โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

ยกระดับ “กล้วยน้ำว้าปากพนัง”พืชเสริมสร้างรายได้ให้เกษตรกร

เดลินิวส์

อัพเดต 28 ส.ค. 2568 เวลา 14.37 น. • เผยแพร่ 28 ส.ค. 2568 เวลา 07.37 น. • เดลินิวส์
กรมวิชาการเกษตร รุด ถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับ “กล้วยน้ำว้าปากพนัง”พืชเสริมสร้างรายได้ให้เกษตรกรก่อนเก็บเกี่ยวพืชหลัก

นายภัสชญภณ หมื่นแจ้ง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในฐานะโฆษกกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครศรีธรรมราช กรมวิชาการเกษตร ได้เดินหน้าส่งเสริมการผลิต “กล้วยน้ำว้าปากพนัง” ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการสวนที่ถูกต้องและเหมาะสมแก่เกษตรกร ในพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและสร้างในชื่อ “กล้วยน้ำว้าลุ่มน้ำปากพนัง” เป็นพืชเศรษฐกิจท้องถิ่นที่มีความต้องการสูงในตลาด เนื่องจากมีอัตลักษณ์โดดเด่นและมีลักษณะเฉพาะตัว ผิวผลสวย เปลือกบาง เนื้อแน่น ไส้เหลือง ไร้เมล็ด และรสชาติหวาน นอกจากนิยมบริโภคสดแล้ว ยังสามารถแปรรูปได้หลากหลาย ปัจจุบันมีเกษตรกรปลูกจำนวน 486 ครัวเรือน พื้นที่รวมกว่า 1,295 ไร่ โดยเกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกแบบสวนหลังบ้านปลูกกระจัดกระจายทั่วไปไม่มีการดูแลเหมือนพืชหลัก หรือปลูกเป็นพืชแซมในแปลงมะพร้าวปลูกใหม่ และสวนปาล์มน้ำมันปลูกใหม่ เพื่อสร้างรายได้เสริมก่อนการเก็บเกี่ยวพืชหลัก

ปัจจุบันการผลิตกล้วยน้ำว้าปากพนัง ยังมีปริมาณผลผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากเกษตรกรยังขาดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการจัดการสวนที่ถูกต้องเหมาะสมทำให้ผลผลิตด้อยคุณภาพ ซึ่งหากมีการนำเทคโนโลยีการผลิตกล้วยน้ำว้าของกรมวิชาการเกษตรมาปรับใช้จะทำให้สามารถเพิ่มผลผลิตกล้วยน้ำว้าปากพนังให้แก่เกษตรกรได้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครศรีธรรมราช จึงได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตให้กับเกษตรกร โดยเน้นการใช้ปุ๋ยเคมีตามความต้องการของพืช การตรวจวิเคราะห์ดิน และการใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต เพื่อช่วยเพิ่มความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสในดิน ลดต้นทุนปุ๋ย และเพิ่มผลผลิตได้ถึง 10-15% นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยชีวภาพไมคอร์ไรซา ซึ่งเป็นกลุ่มราที่ช่วยให้พืชดูดซับธาตุอาหารสำคัญได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในดินที่มีปัญหาการตรึงฟอสเฟต พร้อมกับถ่ายทอดเทคนิคการตัดแต่งต้นและใบเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม

นายอุดมพร เสือมาก ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ได้ให้คำแนะนำเกษตรกรใช้ ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต รองก้นหลุม อัตรา 10 กรัม/หลุม หรือ โรยรอบทรงพุ่ม อัตรา 50-100 กรัม/ต้น โดยคลุกผสมกับปุ๋ยอินทรีย์โรยรอบทรงพุ่มแล้วกลบดิน ส่วนปุ๋ยชีวภาพอาร์บัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา ให้รองก้นหลุม อัตรา 10 กรัม/ต้น หรือ โรยรอบทรงพุ่ม อัตรา 20-50 กรัม/ต้น แล้วพรวนดินกลบ ตัดแต่งหน่อหลังปลูกประมาณ 3-4 เดือนหลังปลูก และประมาณ 7-8 เดือน หลังปลูกควรมีการไว้หน่อทดแทน 1-2 หน่อ โดยหน่อที่ 1 และที่ 2 ควรมีอายุห่างกันประมาณ 4 เดือน โดยเลือกหน่อที่อยู่ในทิศทางที่ตรงกันข้าม พร้อมกับให้คำแนะนำให้ตัดแต่งใบให้เหลือประมาณ 7–12 ใบ ต่อกอ เพื่อช่วยป้องกันการโค่นล้มของต้นกล้วยในช่วงออกปลี

“กรมวิชาการเกษตรมีโครงการที่จะจัดทำแปลงทดสอบเทคโนโลยีการผลิตแบบเกษตรกรมีส่วนร่วม ในพื้นที่นำร่อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้ ทดลอง และนำเทคโนโลยีไปปรับใช้ในสวนของตนเองได้จริง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพผลผลิตให้มีมาตรฐานและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางการตลาดในอนาคต เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการปลูกกล้วยน้ำว้าอย่างยั่งยืน ยกระดับรายได้ของเกษตรกรในท้องถิ่น และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้แก่ประเทศ สำหรับเกษตรกรที่สนใจเทคโนโลยีการผลิตกล้วยน้ำว้าปากพนังสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครศรีธรรมราชโทรศัพท์ 0 7580 9709”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...