โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Only I Am You, Then I Became You นิทรรศการที่ศิลปิน ‘จาจา ฉี’ พาเราสำรวจบริบทของ ‘พื้นที่’ ผ่านความเงียบงันและการสั่นไหวภายในตัวเอง

Mirror Thailand

อัพเดต 11 ต.ค. 2568 เวลา 03.12 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2568 เวลา 03.12 น.
ภาพไฮไลต์

อะไรบางอย่างในแผ่นอะคริลิกใสชิ้นเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนที่วางกองนิ่งๆ อยู่พื้นห้อง แต่กลับเคลื่อนไหวคล้ายกับประกายของเเสงโบเกต์ในเวลาค่ำคืน สะท้อนอยู่บนผนังห้องสีขาวเมื่อถูกแสงจากไฟฉายตกกระทบ ที่ทำให้เราซึ่งยืนอยู่ในห้องนั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของมันเป็นเวลาเนิ่นนานโดยไม่รู้ตัว

นั่นเป็นความตั้งใจของ จาจา ฉี (Jiajia Qi) ศิลปินหญิงชาวจีนผู้ทำงานจัดวางเชิงประสบการณ์ (Experiential) และอนุญาตให้ผู้ชมมีปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่เฉพาะ (Site-specific) ผ่านผลงานของเธอซึ่งสนใจแนวคิดของคำว่า ‘พื้นที่’ ในความหมายที่ไม่ใช่เพียงทางกายภาพ หากยังพาเราไปสำรวจ ‘บริบท’ ที่รายล้อมอยู่รอบข้างด้วย

จาจาเกิดที่ประเทศจีน เธอเรียนจบด้านสังคมวิทยา ต่อด้วยสถาปัตยกรรมภายในที่ มหาวิทยาลัย Tokyo Zokei ประเทศญี่ปุ่น แต่ความสนใจของจาจาไม่จบลงแค่นั้น เธอแบกเป้ออกเดินทางไปทั่วโลกอยู่นานกว่า 3 ปี จนกระทั่งเรียนต่อด้านการออกแบบสื่อปฏิสัมพันธ์ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ดินแดนซึ่งปัจจุบันเธอตัดสินใจเป็นผู้พำนักอยู่อย่างถาวร

การเดินทางไปในหลากหลายประเทศ ทำให้จาจาสนใจความคิดแบบ ‘เร่ร่อน’ (Nomadic Thought) ที่หมายถึงมุมมองซึ่งก้าวข้ามพรมแดนตายตัว ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ใดเลย ไม่ว่าจะขอบเขตของดินแดน ทวีป วัฒนธรรม หรือภาษา ไปสู่การไหล เปลี่ยนแปลง เป็นกลาง และหลอมรวมไปกับพื้นที่นั้น แล้วสร้าง ‘เรื่องราว’ ของตัวเองขึ้นมาใหม่

เหมือนกับตัวจาจาที่ตั้งคำถามถึงตัวตน ถิ่นฐาน และ ‘ราก’ ของตัวเธอเองมาตลอดว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นใคร อยู่ตรงไหนของโลกใบนี้กันแน่ เธอรู้แค่ว่าตัวเองไหลไปเรื่อยๆ อย่างอิสระ จนกว่าจะบรรจบกับพื้นที่ใหม่ที่ไหนก็ได้บนโลก แล้วเธอก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นั้น หรืออาจจะเป็นผู้สร้างเรื่องราวให้กับพื้นที่นั้นเสียเอง

และความคิดเหล่านั้นก็ถ่ายทอดออกมาเป็นชื่อผลงานชุด Only I Am You, Then I Became You ที่จาจาบอกเราว่า เธอไม่รู้จะสรรหาคำอธิบายในภาษาจีนบ้านเกิดของเธอออกมาได้อย่างไร (เช่นเดียวกับที่เราก็ไม่สามารถหาคำแปลเป็นภาษาไทยที่อธิบายมันได้ดี) แต่มันอาจหมายถึงการลื่นไหลที่เราสามารถเป็นอะไรก็ได้ ในงานของเธอ มันเชื้อเชิญเราให้เดินเข้าสู่พื้นที่จำลองขนาดย่อม ไปสัมผัสอากาศ บรรยากาศ เเสงที่ตกกระทบ สังเกตความเคลื่อนไหวและการหยุดนิ่งของสิ่งต่างๆ ที่ล้วนทำงานกับโสตประสาท

