อานิสงส์มากสุด ขณะที่สหพัฒน์คาดคนจะเน้นใช้จ่ายสิ่งจำเป็นก่อน รมว.คลังเชื่อดันจีดีพีปีนี้โตถึง 3% ยืนยันเฟส 2 อีก 36 ล้านคนได้แน่นอน ขณะที่สภาพัฒน์ประเมินตัวเลขเติบโตเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน เผยเดือน ต.ค.ดีเดย์ให้คนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนลงทะเบียนผ่าน 3 แบงก์รัฐ ทั้งออมสิน-ธ.ก.ส.-ธอส. นายกฯนัดประชุม กก.กระตุ้นเศรษฐกิจ ก่อนทยอยออกมาตรการเป็นระยะ ๆ

หอการค้าฯเชื่อเงินหมุน 2 รอบ

ความคืบหน้าการแจกเงิน 1 หมื่นบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลุ่มเปราะบางและผู้พิการเฟสแรกวันที่ 25 ก.ย.นี้ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยประเมินว่า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกเงินหมื่นบาทในรูปเงินสดให้กับกลุ่มเปราะบางนั้น เชื่อว่าประชาชนกลุ่มเปราะบางเมื่อได้เงินแล้วจะใช้จ่ายเงินทันที

โดยผู้ประกอบการในธุรกิจอาหารและของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันจะได้รับอานิสงส์เป็นลำดับแรก ๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างน้อย 2 รอบ และจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ในช่วง Q4 ของปีนี้ให้เติบโตราว 3.5-4% ขณะที่ในภาพรวมจะช่วยกระตุ้น GDP ของทั้งปีให้เพิ่มขึ้นอีก 0.2-0.3% เป็น 2.7-2.8% จากเดิมที่คาดว่า 2.5%

สหพัฒน์ประเมินแจก 1 หมื่น

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เงินสด 1 หมื่นบาทที่รัฐบาลให้กลุ่มเปราะบางนั้น จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะสินค้า FMCG หรือสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จำหน่ายเร็วและมีต้นทุนต่ำได้ แต่ผลลัพธ์อาจไม่หวือหวาและเห็นได้ทันที เหมือนกับนโยบายก่อน ๆ

เนื่องจากครั้งนี้ไม่มีเงื่อนไขรูปแบบการใช้ และช่วงเวลาที่ต้องใช้ให้ทัน ทำให้เชื่อว่าเม็ดเงินจำนวนหนึ่งจะถูกนำไปชำระหนี้สิน หรือค่าสาธารณูปโภคซึ่งเป็นความจำเป็นเร่งด่วนในชีวิตประจำวันก่อน ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะทยอยใช้จับจ่ายสินค้า-บริการในระยะยาว เพราะไม่มีเงื่อนเวลาบังคับ

คาดใช้เงินแก้ปัญหาเร่งด่วน

ทั้งนี้ บริษัทยังไม่มีแผนจัดโปรโมชั่นหรือแคมเปญสำหรับกระตุ้นการจับจ่ายจากเม็ดเงินจำนวนนี้ เนื่องจากมองว่าช่องทางจำหน่ายที่มี เช่น ร้านสะดวกซื้อ Lawson 108 ยังมีสาขาไม่มากพอที่จะได้ผลลัพธ์คุ้มค่า โดยจะมีเพียงการจัดแคมเปญส่งเสริมการขายตามปกติ

“เป็นเรื่องปกติที่ผู้บริโภคจะเลือกแก้ปัญหาที่เร่งด่วนก่อน เพราะหากไม่จ่ายค่าไฟก็โดนตัดไฟ ไม่จ่ายหนี้ก็ต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่ม” นายเวทิตกล่าว

“ยิ่งเจริญ” ตั้งเป้ายอดพุ่ง 20%

นายสายชล สวัสดิชัย ผู้จัดการอาวุโสตลาดยิ่งเจริญ กล่าวว่า นโยบายแจกเงินหมื่นของรัฐบาล จะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อการจับจ่ายใช้สอยของบรรดาผู้ซื้อและผู้ค้าอย่างแน่นอน โดยคาดว่าจำนวนลูกค้าและยอดขายจะเพิ่มขึ้นราว 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อประเมินจาก “นโยบายคนละครึ่ง” ของรัฐบาลชุดก่อน

ทางตลาดและบรรดาผู้ค้าอยู่ระหว่างคิดโปรโมชั่นและแคมเปญรองรับนโยบายแจกเงินเพื่อเอื้อให้เกิดการจับจ่ายมากที่สุด

“เราเป็นศูนย์รวมของผู้ค้ารายย่อย มีสินค้าหลากหลายประเภท และมีลูกค้าหลากหลายกลุ่ม จะเห็นการหมุนเวียนของเม็ดเงินแน่นอน” นายสายชลกล่าว

สำหรับสถานการณ์ในภาพรวมของตลาดยิ่งเจริญ นับจากต้นปีที่ผ่านมา เขาระบุว่า ผู้ค้ารายย่อยเลือกสต๊อกสินค้าลดลงเช่นกันกับผู้ซื้อที่คิดมากขึ้นในการจับจ่ายใช้สอย ตามภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ตลาดยิ่งเจริญในฐานะเจ้าของพื้นที่พยายามประคับประคอง และคาดว่าช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ สถานการณ์จะดีขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

