นักวิจัย ชี้ ปลูกไม้วงศ์ยาง ได้ “เห็ดมูลค่าสูง” ช่วยฟื้นเศรษฐกิจชุมชน
นักวิจัย ชี้ ปลูกไม้วงศ์ยาง ได้ “เห็ดมูลค่าสูง” ช่วยฟื้นเศรษฐกิจชุมชน
เคยสงสัยไหมว่า ทำไม ผู้ใหญ่จึงมักพูดติดปากว่าให้กิน “หมู เห็ด เป็ด ไก่” เพราะมีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำไมเห็ดจึงถูกจัดหมวดหมู่อยู่กับสัตว์ ทำไมไม่อยู่กับพืช
ผศ.ดร.จิตรตรา เพียภูเขียว จากภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไขข้อข้องใจว่า สมัยก่อนคนคิดว่าเห็ดเป็นพืช แต่ความจริงแล้วเห็ดมีวิวัฒนาการหรือมีบรรพบุรุษร่วมกับสัตว์ไม่ใช่พืชเลย จึงไม่แปลกที่เวลาเรากินเห็ดจะมีรสหวานแบบผงชูรส เนื่องจากในดอกเห็ดมีอะมิโนแอซิด ที่เรียกว่ากลูตามิกแอซิด รสชาติจึงคล้ายกัน
เห็ดมีรสชาติอร่อย ได้โปรตีนสูง คนอีสานและคนเหนือจะนิยมกินเห็ดมาก เนื่องจากมีทางเลือกน้อย นอกจากแมลงแล้ว ก็มีเห็ดที่เป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญเทียบเท่าเนื้อสัตว์ เวลาถึงฤดูเก็บเห็ดเขาจะมีความสุขกันมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เห็ดอยู่ในวิถีของชาวบ้านมาช้านาน และคนโบราณ ฉลาดมากที่สามารถแยกเห็ดออกจากพืชมาอยู่ในกลุ่มสัตว์ที่ให้โปรตีนสูง
เราจึงพยายามที่จะให้ชาวบ้านเพาะเห็ด นอกจากจะเป็นอาหารในครัวเรือนแล้ว ยังสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อีกด้วย แต่เห็ดมูลค่าสูงจะต้องเกิดจากไม้วงศ์ยาง ที่ปัจจุบันเหลือน้อยมาก เนื่องจากมีการตัดไม้ทำลายป่ามาอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีหลายหน่วยงานพยายามส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการฟื้นฟูป่า โดยการปลูกป่าเพิ่ม แต่ก็เอาไม้ที่ไม่ใช่วิถีชีวิตของชาวบ้านมาปลูก จึงมีคำถามว่า “ปลูกป่าแล้วได้อะไร”
“รู้ว่าชาวบ้านชอบกินเห็ด จึงได้ทำการสำรวจ ค้นคว้า วิจัย จนได้พบกับ “ราเอคโตไมคอร์ไรซา” ที่จะเติบโตได้ดีในไม้วงศ์ยาง จึงให้ชาวบ้านปลูกป่าประเภทไม้วงศ์ยาง ซึ่งนอกจากจะได้ต้นไม้ที่จะเติบใหญ่เป็นป่าในอนาคตแล้ว ยังได้เห็ดหลายชนิดที่ขึ้นบริเวณรากต้นไม้เป็นผลพลอยได้ ช่วยเพิ่มช่องทางหาเลี้ยงชีพให้ชาวบ้านและเกษตรกรไทย เพราะเห็ดก็คือพืชวิถีชีวิตของเกษตรกร” ผศ.ดร.จิตรตรา กล่าว
และว่า คณะวิจัยฯ ได้เลือก จ.น่าน นำร่อง เนื่องจากเป็นหนึ่งในจังหวัดทางภาคเหนือที่เคยมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผลพวงจากการพัฒนาสมัยใหม่ทำให้พื้นที่ป่าถูกบุกรุกทำลายจนกลายเป็นป่าเสื่อมโทรม หลายพื้นที่กลายเป็นเขาหัวโล้น ทำให้คุณภาพของน้ำแย่ลงเรื่อยๆ เมื่อเกิดน้ำหลาก จะพัดพา ดิน โคลน ตะกอน ไหลลงสู่แหล่งน้ำที่เป็นเส้นชีวิตของชุมชน และเมื่อถึงฤดูแล้ง ก็จะเพาะปลูกไม่ได้เนื่องจากสภาพดินเสียความสมบูรณ์
“เราเริ่มต้นจากการเพาะเลี้ยงราเอคโตไมคอร์ไรซาในห้องปฏิบัติการ แล้วนำไปขยายใส่ให้กับ กล้าไม้วงศ์ยางที่เรือนเพาะชำ หลังจากปลูกต้นไม้วงศ์ยางได้ 4-5 ปี มีเห็ดขึ้นบริเวณรากต้นไม้ จากนั้นได้ขยายผลมาทำโครงการวิจัยในพื้นที่ของจุฬาฯ ใน จ.สระบุรี ซึ่งพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ถูกบุกรุกทำลายเช่นกัน” ผศ.ดร.จิตรตรา กล่าว
จากคลุกคลีกับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับราไมคอร์ไรซามากว่า 20 ปี ดร.จิตรตรา อธิบายถึงความพิเศษของราชนิดนี้ว่า “ไมคอร์ไรซา (Mycorrhiza) มีที่มาจากคำว่าไมคอร์ที่แปลว่า “รา” กับไรซาที่แปลว่า “ราก” ไมคอร์ไรซาจึงหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างรากับรากพืชแบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เชื้อราไมคอร์ไรซาจะหาน้ำและแร่ธาตุต่างๆ ส่งให้พืช