ภายใต้ความเงียบงัน เหมือนว่า ‘ข้างใน’ กลับรับรู้อย่างสั่นไหว โดยที่มันไม่ได้เรียกร้องให้เรา ‘เข้าใจ’ แค่ ‘รู้สึก’ ถึงการมีอยู่ก็พอ

Q: คุณเลือกเรียนในศาสตร์หลากหลายแขนง ทั้งสังคมวิทยา สถาปัตยกรรม จนถึงการออกแบบ แล้วตอนไหนกันที่คุณสนใจในการทำงานศิลปะ และกลายเป็นศิลปินอาชีพ?

A: ตอนเรียนจบใหม่ๆ ตอนนั้นยังอยู่ที่ประเทศจีน ฉันรู้สึกว่าตัวเอง Lost เอาตรงๆ ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ เลยตัดสินใจแบ็กแพ็ค เดินทางไปทั่วโลกอยู่ 3 ปีได้ จนกระทั่งลงเอยที่เนเธอร์แลนด์ อยากจะเรียนต่อด้านปรัชญาหรือไม่ก็ศิลปะ เพราะฉันคิดว่ามันน่าทำให้ฉันเข้าใจสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่ฉันอยู่ได้มากขึ้น ฉันก็เลยตัดสินใจเรียนต่อที่นั่น

ฉันรู้สึกว่าความสนใจของตัวเองมันคาบเกี่ยวกันอยู่เสมอ ระหว่างการออกแบบและงานศิลปะ แต่วิธีการเรียนที่เนเธอร์แลนด์ แตกต่างอย่างมากกับตอนที่ฉันเรียนที่จีน ตรงวิธีที่คุณนำเสนอไอเดียนั้นๆ และวิธีที่คุณใช้สื่อสารไอเดียนั้นออกมา ตอนนั้นฉันไม่รู้หรอกว่าแบบไหนถึงจะเรียนกว่างานศิลปะ มันเลยกลายเป็นว่าฉันไม่ได้แค่ศึกษางานศิลปะ แต่ฉันลองหาสิ่งใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ แล้วก็มีโอกาสได้ทำต่อๆ ไป จนกลายเป็นทำงานศิลปะแบบเต็มเวลา จนถึงตอนนี้ เชื่อไหมว่าแม้แต่ตอนแสดงงานครั้งแรกแล้วมีคนแนะนำตัวฉันว่าเป็น ‘ศิลปิน’ ฉันก็ยังงงๆ เพราะฉันก็นึกเสมอว่าตัวเองเป็นแค่นักศึกษาศิลปะอยู่เลย (หัวเราะ)

Q: ความสนใจด้านสังคมวิทยาช่วยหล่อหลอมทัศคติที่คุณมีต่อสังคมและผู้คนอย่างไรบ้าง?

A: ฉันว่ามันช่วยทำให้ฉันวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ได้ มันคือวิธีคิดแบบเวลาที่คุณมีคำถาม แล้วคุณเลือกว่าวิธีไหนจะทำให้คุณหาคำตอบนั้นๆ เจอ แต่ไม่ใช่การโฟกัสไปที่ตัวคำตอบที่แน่ชัดตายตัวนั้น ซึ่งฉันว่ามันนำมาใช้ได้กับการสร้างงานศิลปะ เพราะงานศิลปะก็คือการตั้งคำถามเช่นกันว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น จากสัมผัส จากการรับรู้ จากความรู้สึก และเป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่เราต้องสัมผัสด้วยตัวอง

Q: ทำไมคุณถึงสนใจเล่าเรื่องพื้นที่ โดยใช้องค์ประกอบอย่างการงานประติมากรรม สถาปัตยกรรม และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน?