ชี้เงินหมื่นดันจีดีพีปีนี้พุ่ง 3%

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2567 แจกเงินผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ จำนวน 14.55 ล้านคน คนละ 10,000 บาท แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ กลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 12.4 ล้านราย และผู้พิการอีกประมาณ 2.1 ล้านราย

คาดว่าการมีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวน 145,552.40 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.35% ต่อปี เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการ ดังนั้น เมื่อรวมกับผลของโครงการคาดว่าจะส่งผลให้จีดีพีปี 2567 ขยายตัวได้ 3%

ยืนยันแจกเฟส 2 แน่นอน

“เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น จะช่วยก่อให้เกิดการผลิต การค้าขาย การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่งตามมา ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจะเอื้อให้ภาครัฐสามารถจัดเก็บภาษีอากรได้เพิ่มขึ้นในระยะต่อไป” นายพิชัยกล่าวและว่า ส่วนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต เฟส 2 สำหรับกลุ่มผู้ที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น “ทางรัฐ” ไว้แล้ว ประมาณ 36 ล้านคน จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

มาตรการนี้นอกจากจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังเป็นการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

สภาพัฒน์ประเมินตัวเลข

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวว่า โครงการแจกเงิน 10,000 บาท จะมีส่วนช่วยผลักดันให้จีดีพีขยายตัวได้เพิ่มเติมอีกประมาณ 0.35% ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกันกับกระทรวงการคลัง

“ตัวเลขที่ สศช. ประมาณการจีดีพีปี 2567 ไว้ หากยังไม่ได้รวมผลของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ จีดีพีปีนี้จะขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 2.3-2.8% (ค่ากลาง 2.5%) ซึ่งเมื่อมาตรการนี้เข้ามา ก็จะมีส่วนช่วยเสริมให้ขยายตัวได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม จีดีพีปี 2567 จะขยายตัวได้ 3% หรือไม่นั้น ต้องดูสถานการณ์ช่วงที่เหลือของปี อาจจะมีอะไรเข้ามา ก็ยังไม่รู้ แต่ถ้าสถานการณ์ปกติแบบนี้ ก็คงไปได้ระดับหนึ่ง” นายดนุชากล่าว

ต.ค.ถึงคิวไม่มีสมาร์ทโฟน

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเปิดลงทะเบียนโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต สำหรับผู้ที่ไม่มีกลุ่มสมาร์ทโฟน ผ่าน 3 สถาบันการเงินของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ทุกสาขาทั่วประเทศ ภายในเดือน ต.ค.นี้

ยืนยันว่ารอบนี้จะไม่เลื่อนลงทะเบียนออกไปอีก เพราะเป็นช่วงที่ดำเนินการเฟสแรก สำหรับกลุ่มเปราะบางแล้วเสร็จ ส่วนกำหนดวันลงทะเบียนที่ชัดเจนให้รอหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ (บอร์ด) ที่มี น.ส.แพทองธาร เป็นประธาน ซึ่งประชุมนัดแรกภายในต้นสัปดาห์หน้า

เปิดบัญชีผ่าน 3 แบงก์รัฐ

“กรอบเวลารับลงทะเบียน จะกำหนดระยะเวลาอยู่ที่ 1 เดือนเหมือนกับเฟสแรก และจะไม่ขยายวันเพิ่มอีก ส่วนการโอนเงินไปยังประชาชนจะดำเนินการผ่านระบบวอลเลต ที่อยู่ในระบบกลางของรัฐบาล โดยรัฐบาลจะโอนตรงไปยังบัญชีธนาคารของประชาชนผู้มีสิทธิ แต่บัญชีธนาคารจะต้องเป็น 3 แบงก์รัฐ คือ ออมสิน ธ.ก.ส. และ ธอส.เท่านั้น

เมื่อลงทะเบียนแล้วจะใช้เวลาตรวจสอบคุณสมบัติ รวมถึงใช้เวลาในการประกาศผลไม่นาน ส่วนเงินที่ประชาชนเฟส 2 จะได้รับเมื่อไรนั้น ต้องรอความพร้อมของระบบอีกหน่อย” นายจุลพันธ์กล่าวและว่า

ส่วน 3 แบงก์รัฐ มั่นใจว่ามีความพร้อมรับลงทะเบียน หากรัฐบาลประกาศกดปุ่มเริ่มเมื่อไร แบงก์จะสามารถดำเนินการและมีระบบรองรับได้ทันที

เนื่องจากกระทรวงการคลังและแบงก์ได้มีการหารือ และเทรนด์ระบบร่วมกันนานแล้ว จึงเชื่อว่าเมื่อถึงวันเปิดรับลงทะเบียนตามสาขาแบงก์จะไม่มีปัญหาใด ๆ

รัฐบาลตั้งทีมกระตุ้นเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ลงนามในหนังสือแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว เพื่อเป็นการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ สามารถสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ควบคู่กับการบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก

รวมทั้งผลักดันโครงการดิจิทัลวอลเลต ซึ่งเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงการพัฒนาศูนย์ข้อมูลภาครัฐ ที่มุ่งการพัฒนานโยบายที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อการพัฒนาหมู่บ้าน ชุมชน และการประกอบอาชีพ ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการประชุมนัดแรกในสัปดาห์หน้า

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากนี้จะได้เห็นมาตรการกระตุ้นเเศรษฐกิจทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หอการค้าชี้เงินหมื่นหมุน 2 รอบ ช่วยดัน “จีดีพี” แตะ 3%

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...