ในขณะที่พืชสังเคราะห์แสงแล้วสร้างอาหารส่งลงมายังรากซึ่งมีเส้นใยราอยู่รอบๆ ซึ่งนอกจากราจะหาอาหารให้พืชแล้ว ยังทำให้พืชแข็งแรง ช่วยป้องกันอันตรายจากเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นสาเหตุของโรคพืชอีกด้วย และพบว่าพืชที่มีราไมคอร์ไรซาอาศัยอยู่จะเจริญเติบโตได้ดี ทนแล้ง ทนต่อความเป็นกรดด่างของดินได้ ทำให้พืชมีอัตราการรอดตายสูง
จากรายงานการศึกษาวิจัยปัจจุบัน ทำให้ทราบว่า ไมคอร์ไรซามีบทบาทสำคัญมากกับระบบนิเวศป่า ทั้งนี้ เนื่องจากเส้นใยราไมคอร์ไรซาใต้ดินที่แผ่ขยายไปทั่วผืนป่าเป็นเครือข่ายที่ต้นไม้ในป่าใช้สื่อสารซึ่งกันและกันทั้งเรื่องของอาหาร สารเคมีต่างๆ ที่ใช้ในการเจริญเติบโตและการอยู่รอด หรือที่เรียกว่า “Wood Wide Web” ทำให้เราทราบว่าต้นไม้ในระบบนิเวศป่ามีการติดต่อสื่อสารหรือคุยกันผ่านสายใยของราไมคอรไรซานี้เอง
ไมคอร์ไรซา สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เอคโตไมคอร์ไรซา (ectomycorrhiza) เป็นราที่เจริญอยู่รอบรากพืชและรอบๆ เซลล์รากพืช และ เอ็นโดไมคอร์ไรซา (endomycorrhiza) เป็นราที่เจริญอยู่ในเซลล์พืช “เอคโตไมคอร์ไรซามีความสำคัญต่อระบบนิเวศ โดยอยู่อาศัยร่วมกับรากพืชจำพวกไม้ป่า เช่น ไม้วงศ์ยาง เช่น ยางนา ยางแดง เหียง ตะเคียน พลวง พะยอม เต็ง รัง ฯลฯ ไม้วงศ์ก่อ วงศ์สนเขา และวงศ์ยูคาลิปตัส
และยังเป็นราที่สร้างดอกเห็ด ซึ่งเป็นโครงสร้างสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของรากลุ่มนี้ โดยอาศัยความชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญขึ้นมาเป็นดอกเห็ด สร้างสปอร์แพร่ขยายพันธุ์ต่อไปเป็นวัฏจักรหมุนเวียนไป
ผศ.ดร.จิตรตรา กล่าวอีกว่า หลังจากลงมือปลูกกล้าไม้วงศ์ยางนาที่มีราเอคโตไมคอร์ไรซา เพียง 4 ปีก็จะมีเห็ดขึ้นโดยรอบต้นไม้ โดยในตอนแรกจะพบเห็ดน้ำหมากเป็นส่วนมาก และในปีต่อๆ มา เมื่อต้นไม้เริ่มใหญ่ขึ้น จำนวนดอกเห็ดจะลดลง แต่มีความหลากหลายมากขึ้นตามฤดูกาล เช่น เห็ดเผาะจะพบมากในช่วงปลายร้อนต้นฝน หรือราวเดือนพฤษภาคม
ส่วนในช่วงหน้าฝน เห็ดไมคอร์ไรซาที่พบมาก ได้แก่ เห็ดระโงกต่างๆ เห็ดน้ำหมาก เห็ดตะไคล เห็ดผึ้ง เห็ดขมิ้น เป็นต้น ซึ่งปริมาณความชื้นในดินจะเป็นตัวกำหนดชนิดและความหลากหลายของเห็ด นอกจากนี้ เมื่อป่ามีความสมบูรณ์ขึ้น เห็ดอื่นๆ ที่ไม่ใช่เห็ดไมคอร์ไรซาก็จะเกิดขึ้น เช่น เห็ดโคน เห็ดลม เห็ดขอน เป็นต้น
“เห็ดเผาะ เห็ดระโงก เห็ดหมาก ฯลฯ เป็นเห็ดประเภทไมคอร์ไรซา ที่มีราคาแพงเนื่องจากเพาะขึ้นเองไม่ได้ แต่จะเกิดขึ้นบริเวณรากของต้นไม้ในป่าเท่านั้น เห็ดเหล่านี้ จะโตในป่าเต็งรังซึ่งเป็นไม้วงศ์ยาง ดังนั้น ถ้าอยากได้เห็ดต้องปลูกต้นไม้” ผศ.ดร.จิตรตรา กล่าว
นอกจากพื้นที่ทางภาคเหนือแล้ว ผศ.ดร.จิตรตรา กล่าวว่า วิธีการปลูกป่าในโครงการนี้สามารถนำไปใช้กับการปลูกป่าไม้พื้นถิ่นได้ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย เพราะไม้วงศ์ยาง ไม่เพียงสร้างรายได้เสริมให้ชาวบ้าน แต่ยังเป็นหนึ่งในไม้ที่ช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้เป็นอย่างดีด้วย นี่คือคำตอบว่า ปลูกป่าแล้วได้อะไร
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : นักวิจัย ชี้ ปลูกไม้วงศ์ยาง ได้ “เห็ดมูลค่าสูง” ช่วยฟื้นเศรษฐกิจชุมชน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.sentangsedtee.com