A: ตอนเรียนจบ ฉันทำงานรีเสิร์ชเกี่ยวกับคอนเซ็ปต์ของพื้นที่ในมุมมองเอเชียตะวันออกกับแนวคิดแบบยุโรปว่ามันทำงานเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ฉันพบว่าความเข้าใจของคนเอเชียไม่เหมือนกับคนตะวันตกเลย พื้นที่สำหรับคนเอเชียคือ ‘ความเคลื่อนไหว’ คือพลวัตของสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในนั้นหรืออยู่รายล้อม แต่สำหรับคนตะวันตก พื้นที่คือ ‘สิ่งปลูกสร้าง’ หลังจากนั้นมันก็ทำให้ฉันสนใจมากกว่าตัวงานสถาปัตย์เอง แต่เป็นเรื่องราวของวัฒนธรรม มุมมอง และสิ่งที่อยู่รายล้อม (Surrounding) เบื้องหลังที่เชื่อมโยงกับตัวงานสถาปัตย์นั้นๆ ด้วย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงสนใจงานศิลปะเชิงพื้นที่ ฉันคิดว่าวัตถุดิบหลักและวิธีการทำงานของฉันไม่ใช่ตัววัตถุดิบเอง แต่เป็นพื้นที่ และสิ่งที่รายล้อมพื้นที่นั้นๆ

Q: เราจะเห็นว่าคุณหยิบจับวัสดุต่างๆ มาเล่นได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะในแง่ความตรงข้ามกันของวัสดุที่แข็งกระด้าง (Solid) และวัสดุที่ลื่นไหล (Fluid) บริบทของการใช้วัสดุในงานของคุณมีส่วนในการเล่าเรื่องราวด้วยหรือเปล่า?

A: จริงๆ แล้วฉันทำงานทั้งกับวัสดุธรรมชาติและวัสดุสังเคราะห์นะ แต่ที่ชอบมากที่สุดก็น่าจะเป็นวัสดุที่ไม่ได้มี ‘แบ็กกราวนด์’ คือบางวัสดุที่มันมีความเฉพาะมากๆ มีเรื่องราวในตัวมันเอง พอคุณเห็นคุณก็รู้ใช่ไหมว่ามันจะสื่อสารเรื่องอะไร เช่น ไม้ หรืออะไรที่มาจากธรรมชาติ แต่ฉันชอบวัสดุสังเคราะห์หรือวัสดุจากโรงงาน อย่างแรกเพราะมันหาง่าย อีกอย่างคือมันไม่มีเรื่องราวในตัวเอง ทำให้คนดูสามารถตีความด้วยตัวของเขาเองได้มากกว่า และนั่นเป็นความตั้งใจของฉันที่อยากให้คนดูได้รู้สึกอย่างอิสระ โดยไม่มีถูกผิด โดยไม่มีแบ็กกราวนด์ของวัสดุนั้นๆ มาเป็นกรอบจำกัดการคิดของเขา

Q: นอกจากใช้วัสดุเล่าเรื่องแล้ว ‘พื้นที่’ และ ‘สิ่งแวดล้อม’ สร้างประสบการณ์ให้ผู้คนอย่างไรบ้าง?

A: เวลาทำงานชิ้นหนึ่ง ฉันจะนึกภาพตัวเองเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง หรือพื้นที่ที่หนึ่ง ทำอย่างไรให้คนที่เข้ามายังพื้นที่นั้นอยู่ในโมเมนต์ที่ชวนให้เกิดการตั้งคำถามและความสงสัยว่ามันกำลังเกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งฉันว่ามันเป็นเรื่องยากมากเลยนะที่จะทำให้คนเกิดความอยากรู้อยากเห็น เพราะเหมือนเป็นธรรมชาติของคน โดยเฉพาะคนยุคนี้ที่มักหลงลืมไป ไม่ได้ตระหนักรู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน หรือกำลังทำอะไรอยู่ งานของฉันจึงเหมือนเป็นการดึงคนให้กลับมาตระหนักรู้ในชั่วขณะปัจจุบันอีกครั้งหนึ่ง

เหมือนพอเข้าไปในห้องที่มีฝุ่น ฝุ่นเป็นตัวทำให้เราตระหนักว่าคุณกำลังยืนอยู่ที่ไหน มีอะไรอยู่ในห้องนั้นบ้าง “อ๋อ มันมีฝุ่นนะ” ฝุ่นเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง มันมีอยู่ทุกที่ มันเคลื่อนไหว และมันอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา แต่มันเล็กมาก จนเราไม่รู้ว่ามันมีอยู่ งานของฉันชิ้นหนึ่งจึงเป็นการพาคุณเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง ฉายสปอร์ตไลต์มาที่ฝุ่น จ้องดูมันปลิวไปมาตามแรงลมไปเรื่อยๆ

Q: คุณรู้สึกอย่างไรบ้างสำหรับการแสดงงานครั้งแรกในประเทศไทย และคาดหวังให้ผู้คนที่นี่ได้รับประวบการณ์อะไรกลับไปบ้างจากงานของคุณ?

A: เมื่องานของฉันขึ้นอยู่กับพื้นที่และองค์ประกอบรอบข้าง มันจึงออกมาไม่เหมือนกันเลยในแต่ละพื้นที่ที่ฉันไปแสดง อย่างงานศิลปะจัดวางชิ้นหนึ่งที่สร้างจากแคลเซียมคาร์บอเนตซึ่งได้มาจากโรงบำบัดน้ำทั้งในยุโรปและประเทศไทย รูปทรงหยดน้ำเหล่านี้ตอบสนองต่ออุณหภูมิและความชื้น ค่อยๆ ก่อตัวเป็นผลึก ละลาย และหายใจเข้าออกอย่างไม่หยุดนิ่ง เป็นงานที่เปิดเผยให้เห็นระบบที่มองไม่เห็นแต่เคลื่อนไหวอยู่ในตัวเราทุกคน เป็นชิ้นที่ต้องใช้ปัจจัยอย่างอากาศภายในของที่นี่ในช่วยให้สสารก่อตัวเป็นผลึกจนออกมาเป็นงานที่คุณเห็น เช่นเดียวกับผลงานชิ้นอื่นๆ มันก็ถูกจัดวางไว้เฉพาะสำหรับพื้นที่นี้ ถ้าถูกจัดวางไว้ที่อื่น มันก็อาจจะเล่าเรื่องอื่นด้วยเหมือนกัน

งานของฉันไม่ได้ต้องการที่จะสื่อสารความรู้สึกของตัวฉันเองออกไป แต่โฟกัสไปที่การรับรู้ความรู้สึกของคนดูเมื่อได้เห็นงานของฉัน อีกทั้งงานของฉันยังเป็นการเปิดให้คิดแบบไม่มีที่สิ้นสุด

Q: งานศิลปะของคุณจะเป็นตัวช่วยสะท้อน หรือสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรให้เกิดขึ้นได้บ้างในโลกทุกวันนี้ที่เราอยู่?

A: ฉันเป็นแค่คนทำงานพูดเรื่องใกล้ๆ ตัว นำเสนอจุดเล็กๆ มากๆ อย่างแค่อากาศที่คุณกำลังหายใจเท่านั้นเองนะ ฉันไม่คิดว่างานของฉันจะเปลี่ยนโลกอะไรได้หรอก เพราะฉันไม่ได้ต้องการจะสื่อสารเรื่องราวใหญ่โต หรือ Strong Message อะไรแบบนั้น แค่ต้องการให้คุณตระหนักรู้ถึงสิ่งเล็กๆ ที่กำลังเกิดขึ้นรอบข้างคุณ

เพราะแบ็กกราวนด์ของฉันมาจากวัฒนธรรมที่มันแตกต่างกันมากๆ ระหว่างเอเชียกับยุโรป มันเลยทำให้ฉันระวัง ‘ช่องว่าง’ ระหว่างสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบอยู่เสมอ ทำให้ตระหนักว่าฉันเองก็เป็นเพียงผู้เฝ้ามองและสังเกตการณ์บนโลกใบนี้เท่านั้น แต่ช่องว่างนี้เองก็ทำให้ฉันทำงานศิลปะเพื่อให้คนสังเกตเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวเขา และสังเกตวิธีที่พวกเขารับรู้มันด้วยเหมือนกัน

ฉันดีใจที่ฉันเป็นอิสระจากการเป็นส่วนหนึ่งของระบบหรือกรอบใดๆ เพราะฉันว่าตัวเองอยู่กึ่งกลางระหว่างสิ่งเหล่านั้นเสมอมา

-

Only I Am You, Then I Became You

นิทรรศการเดี่ยวโดย จาจา ฉี

ภัณฑารักษ์ หลินเจี่ย โจว

25 กันยายน – 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

จัดแสดงที่ชั้น 2 และ 3 SAC Gallery

บทความต้นฉบับได้ที่ : Only I Am You, Then I Became You นิทรรศการที่ศิลปิน ‘จาจา ฉี’ พาเราสำรวจบริบทของ ‘พื้นที่’ ผ่านความเงียบงันและการสั่นไหวภายในตัวเอง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...